Archive for Self Teaching

ลูกของเราเรียนรู้แบบไหนเอ่ย/ดร. สุพาพร เทพยสุวรรณ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 สิงหาคม 2552 09:37 น.
การเรียนรู้ของมนุษย์ทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะกับเด็ก ๆ นั้นส่วนใหญ่เกิดจากการที่ได้มีปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม ลักษณะของการเรียนรู้มี อยู่ 3 รูปแบบคือ การเรียนรู้โดยผ่านทางการใช้สายตา (Visual Learners) แบบที่ 2 คือ แบบเรียนรู้โดยผ่านทางการใช้หูฟัง (Auditory Learners) และแบบที่ 3 คือการเรียนรู้โดยการเคลื่อนไหวหรือโดยการสัมผัสลูบคลำ (Kinesthetic learners) เด็กแต่ละคนจะมีรูปแบบของการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ด้วยวิธีง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่นลองถามเด็ก ๆ ว่าเมื่อคิดถึงคำว่าช้าง เราคิดถึงอะไรก่อน ถ้าเด็กกลุ่มที่ตอบว่าคิดถึงรูปช้าง หรือตัวหนังสือที่เขียนคำว่าช้างก็จะเป็นพวกที่เรียนรู้โดยการใช้สายตา หากเด็กกลุ่มที่ตอบว่านึกถึงเสียงช้าง แปร๊นแปร๊น ก็จะเป็นพวกที่เรียนรู้โดยการใช้หูฟัง หากกลุ่มเด็กที่ตอบว่านึกถึงผิวหยาบ ๆ ของช้าง พร้อมกับทำท่าเลียนแบบช้างก็จะเป็นพวกที่เรียนรู้โดยผ่านทางการเคลื่อนไหวหรือการสัมผัสลูบคลำ คุณพ่อคุณแม่ลองมาดูกันสิว่ารูปแบบการเรียนรู้ของลูกเราจัดอยู่ในประเภทใด

1. การเรียนรู้โดยผ่านทางการใช้สายตา( Visual Learners )

การเรียนรู้ของเด็กในกลุ่มนี้จำเป็นต้องมองเห็นการแสดงท่าทางและการแสดงออกทางสีหน้าของผู้สอนเพื่อที่จะเข้าใจบทเรียนนั้นอย่างเต็มที่ ดังนั้นในชั้นเรียนควรจะจัดให้เด็กกลุ่มนี้นั่งข้างหน้าเพื่อให้สามารถเห็นทุกอย่างชัดเจน เด็กกลุ่มนี้จะชอบดูภาพ อ่านหนังสือ รวมถึงการชอบดูหนัง และจะมีความสุขมากกับการที่คุณพ่อคุณแม่พาออกไปเที่ยวชมวิวทิวทัศน์

2 .การเรียนรู้โดยผ่านทางการใช้หูฟัง( Auditory Learners)

เด็กกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีจากการฟังวิทยุ ฟังคำบรรยายและการอภิปราย โดยเด็กกลุ่มนี้จะชอบบทกลอน ชอบร้องเพลง เด็กที่มีความถนัดในการเรียนรู้แบบนี้ จะมีความสุขมากกับการได้ฟังเพลง ได้ฟังเรื่องราวซ้ำๆหรือการเล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟัง หรือได้ไปฟังการแสดงดนตรี เป็นต้น

3. การเรียนรู้โดยการเคลื่อนไหวหรือการสัมผัสลูบคลำ ( Kinesthetic Learners)

เด็กที่เรียนรู้โดยการเคลื่อนไหวและสัมผัสลูบคลำจะชอบการลงมือปฏิบัติ และชอบสำรวจสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว เด็กในกลุ่มนี้มักจะไม่ชอบอยู่นิ่งจนดูเป็นเด็กซน เพราะมักจะชอบเคลื่อนไหวร่างกาย กระโดดโลดเต้น ชอบออกกำลังกาย ชอบการจับต้องสิ่งของต่างๆที่เป็นรูปธรรม

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบรูปแบบการเรียนรู้ของลูกเราแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเสริมแรงให้ลูกของเราประสบความสำเร็จในการเรียนมากยิ่งขึ้น เช่นหากคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าลูกของเราเรียนรู้ได้ดีโดยผ่านทางการใช้สายตา คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนโดยการพาลูกไปเลือกหนังสือที่เขาชอบหรือหาภาพยนตร์ดีๆมาให้เขาดู หากลูกของเราเรียนรู้ได้ดีโดยผ่านทางการใช้หูฟัง คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนความถนัดของเขาโดยการหาซีดีเพลงและนิทานดีๆให้เขาฟัง และหากลูกของเราเรียนรู้ได้ดีโดยผ่านทางการเคลื่อนไหวและการสัมผัสลูบคลำ คุณพ่อคุณแม่ก็พาลูกไปเล่นกีฬา ออกกำลังกาย เพื่อให้เด็กๆได้กระโดดโลดเต้นเคลื่อนไหวร่างกาย

หากคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกของเรามีความถนัดในการเรียนรู้แบบไหนแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของลูกรักของเราอย่างแน่นอน

Advertisements

Leave a comment »

เทคนิคเก่งอังกฤษ

ใครที่มีปัญหาฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เชิญทางนี้ ‘Edutainment Zone’ มีเทคนิคเพิ่มทักษะด้านต่าง ๆ มาฝาก เรียนรู้ด้วยตัวเองง่าย ๆ จากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน

ขยันอ่าน ไม่ว่าจะเป็นบทความต่าง ๆ จากหนังสือหรือนิตยสาร อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คุ้นเคยกับคำศัพท์และรูปประโยค ในช่วงแรกอาจหาแรงจูงใจในการอ่านจากหนังสือที่ชอบหรือสนใจ เช่น หนังสือการ์ตูนชื่อดังหลายเล่ม ที่ปัจจุบันมีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษแบบง่าย

ใช้ดิกชันนารีเป็นประจำ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการฝึกภาษาอังกฤษ ถ้าจะให้ดีควรใช้ดิกชันนารีภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างความเข้าใจ ความคุ้นเคยกับคำศัพท์ และได้เห็นตัวอย่างการเรียบเรียงประโยค

เรียนภาษาอังกฤษจากเกม เพลง และหนัง อาทิ เกมปริศนาอักษรไขว้ เกมเติมคำศัพท์ต่าง ๆ ที่ปัจจุบันมีรูปแบบหลากหลายน่าสนใจ นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้นึกหาคำศัพท์ ส่วนใครเป็นคอหนัง ควรเน้นดูหนังต่างประเทศเยอะ ๆ หากใครรักเสียงเพลงสามารถใช้ความชอบให้เป็นประโยชน์โดยการฟังเพื่อฝึกทักษะด้านสำเนียงการออกเสียง และปิดท้ายด้วยการหาความหมายของศัพท์ในบทเพลงด้วย

หมั่นทบทวนและหาโอกาสใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มจากจดบันทึกศัพท์หรือประโยคใหม่ ๆ ไว้ท่องจำ นอกจากนี้ ควรหาโอกาสสนทนากับคนพูดภาษาอังกฤษ ที่สำคัญอย่าอายที่จะพูด เพราะการเรียนจากตำราอย่างเดียวไม่พอ ต้องขยันหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

‘เทคนิคเก่งอังกฤษ’ นั้น แท้จริงแล้วไม่อยาก แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการเรียนรู้ ดังนั้น ต้องสร้างวินัยให้ตัวเองด้วย.

‘รัตติกาล’
rattikarnt@dailynews.co.th

Comments (1) »

เริ่มให้นมแม่อย่างไร ไม่เจ็บหัวนม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2552 13:33 น.

อาการเจ็บหัวนมเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ส่วนมากล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้นมลูก ซึ่งการจะแก้ปัญหาเหล่านั้น อาจต้องเริ่มตั้งแต่การให้ลูกดูดนมครั้งแรกให้ถูกต้อง โดยต้องทำความเข้าใจว่า การเริ่มให้นมนั้น ให้ลูกเป็นฝ่ายแสดงว่าต้องการที่จะหาอะไรเข้าปากก่อน เพราะโดยปกติทารกแรกเกิดจะมีปฏิกริยาตอบสนองต่ออะไรก็ตามที่มาเขี่ยโดนที่มุมปากให้อ้าปากงับอยู่แล้ว และเมื่องับหัวนมเข้าไปแล้วหัวนมก็ไปกระตุ้นเพดาน ให้ลูกใช้ลิ้นดุน ดูดหัวนม และกลืน ดังนั้นคุณแม่อย่าไปคิดว่าลูกจะดูดนมไม่ได้ หรือดูดไม่เป็น

ให้นมแม่อย่างไร..ให้ถูกวิธี

แม่ควรเตรียมตัวด้วยโดยฝึกบีบน้ำนมด้วยตนเอง โดยในวันแรก อาจจะออกมาเพียงส่วนของหัวน้ำนม (มีลักษณะใส แต่ทรงคุณค่ามาก เพราะเต็มไปด้วยภูมิต้านทาน ถ้าพลาดนมส่วนนี้ไปลูกจะมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้บ่อย) ให้คุณแม่ลองบีบส่วนนี้ทิ้งไว้ให้เพื่อเป็นกลิ่นให้ลูกมาดม เมื่อลูกได้กลิ่น มาเลียและมาอมหัวนมเล่น อย่าใจร้อน ค่อย ๆ ดูไป เล่นกับลูกไป เทคนิคง่าย ๆ ที่คุณแม่ทำได้แน่นอน เพียงลองให้ลูกเล่นกับเต้านมและหัวนมแม่ ให้ลูกส่ายหัวไปมา ค้นหาหัวนมแม่ แม่เพียงประคองศรีษะลูกที่ยังมีกล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรงให้มาพบกับหัวนม แต่อย่าจับบังคับให้ต้องมางับหัวนม ควรให้เวลาลูกเล่นกับเต้านมและหัวนมสักครู่ ให้ลูกชินกับกลิ่นแม่ อุณหภูมิกายแม่ ความแข็งและนิ่มของเต้านมแม่ เมื่อลูกเริ่มชินกับการอมหัวนม แม่จึงค่อยเริ่มสอนลูกให้อมให้ลึก โดยช่วยประคองศรีษะลูกเอาไว้

ก้าวผ่าน อุปสรรค เพื่อลูกน้อยที่แม่รัก

คุณแม่ที่เพิ่งมีลูกครั้งแรกอาจยังไม่มีประสบการณ์ของการถูกดูดที่หัวนม เมื่อลูกเริ่มดูดจะรู้สึกเจ็บ ๆ จี้ ๆ คัน ๆ แต่เมื่อลูกดูดไปแล้วยังไม่มีน้ำนมไหลออกมาเลย ลูกจะดูดถี่ และแรงขึ้นๆ จนบางครั้ง จะรู้สึกเจ็บหัวนมขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยแม่ช่วยบีบให้น้ำนมไหลเข้าปากเด็กสักเล็กน้อย แต่ถ้าบีบเท่าไรมันก็ยังไม่ออก ก็อาจขอน้ำนมจากคุณพยาบาลมาสักถ้วยเล็กๆ แล้วใช้หลอดหยดเข้าปากลูก พร้อมกับประคองจัดท่าลูกให้อมหัวนมให้ลึก ๆ จะทำให้ปากลูกอ้ากว้างขึ้น เมื่อลูกได้รับน้ำนมเข้าปาก ลูกจะมีปฏิกริยาโดยสัญชาตญาณลดความรุนแรงในการดูดลงมาเป็นการดูดอย่างปกติ รวมทั้งการที่ลูกได้อมหัวนมได้มิด สนิท แน่น แก้มลูกเด็กแนบเต้านมแม่ เกิดสุญญากาศในปากของลูก ทำให้ลูกไม่ต้องออกแรงดูดมาก นั่นจะช่วยบรรเทาความเจ็บแม่ไปได้มากเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก ศูนย์นมแห่งประเทศไทย

Leave a comment »

ทำอย่างไรดี กับ“ความขี้อิจฉา” ในพี่น้อง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กุมภาพันธ์ 2552 11:41 น.

เป็นภาพที่มีให้เห็นอยู่ชินตาที่บรรดาพี่น้องจะร้องไห้กระจองอแง ไล่ทุบตีหยิกข่วนหรือแย่งกันฟ้องพ่อบอกแม่ อันเนื่องมาจาก “ความอิจฉา” ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าครอบครัวไหนที่มีลูกมากกว่าหนึ่งต้องพบเจอแทบทุกราย

ในขณะที่พ่อแม่หลายคนพยายามเข้าใจว่า อาการอิจฉากันของลูก ๆ นั้นไม่ได้หมายความว่า “พวกเขาไม่รักกัน” แต่บางสถานการณ์ก็อาจทำให้พ่อแม่ต้องหงุดหงิดและต้องมานั่งขบคิดกันว่าจะทำอย่างไรกับสงครามเล็ก ๆ หายไปเสียที นี่เป็นคำแนะนำบางส่วนในการปฏิบัติตนของพ่อแม่ที่อาจเป็นประโยชน์ค่ะ

ขั้นแรก “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์อิจฉาตาร้อนแก่งแย่งแข่งขันกันขึ้น พ่อแม่ต้องย้ำตัวเองอยู่เสมอว่าห้ามเลือกเข้าข้างคนใดคนหนึ่งเป็นอันขาด แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าคุณได้ให้ความสนใจพวกเขาทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ก่อให้เกิดการน้อยเนื้อต่ำใจ

ขั้นที่สอง “ไม่ยกยอปอปั้นจนออกนอกหน้า” เด็กบางคนชอบแก่งแย่งแข่งขัน ชอบเป็นที่หนึ่งเสมอ ฉะนั้นพ่อแม่ต้องเรียนรู้นิสัยของลูกแต่ละคนเป็นอย่างดี เพื่อหลีกเลี่ยงการเผลอยกย่องเยินยอลูกคนหนึ่งคนใดมากเกินไป หากชมเชยลูกคนหนึ่งที่เรียนได้เกรดดี ก็ต้องชมลูกอีกคนในเรื่องอื่นหรือในเวลาที่เขาทำดีด้วยเช่นกัน นั่นคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นเหยี่ยวข่าวคอยสอดส่องพฤติกรรมหรือผลงานที่น่ายกย่องของแต่ละคนอย่างสม่ำเสมอ

ขั้นที่สาม “แบ่งงานให้ช่วยกันทำอย่างเท่าเทียม” แน่นอนว่าหากพ่อแม่มักใช้หรือมอบหมายงานบ้านให้ลูกคนหนึ่งคนใดทำอยู่ฝ่ายเดียวในขณะที่อีกคนสบายเป็นคุณหนู อีกคนย่อมต้องน้อยใจนำไปสู่การอิจฉาพี่/น้องอีกคนว่าทำไมพ่อแม่ไม่รัก ให้หนูลำบากอยู่ฝ่ายเดียว

ขั้นที่สี่ “ให้มีส่วนร่วมเลี้ยงน้อง” ขณะที่พ่อแม่คอยสาละวนกับน้องใหม่จนอาจทำให้เผลอลืมลูกคนพี่ ทางที่ดีควรให้เขามีส่วนร่วมในการดูแลน้อง เช่น ช่วยแม่อุ้ม หรือหยิบผ้าอ้อมให้น้อง ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจที่ได้มีบทบาท อีกทั้งยังสร้างความผูกพันและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นพี่อีกด้วย

ขั้นที่ห้า “เปลี่ยนพฤติกรรมชอบแกล้งชอบหลอกด้วยความรัก” หากพบว่ามีลูกคนหนึ่งคนใดมักแกล้งหรือหลอกลูกอีกคนเป็นประจำ พ่อแม่ต้องไม่เพิกเฉยกับพฤติกรรมนี้ ต้องเข้าไปขัดจังหวะและทำให้เขารู้ทันทีว่าการหลอกคนอื่นเป็นสิ่งไม่ควรทำ และสอนเขาให้แก้ปัญหาด้วยการไม่ใช้กำลังหรือการทะเลาะทุบตีกัน และพ่อแม่ต้องแสดงความรักและอบอุ่นต่อทั้งสองฝ่าย ให้เขาทั้งสองรู้ว่าตัวเองมีความสำคัญในบทบาทของแต่ละคนและสำคัญต่อกันและกัน อันจะเป็นการสร้างความรัก ความผูกพัน และสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างพี่น้องในครอบครัวได้ดีทีเดียว

Leave a comment »

สอนเลขให้ลูกน้อย 4

จากคอลัมน์ สอนเลขให้ลูกน้อย 1-3 ถ้าลูกน้อยของคุณสามารถจำตัวเลข 1-10 หรือ 1-20 ได้แล้วทีนี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มให้หนู ๆ เริ่มการบวกเลข ควรเริ่มจากการบวกแบบมีรูปธรรมหน่อยนะคะ เช่น เอาส้มมาเป็นรูปธรรมในการนับ หรือ เอาของที่หนูเขาจับต้องได้ มาเป็นรูปธรรม แล้วทำเครื่องหมายบวกและเครื่องหมาย = ขึ้นมาตัวใหญ่ ๆ จากนั้นให้เริ่มการบวกจากจำนวนน้อย ๆ เช่น 1 + 1 =
หรือ 1+ 2 =
หากคุณพ่อคุณแม่ เริ่มจาก ตัวเลข 1+1 หรือ 1 + 2 เด็ก ๆ ยังคงไม่เข้าใจและอาจเกิดอาการสับสนได้ ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการตั้งโจทย์ว่า 1+1 ได้เท่ากับเท่าไหร่ ให้ วางผลส้ม 1 ผล ขั้นด้วยสัญลักษณ์ + และวางผลส้มอีก 1 ผล ตามด้วยสัญลักษณ์ =

จากนั้นให้ลูกนับผลส้มทั้งหมดเข้าด้วยกัน ผลที่ได้คือจำนวน 2 ก็ให้วางผลส้ม 2 ผล หลังสัญลักษณ์ =

ในช่วงแรก ๆ ลูกจะเกิดความสับสนขึ้นบ้างเนื่องจากไม่เข้าใจในสัญลักษณ์ แต่หากทุกครั้งที่นับจำนวน และมีเครื่องหมาย + เข้ามา ให้อธิบายความกับลูกว่านั่นคือเครื่องหมายให้เขานับต่อไปจนกว่าจะถึงเครื่องหมาย =

หากคุณพ่อคุณแม่้สิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยในการสอนการบวกให้เด็ก ๆ ทุกวันประมาณ 2- 3 อาทิตย์ แล้ว ให้เริ่มการสอนการบวกผ่านการวาดรูปลงบนสมุดได้เลยค่ะ เด็กจะเริ่่มเข้าใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การบวกของลูกไม่ควรเกิน 20 สำหรับเด็กอายุประมาณ 3-4 ขวบ นะคะ ในการสอนการบวกผ่านการวาดรูปแทนการใช้ตัวเลขคงต้องใช้เวลาประมาณ 1 – 3 เดือน เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับเครื่องหมายและการบวก (คุณพ่อคุณแม่อาจจะซื้อแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ให้ลูกทำบ้างก็ได้ค่ะ เพื่อให้ลูกรู้สึกสนุกและเปลี่ยนบรรยากาศ) หลังจากลูก ๆ คุ้นเคยกับการบวกตัวเลขผ่านรูปวาดแล้ว ในอันดับถัดไป ก่อนที่ลูกจะเขียนเฉพาะคำตอบด้านท้ายเครื่อง = ว่าคำตอบคือเท่าไหร่ เริ่มให้ลูก ๆ เขียนตัวเลขจากการนับจำนวนในแต่ละด้านด้วย เพื่อให้เด็ก ๆ เริ่มคุ้นกับตัวเลขประมาณ 1เดือน จากนั้นให้ลองเริ่มการบวกโดยใช้ตัวเลขแทนการวาด เด็ก ๆ จะค่อย ๆ คุ้นกับการบวกตัวเลขในที่สุด

ดูัตัวอย่างนะคะ

Leave a comment »

สอนเลขให้ลูกน้อย 3

การเริ่มสอนเลขโดยการให้รู้จักตัวเลขสำหรับเด็กปฐมวัยหรือเด็กที่โตกว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรยึดถือปฏิบัติก็คือการทำอย่างสม่ำเสมอ และถี่ ๆ ดังนั้นถ้าสามารถสอนลูกได้ทุกวันได้จะเป็นการดีไม่น้อย เพราะเป็นการให้เด็กได้ลับสมองของเขาอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ในเด็กเล็ก ๆ เราอาจจะให้เขาใช้เวลาอยู่กับมันเพียงแค่ 20-30 นาทีต่อวันก็เพียงพอ อย่าให้เด็กอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกเกิดความเบื่อหน่าย สอนให้อยู่ในระดับที่กำลังสนุกแล้วหยุดเลยนะคะ เปลี่ยนให้ลูกทำกิจกรรมตัวอื่นแทนที่ให้หยุดเลยก็เนื่องจากในวันต่อไปลูกจะนึกถึงและจำได้ว่าการเรียนเลขกับคุณพ่อคุณแม่เมื่อวานสนุก จะทำให้น้อง ๆ อยากเล่นต่อ เช่น การตัดกระดาษ (เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็ก) หรือ อาจจะเปลี่ยนเป็นการวาดภาพระบายสี (ให้ลองสีน้ำดูบ้างก็ได้นะคะ) เพียงแต่ทุก ๆ กิจกรรมคุณพ่อคุณแม่ต้องร่วมสนุกกับลูก อยู่ใกล้ ๆ เขา คอยดูแลเขาอยู่ไม่ห่าง ในการเปลี่ยนกิจกรรมที่เล่น ลองถามคุณลูกดูนะคะว่าเขาอยากเลือกทำกิจกรรมอะไร แล้วทั้งคุณและลูกน้อยจะมีความสุขด้วยกันทั้งคู่

อีกกิจกรรมหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือการร้อยลูกปัด ถ้าลูกอยู่ในวัย 2-3 ขวบ ให้หาลูกปัดที่ใหญ่ ๆ หน่อยนะคะ และเชือกเส้นโตหน่อย เพื่อให้เขาได้พัฒนาเรื่องของกล้ามเนื้อแขน ตา และที่สำคัญ เป็นการฝึกสมาธิเด็กในอีกลักษณะหนึ่งด้วยค่ะ

เอ็มที

Leave a comment »

สอนเลขให้ลูกน้อย 2

ถ้าลูกพอจะเริ่มจำตัวเลข 1-10 ได้แล้วนะคะ (อาจจะยังสับสนบ้างก็เป็นได้ค่ะ) เพื่อตอกย้ำให้ลูก ๆ จำได้เร็วยิ่งขึ้น และสนุกกว่า ก็คือทำเกมส์ให้หนู ๆ ได้เล่น ที่ได้เคยทำกับลูกและหลานก็จะเป็นเกมส์ตกปลา โดยใช้วิธีง่าย ๆ ไม่ต้องยุ่งยาก หรือไม่ต้องไปเสียเงินเพื่อซื้อ สำหรับตัวเลข 1-10 หาเอาได้จากปฏิทินเดือนเก่า ๆ ทำตัด 1-10 สัก 2 ชุดนะคะ หรืออาจจะตัดเผื่อไปจนสิ้นเดือนเลยก็ได้ค่ะ ถ้าเด็กยังสนุกกับการเล่นตกปลา ถ้าจะให้ดีอาจจะผสมกับตัวอักษร ก-ฮ ด้วย ก็ดีค่ะ หาปลา เยอะ ๆ มาให้เด็กตก ส่วนที่ตกปลา ก็สามารถทำจากด้ามจับลูกโป่งหาเชือกมาร้อยเข้ากับด้ามจับลูกโป่ง ส่วนปลายก็หาที่ติดตู้เย็นที่เป็นแม่เหล็ก แล้วมาผูกเอาด้านแม่เหล็กลง ชุดตัวเลขที่ไ้ด้จากปฏิทิน และหรือตัวอักษร ก-ข เราก็เอาที่หนีบกระดาษติดเข้าไปตัวละใบ เท่านั้นก็เสร็จแล้วค่ะ หาบ่อตกให้ลูก ๆ สักนิด เอาเป็นกะละมังที่ซักผ้า หรือที่อาบน้ำของเจ้าตัวยุ่งตอนยังเป็นเบบี้ก็ได้ค่ะ เตรียมของเสร็จแล้วทีนี้ก็หาสมาชิกมาร่วมเล่นกับลูก ถ้าหาไม่ได้ก็ตัวคุณกับคุณพ่อนี่แหละค่ะ ที่จะเป็นเพื่อนเล่นให้เขา พอเขาตกปลาได้ ก็ให้เขาบอกนะคะว่าปลาตัวที่ได้คือตัวอะไร เล่นอยู่สัก 3-4 วัน เจ้าเด็กตัวน้อย ๆ ก็น่าจะจำได้แม่นขึ้นแล้วค่ะ จากนั้นถ้าจะเพิ่มทักษะอีกอย่างให้เขาก็คือ ถ้าเขาจับปลาได้ตัวอะไร ให้เขาเขียนลงบนสมุด หรือกระดาน (ถ้าเกิดคุณมี) แล้วให้คุณพ่อคุณแม่ทายว่าเป็นตัวอะไร เรียกได้ว่า เจ้าหนูตัวน้อย ๆ ของคุณจะทั้งสนุกและได้ความรู้ควบคู่ทักษะการเขียนไปด้วยในเวลาเดียวกัน แถมยังได้ความรักความอบอุ่นในครอบครัวอีกด้วยนะคะ

อ้อ ถ้าน้อง ๆ เขาอยากจะลองตัดตัวเลขบ้าง ก็น่าจะให้เขาได้ทำเองด้วยนะคะ เขาจะรู้สึกภูมิใจว่าเขาสามารถสร้างของเล่นให้ตัวเองเล่นได้ อีกอย่างเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเขาด้วยนะคะ

เอ็มที

Leave a comment »