Archive for สิงหาคม, 2012

‘เลิกเหล้าเพื่อลูก’ ดื่มมา25ปียังหยุดได้

‘เลิกเหล้าเพื่อลูก’ ดื่มมา25ปียังหยุดได้ : โดย….สุพินดา  ณ มหาไชย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จับมือกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ทำโครงการ” รวมพลังแม่ผู้ชนะ ปกป้องลูกจากภัยน้ำเมา” เนื่องในโอกาส 2,600 ปี  สัมพุทธชยันตี  เฟ้นหาตัวอย่าง แม่ผู้ชนะ ยอมเลิกเหล้าเพื่อลูก และแม่ที่สามารถสอนลูกให้ห่างไกลเหล้าและยาเสพติดได้ มารับรางวัลและรับการยกย่องเชิดชู หวังเป็นกระตุ้นให้คุณแม่เห็นคุณค่าตัวเอง ด้วยความเชื่อที่ว่า แม่จะเป็นผู้ปกป้องลูกๆ ได้ดีสุดในโลกที่ภาคธุรกิจเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงซึ่งรวมถึงธุรกิจน้ำเมาด้วย  ลภสกนกนนท์  ปัญญานะ อายุ 50 ปี จากจังหวัดแพร่ เป็นแม่ตัวอย่างที่ยอมเลิกเหล้าเพื่อลูก  ทั้งๆ ที่ติดเหล้ามากว่า 25 ปี

“เริ่มกินเหล้าตั้งแต่แต่งงาน เพราะสามีเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำชุมชน  ต้องออกงานบ่อย งานไหนงานนั้นต้องมีเหล้า ออกงานบ่อยๆ เข้า กินหนักๆ เข้า สามีก็กลายเป็นคนติดเหล้า ตัวเองก็ดื่มหนักมากขึ้น ถึงไม่ได้ไปไหน ก็ตั้งวงกินกันเองเกือบทุกวัน  ค่าเหล้าเดือนหนึ่ง คิดแล้วไม่ต่ำกว่า  6,000 บาท ตกปีหนึ่งก็หลายบาท เพราะปีหนึ่งจะเว้นเหล้าอยู่ 3 เดือนช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น”

จุดผกผันของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อวันแม่ปีนี้ ลภสกนกนนท์  เล่าว่า ลูกสาวคนเล็กเขียนจดหมายวันแม่มาให้ ขอให้พ่อกับแม่เลิกเหล้า “ลูกสาวเขียนว่า ให้เอาเงินค่าเหล้าไปส่งลูกเรียนดีกว่า แล้วเอาเวลาที่นั่งดื่มเหล้ามาให้ความอบอุ่นกับลูกๆ”

จดหมายฉบับนี้ทำให้ ลภสกนกนนท์  ได้คิด ก่อนหน้านั้นหมดค่าเหล้าไปเท่าไหร่ สามีจะสุขภาพทรุดโทรมขนาดไหน ก็ไม่ทันฉุกคิดว่าเป็นเพราะการดื่มเหล้า และถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเลิกเหล้า  ทั้งคู่ตัดสินใจหักดิบ เลิกดื่มเหล้าเด็ดขาด หลังเลิกเหล้าแล้ว ลภสกนกนนท์ บอกว่า ชีวิตครอบครัวก็เปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น ได้ออกไปทำกิจกรรมดีๆ นอกบ้าน อย่างเช่น ยกครอบครัว 5 คน พ่อแม่ลูกไปปลูกป่าให้พระราชินี ทั้งยังมีเวลาพูดคุยกับลูกๆ มากขึ้น

ขณะที่ หมิว นักเรียน ชั้น ม.6 จากจ.ชุมพร ก็มีประสบการณ์ในทำนองเดียวกัน เธอตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเยาวชนสีขาวของโรงเรียนเพื่อเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้ หมิว เปลี่ยนจากแกะดำ ในห้องเรียนมาเป็นคนที่เพื่อนๆ และครูยอมรับได้

หมิว บอกว่า เธอเป็นคนห้าวๆ เลยชอบคบเพื่อนๆ ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตะลอนไปกับเพื่อนๆ ด้วย ซึ่งเพื่อนๆ ในกลุ่มก็มีทั้งกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มติด ในที่สุดเพื่อนๆ ก็ชวนให้เธอรู้จักกับบุหรี่ แรกๆ ก็ปฏิเสธได้ แต่สุดท้าย หมิว ก็กลายเป็นนักสูบเมื่ออยู่ ม.4 เทอมปลาย

“เวลาอยู่โรงเรียน พวกเพื่อนๆ จะแอบไปสูบบุหรี่ในห้องน้ำ  หมิวก็จะตามไปสูบด้วย วันละประมาณ 2  ม้วน ไม่ได้ติด แต่ไม่คิดอะไร รู้สึกสนุก ก็เลยสูบตามเพื่อน”

อย่างไรก็ตามพฤติกรรมห้าวๆ ของ หมิว ทำให้เพื่อนๆ ผู้หญิงไม่ชอบเธอ เพราะรู้สึกว่า หมิว เป็นตัวอย่างไม่ดีที่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและคบหาเพื่อนผู้ชายในลักษณะคลุกคลีเกินไป แต่ช่วงที่ หมิว อยู่ ม.5 นั้น รุ่นพี่ในโครงการเยาวชนสีขาวของโรงเรียน บุกเข้ามาหาเธอ บุกไปถึงบ้านเธอ เพื่อขอให้เลิกบุหรี่

หมิว บอกว่า ตอนแรกก็ไม่สนใจความช่วยเหลือจากรุ่นพี่ แต่สุดท้ายเขาบุกไปคุยกับแม่ พอแม่รู้ว่า หมิว สูบบุหรี่ ก็ร้องไห้ ขอร้องไม่ให้ทำตัวอย่างนี้อีก ประกอบกับ หมิว เริ่มเห็นความตั้งใจจริงของรุ่นพี่ จึงตัดสินใจเลิกบุหรี่และเข้าร่วมโครงการเยาวชนสีขาว ช่วยทำกิจกรรมต้านยาเสพติดต่างๆ จนในที่ สุด หมิว ซึ่วกลายเป็นที่รักของเพื่อนๆ ทุกเพศและเป็นที่ยอมรับของครูแล้ว ได้รับเลือกให้เป็นประธานโครงการเยาวชนสีขาวเมื่อเธออยู่ชั้น ม.5

รสนา  โตสิตระกูล  ส.ว.กรุงเทพมหานคร บอกว่า พลังของแม่จะเป็นผู้ปกป้องลูกได้ดีสุด ทุกวันนี้ ธุรกิจน้ำเมา รุกเจาะตลาดผู้หญิงเพราะเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่มาก  พยายามสร้างอิมเมจให้กับการดื่มสุรา ให้รู้สึกเป็นเรื่องของการเข้าสังคม สนุกสนาน เป็นสังคมมีระดับ พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลายเพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม  อย่างเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีรสหวานเพื่อตอบสนองกลุ่มดื่มสตรี

“ลำพังการสร้างจิตสำนึกไม่พอกับการรุกหนักของธุรกิจน้ำเมา ต้องมีการรวมกลุ่มกับเครือข่าย  ทำอะไรที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดค่ายให้แม่ลูกไปทำกิจกรรมต้านยาเสพติดร่วมกัน พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาแข่งกับสุรา เป็นทางเลือกให้คนไม่ไปดื่มสุราเมรัย”รสนา กล่าวทิ้งท้าย

…………………………………. (‘เลิกเหล้าเพื่อลูก’ ดื่มมา25ปียังหยุดได้ : โดย….สุพินดา  ณ มหาไชย)

Advertisements

Leave a comment »

กพฐ.แนะ5ทิศทางจัดการศึกษา

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มี นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เป็นประธานเมื่อเร็วๆนี้ ว่า ที่ประชุมระดมความคิดเห็นเกี่ยว กับทิศทางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในอนาคต ซึ่งได้ข้อสรุปใน 5 องค์ประกอบได้แก่ 1.ความคาดหวังตัวผู้เรียนยังต้องเน้นความดีและความเก่งที่นักเรียนต้องมีสติ ปัญญาและพัฒนาการต่างๆ ควบคู่กันไปและการจัดการศึกษาควรจะย้อนกลับไปสู่หลักการพื้นฐานการจัดการ ศึกษาที่ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนในเรื่องการเรียนรู้เพื่อรู้ การเรียนรู้เพื่อนำไปปฏิบัติ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันและการเรียนรู้ที่จะเป็น

2. หลักสูตรการเรียนการสอนต้องจัดให้สอดคล้องกับวัยของผู้เรียน การจัดการศึกษาในระดับต้นๆผู้เรียนต้องรู้เรื่องของภาษา การคิดคำนวณและในระดับที่สูงขึ้นไปต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่ระดับสากล ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนต้องทบทวนว่าจำนวนคาบต่อวันมากเกินไปหรือไม่ และควรจัดสรรการเรียนภาคปฏิบัติให้เพียงพอ ไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่สามารถประยุกต์ความรู้สู่ชีวิตจริงๆได้ โดยเฉพาะการนำความรู้ไปสู่การแก้ปัญหา

3.ครู เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาผู้เรียนแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสอนแต่ไม่ ได้ทำให้ความสำคัญของครูลดน้อยลงไป ฉะนั้นควรส่งเสริมให้ครูได้เรียนจากเพื่อนครูเพราะเป็นวิธีการที่ก่อให้เกิด ประโยชน์มากและควรนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนมาเชื่อมโยงด้วยเพื่อ จำแนกครูที่สอนและประสบความสำเร็จให้เป็นต้นแบบแก่ครูที่ยังมีปัญหา และระบบการให้ความดีความชอบ การเลื่อนวิทยฐานะต้องสอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน อีกทั้งต้องมีมาตรการที่จะให้ครูที่สอนแล้วผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนไม่ดีได้มี ความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วย

4.สถานศึกษาที่ประชุมเห็นด้วยกับการจำแนกสถานศึกษาตามศักยภาพ ความพร้อมและบริบทต่างๆ เช่น โรงเรียนในฝัน โรงเรียนมาตรฐานสากล เป็นต้น แต่ควรจะมีการบริหารจัดการที่หลากหลายโดยให้อิสระและความคล่องตัวแก่ โรงเรียนที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งต้องพยายามแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นรูปธรรม

และ5.การบริหารจัดการ จะทำอย่างไรเพื่อลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนและเขตพื้นที่ การศึกษาเพื่อให้ได้รับโอกาสและประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งในการบริหารจัดการควรเชื่อมโยงกับการจัดการศึกษากับหน่วยงานต่างๆใน กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ไม่ใช่การจัดการศึกษาแบบแยกส่วน

“สพฐ.จะนำข้อเสนอและข้อคิดเห็นของบอร์ดกพฐ.ไปจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในภาค ปฏิบัติและนำเสนอที่ประชุมกพฐ.อีกครั้ง ส่วนการพิจารณาจำนวนคาบและชั่วโมงเรียนของนักเรียนไทยยังไม่มีข้อสรุปว่าจะ ปรับหรือลด เพียงแต่สพฐ.ต้องนำไปทบทวน ซึ่งก็อาจเป็นไปได้สองแนวทางว่าอาจจะลดคาบเรียนลงมาให้น้อยกว่า7ชั่วโมงที่ เรียนกันอยู่ในปัจจุบันหรืออาจจะคงจำนวนคาบเรียนเหมือนเดิมในปัจจุบันแต่อาจ จะเพิ่มการเรียนด้านกิจกรรม ภาคปฏิบัติมากขึ้นในภาคบ่ายไม่ใช่เน้นการเรียนด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ซึ่งทั้งหมดนี้สพฐ.ต้องไปสอบถามความเป็นไปได้จากโรงเรียนด้วยเพื่อหาข้อ สรุป ” ดร.ชินภัทร กล่าว.

Leave a comment »

ลูกไม่กินผักโทษใครไม่ได้นอกจากพ่อแม่/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

โดยหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ดิฉันเคยงงและสงสัยว่าทำไมทุกครั้งที่ซื้อโจ๊ก แล้วบอกผู้ขายว่าโจ๊กเด็กเมื่อไร
พ่อค้าหรือแม่ค้าก็จะไม่ใส่ผักให้โดยอัตโนมัติ ทำให้ต้องขอผักและขิงเพิ่มทุกครั้ง

ที่น่าประหลาดใจก็คือ เป็นเหมือนกันแทบทุกร้าน บางร้านดีหน่อยคือถามก่อนว่าใส่ผักด้วยไหม
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร..แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะซื้อใส่ถุงเท่านั้น ต่อให้นั่งกินที่ร้าน ถ้าเห็นเป็นเด็กปุ๊บ ก็จะไม่ใส่ผักและขิงทันทีขณะที่ร้านก๋วยเตี๋ยวบางแห่งก็เช่นกัน ผู้ขายต้องถามเสมอว่าของเด็กใส่ผักไหม หรือเป็นเพราะมีเด็กที่ไม่กินผักในโจ๊กและก๋วยเตี๋ยวมากกว่าเด็กที่กินผัก..!!

แต่ที่สงสัยหนักเข้าไปอีก คือแล้วทำไมพ่อแม่ผู้ปกครองถึงไม่ใส่ใจหรือยอมล่ะ?

ปัญหาเรื่องเด็กไม่กินผักเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กไทยจำนวนมาก จนถึงขนาดล่าสุดทางสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเปิดเผยว่า เด็กไทยกว่า 90% กินผักผลไม้น้อย โดยทำการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยด้านโภชนาการ ปี
2551 – 2552 พบผู้หญิงไทยร้อยละ 18.5 หรือ 4 ล้านกว่าคนจากทั้งหมดกว่า 21 ล้านคน
ที่กินผักผลไม้ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด คือ 400-600 กรัมต่อวัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี พบว่า มีเพียงร้อยละ 6.8 หรือ 3 แสนคนเท่านั้น ที่กินผักผลไม้ได้ตามเกณฑ์ และนั่นหมายความว่าเด็กยิ่งเล็กยิ่งบริโภคผักน้อยลงไปอีก
และหากประเทศไทยไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ จะต้องแบกรับภาระจากปัญหาสุขภาพในระยะยาว มีรายงานว่า ร้อยละ 19 ของโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร, ร้อยละ 31 ของโรคหัวใจขาดเลือด และร้อยละ 11 ของโรคหลอดเลือดสมอง มีสาเหตุมาจากการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ
แล้วเราจะปล่อยให้ลูกของเราไม่กินผักและผลไม้หรือ..!!
อย่าลืมว่าคนที่มีอิทธิพลและทำให้ลูกกินผักและผลไม้หรือไม่ อยู่ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเป็นแม่ เพราะต้องเป็นผู้ให้นมแม่ เป็นผู้ปรุงอาหารให้ลูกน้อย ได้ตระหนักและมีความรู้ในการปรุงอาหารให้ลูกได้กินการอาหารครบทั้ง 5 หมู่อย่างเพียงพอหรือไม่
แต่เนื่องจากปัจจุบันพบว่าผู้เป็นแม่ก็มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมการกินผักและผลไม้เช่นกัน
ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตัวเองและครอบครัวให้ได้ก่อนจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ในการปลูกฝังและฝึกฝนให้ลูกได้กินผักและผลไม้ที่หลากหลายตั้งแต่วัยทารกก็จะส่งผลให้ลูกสามารถกินผักและผลไม้ได้หลากหลายเมื่อโตขึ้น
เริ่มจากพ่อแม่ควรสอนให้ลูกคุ้นเคยกับผักและผลไม้ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อลูกได้รับอาหารเสริมหลังจากที่ลูกกินนมแม่อย่างเดียวจนถึงวัย 6 เดือน ก็สามารถเริ่มอาหารเสริมตามวัย ซึ่งอาจเริ่มด้วยข้าวบดน้ำซุปไม่ปรุงรส แล้วค่อยๆ เพิ่มชนิดอาหารทั้งเนื้อสัตว์และผักบดลงไปด้วย เป็นการฝึกให้ลูกเรียนรู้อาหารชนิดต่างๆ และสามารถกินอาหารได้ทุกชนิดเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
ในช่วงของการผสมผักลงในข้าวนั้นควรเลือกผักที่ทำให้สุกแล้วอ่อนนุ่ม และควรเริ่มในปริมาณน้อย ๆ ก่อน เพื่อสังเกตการยอมรับของลูก เมื่อไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถเพิ่มหรือเปลี่ยนชนิดของผักให้หลากหลาย เมื่อลูกโตก็จะเริ่มคุ้นเคยกับผักเหล่านั้น 
เป็นธรรมดาที่ครั้งแรกให้ลูกกินผักอาจได้รับการปฏิเสธก็ไม่ควรบังคับ เพราะจะทำให้เด็กต่อต้านมากขึ้น ต้องใจเย็นๆ เว้นระยะเวลาสักหน่อยแล้วพยายามให้กินใหม่ครั้งละน้อยๆ
ในที่สุดลูกน้อยจะยอมรับได้เอง
ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจก็คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบผักเพราะรสชาติที่ขมหรือมีกลิ่นแรง ในครั้งแรก ๆ จึงควรเลือกชนิดของผักให้ลูกชนิดที่ไม่กลิ่นฉุน เช่น ตำลึง ฟักทอง ผักกาดขาว
กะหล่ำดอก เป็นต้น เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นก็ค่อยๆ เพิ่มชนิดของผักให้หลากหลายมากขึ้น พร้อมกับสร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่ลูกเกี่ยวกับผัก หรืออาจจะหาหนังสือนิทานที่เกี่ยวกับเรื่องผักมาเล่าให้ลูกฟังว่าถ้าไม่กินผักแล้วจะเป็นอย่างไร ฯลฯ
ที่สำคัญอย่าลืมว่าเมื่อลูกกินผักและผลไม้แล้ว ก็ต้องชื่นชมและให้กำลังใจลูกทุกครั้งด้วย
จากนั้นเมื่อลูกโตขึ้น ลูกเริ่มมีฟัน ลูกจะใช้ฟันกัดหรือเคี้ยวอาหารมากขึ้น ก็อาจหาผักที่มีสีสวยๆ และไม่แข็งมากนัก เช่น แครอท แตงกวา มาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอจับได้ถนัดมือให้ถือกินเล่น ซึ่งจะพบว่าเด็กจะชอบและยอมรับได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้กัดชิ้นใหญ่จนเกินไป เพราะอาจจะหลุดติดคอได้

รวมไปถึงเมนูอาหารประจำบ้าน ที่อาจมีเมนูอาหารของเจ้าตัวเล็กต่างหากด้วย ควรกำหนดให้ทุกมื้ออาหารมีผักเป็นส่วนหนึ่งของอาหารทุกมื้อด้วย พร้อมทั้งผลไม้ที่ลูกโปรดปรานรวมอยู่ด้วยทุกครั้งเพื่อให้เด็กคุ้นและสามารถกินผักได้สม่ำเสมอ
แต่ถ้าหากลูกไม่ยอมกินผักมาโดยตลอด เพราะพ่อแม่ไม่ได้ฝึกฝนมาตั้งแต่เล็ก ก็อาจต้องเหนื่อยหน่อย พ่อแม่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่ด้วย เริ่มจากการปรับเมนูในบ้าน โดยคำนึงถึงสารอาหารมากกว่าความอยากอาหารบางชนิดเท่านั้น
ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยในทุกวันนี้ก็คือพ่อแม่มักตามใจเมื่อลูกเรียกร้องจะกินอาหารชนิดใดก็ตาม ทั้งที่เป็นอาหารที่มีไขมันสูง หรือกินอาหารประเภทเดียวซ้ำๆ พ่อแม่ก็ยอมตามใจเพราะกลัวลูกหิว กลัวลูกไม่ยอมกิน กลัวลูกกินได้น้อย กลัวลูกผอม ฯลฯ
สุดท้ายปัญหาก็ตกอยู่ที่ลูก ทั้งเรื่องการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย และโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ

แล้วจะไปโทษใครได้ ถ้าไม่ใช่ตัวพ่อแม่เอง..!!!

 

Leave a comment »

“ชนิตา”นั่งประธาน CESA คนแรกของไทย

วันนี้ ( 30 ก.ค.) รศ. ดร. ชนิตา รักษ์พลเมือง อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้คณะกรรมการบริหารสมาคมการศึกษาเปรียบเทียบแห่งเอเซีย (Board of Directors, Comparative Education Society of Asia – CESA) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เลือกตนให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมการศึกษาเปรียบเทียบแห่งเอเซีย (CESA) คนใหม่ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมากสำหรับประเทศไทยและตนถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ และที่ผ่านมาตน ได้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมมาแล้วระยะหนึ่งแล้ว ทั้งนี้สมาคมการศึกษาเปรียบเทียบแห่งเอเชียได้ก่อตั้งขึ้นมาแล้้วกว่า 17 ปี โดยการริเริ่มของนักการศึกษาเปรียบเทียบจากนานาประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ไทย เวียดนาม อินโดเนเซียและ มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งขณะนี้มีผู้แทนจากเกือบ 10 ประเทศเป็นสมาชิก

รศ.ดร.ชนิตา กล่าวต่อไปว่า สำหรับ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน CESA จะต้องมีผลงานวิชาการ อุทิศตนให้กับการทำงานวิชาการด้านการศึกษาเปรียบเทียบ และมีประสบการณ์ที่จะสามารถเป็นผู้นำในการบริหารงานของสมาคมและเป็นผู้นำงานวิชาการด้านการศึกษาเปรียบเทียบและการศึกษาระหว่างประเทศ เนื่องจากจะต้องเป็นตัวแทนของสมาคมในสภาสมาคมการศึกษาเปรียบเทียบแห่งโลกหรือ The World Council of Comparative Education Societies (WCCES)

“ในฐานะคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ เพื่อชื่อเสียงของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประเทศไทย พร้อมทั้งจะช่วยยกระดับงานวิชาการและงานวิจัยด้านการศึกษาเปรียบเทียบและการศึกษาระหว่างประเทศของประเทศไทยไปสู่ระดับนานาชาติ และจะได้ช่วยสานสัมพันธ์สมาชิกของสมาคมซึ่งมาจากประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกให้ร่วมมือกันพัฒนาการศึกษาวิจัยด้านการศึกษาเปรียบเทียบและการศึกษาระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาทั้งในประเทศของตนและในการสร้างเสริมความเข้าใจอันดีและการอยู่ร่วมกันของพลโลกต่อไปด้วย”รศ.ดร.ชนิตา กล่าว

Leave a comment »