Archive for กรกฎาคม, 2012

‘ธงชาติ’ อาเซียน

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : ‘ธงชาติ’ อาเซียน : โดย…พี่ฮัมมิ่งเบิร์ด

 

          ตอนนี้หันไปทางไหนก็มีแต่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาเซียนตลอด..ตลอด แต่น้องๆ อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ เพราะอาเซียน ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เหลืออีก 900 กว่าวันก็จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากใครไม่สนใจอาจพลาดโอกาสดีๆ ในอนาคตได้ ว่าแต่น้องๆ ทราบกันหรือเปล่าคะ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศนั้น มีลักษณะธงชาติเป็นเช่นไร

เริ่มด้วย ธงชาติไทย แผ่นดินเกิดของพวกเรา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์ มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สีหลักในธง 3 สี คือ สีแดง ขาว และน้ำเงิน โดยภายในแบ่งเป็น 5 แถบ แถบในสุดสีน้ำเงิน ถัดมาด้านนอก ทั้งด้านบนและด้านล่างเป็นสีขาวและสีแดงตามลำดับ ความหมายสำคัญ คือ ชาติ (สีแดง) ศาสนา (สีขาว) และพระมหากษัตริย์ (สีน้ำเงิน)

ต่อมา ธงชาติเวียดนาม มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธงแดง ดาวเหลือง” ลักษณะธงชาติเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นสีแดง ตรงกลางมีรูปดาวห้าแฉกสีเหลืองทอง สีแดงหมายถึง การต่อสู้เพื่อกู้เอกราชของชาวเวียดนาม สีเหลือง คือสีของชาวเวียดนาม ส่วนดาวห้าแฉกหมายถึงชนชั้นต่างๆ ในสังคมเวียดนาม คือนักปราชญ์ ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า และทหาร อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรวมชาติเวียดนามในปี 2519 ความหมายในธงได้มีการอธิบายใหม่ในทางการเมืองว่า สีแดง หมายถึงการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ และดาวสีทอง หมายถึงการชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามก่อนหน้านี้ในปี 2488-2498

ธงชาติสิงคโปร์ เป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าประกอบด้วย แถบสองสีแบ่งครึ่งกลางธง แถบสีแดงอยู่ด้านบนแถบสีขาวอยู่ด้านล่าง ที่มุมธงบนมีรูปพระจันทร์เสี้ยวถัดจากรูปดังกล่าว มีรูปดาวห้าแฉก 5 ดวง เรียงเป็นรูปห้าเหลี่ยมมีสีขาว ธงนี้เริ่มใช้ในปี 2502 ซึ่งเป็นปีที่สิงคโปร์ปกครองตนเองจากจักรวรรดิอังกฤษและถือเป็นธงชาติของรัฐเอกราชเมื่อสิงคโปร์ประกาศเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ความหมายสำคัญขององค์ประกอบในธง ได้แก่ สีแดงหมายถึงภราดรและความเสมอภาคของมนุษย์ สีขาว ความบริสุทธิ์ ความดีงามที่แพร่หลายและคงอยู่ รูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นจันทร์เสี้ยวข้างขึ้น หมายถึงความเป็นชาติใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น ดาว 5 ดาวหมายถึง อุดมคติ 5 ประการของชาติได้แก่ ประชาธิปไตย สันติภาพ ความก้าวหน้า ความยุติธรรม และความเสมอภาค (แล้วติดตามอีก 7 ประเทศที่เหลือนะคะ)

Advertisements

Leave a comment »

เฟรชชี่ม.บูรพา ไม่หวั่นไทยเข้าสู่อาเซียน

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันจันทร์ที่ 23 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

เฟรชชี่วิศวะ ม.บูรพา เปิดใจไม่หวั่นไทยเข้าสู่อาเซียน

 

                 ด้วยความที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็น 1 ใน 7 สาขาอาชีพที่จะเปิดเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนในปี พ.ศ.2558 หรือในอีกเพียง 3 ปีข้างหน้านี้ ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จึงได้มีการเตรียมความพร้อมให้แก่นิสิตตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 โดยเตรียมความพร้อมทั้งด้านทักษะวิชาชีพวิศวกรรม ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และภาษามลายูของประเทศอินโดนีเซีย และมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางผลิตบัณฑิตด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ประชาคมอาเซียน

อังค์โทนี่ กิลเลอร์มิน ลูกครึ่งไทยฝรั่งเศส นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้นปีที่ 1 ลีดเดอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีจนได้รับรางวัลแต่งเพลงต่อต้านยาเสพติดยอดเยี่ยม ที่บ้านฉาง จ.ระยอง รางวัลชนะเลิศการประกวดดนตรีจากเครือสหพัฒน์ ศรีราชา จ.ชลบุรี รางวัลชมเชยงานประกวดโตโยต้า VIOS พัทยา เล่นดนตรีเปิดหมวกช่วยเหลือน้ำท่วมที่ถนนวอล์คกิ้งสตรีท พัทยา กล่าวว่า ปีที่จบการศึกษาเป็นปีที่ประเทศไทยได้เข้าสู่อาเซียนแล้ว สิ่งแรกที่ต้องเตรียมพร้อมคือ การพัฒนาภาษาอังกฤษของตนเองให้แข็งแรง เพราะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่อาเซียน ชีวิตความเป็นอยู่ก็จะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ในส่วนด้านการศึกษานั้น ทำให้เราสามารถเข้าศึกษาในประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียนได้โดยค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมากเหมือนเดิม ถือเป็นโอกาสที่ดี

“การที่ประเทศไทยเข้าสู่อาเซียนมีทั้งด้านบวกและด้านลบ  ด้านบวกนั้นเป็นการสร้างรายได้ที่มากขึ้น โดยกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติจะมากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้นตามมา ส่วนด้านลบจะเกิดคู่แข่งทางการค้าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมพัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถแข่งกับผู้อื่นได้ในเชิงประกอบธุรกิจเจ้าของกิจการอยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่จะจบรุ่นเดียวกัน การพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างมาก เมื่อประเทศไทยเข้าสู่อาเซียนแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของคนไทย แต่ก็อย่าลืมพัฒนาจริยธรรมควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆ จะมีอาวุธทางปัญญาไว้ใช้เลี้ยงชีพตัวเองได้ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งประชาคมอาเซียน” อังค์โทนี่กล่าว

ด้าน พชรยษฐ์ ธุระทำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้นปีที่ 1 เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การแข่งขันสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animation3D) ในงานแข่งขันศิลปะหัตถกรรมนักเรียนระดับประเทศ ปี 2552 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประธานชมรมเรารักประชาธิปไตย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2553 และคณะกรรมการนักเรียนแห่งชาติ ปี 2554 กล่าวว่า สาเหตุที่ผมเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ เพราะชอบด้านการประดิษฐ์ อีกทั้งต้องการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตของมนุษย์ โดยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพาเพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐาน บรรยากาศดีเอื้อต่อการศึกษา ติดทะเล อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่งภาคตะวันออก และยังมีระบบการศึกษาด้านภาษาที่ดี ซึ่งนับว่าเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่งในการทำงานในอนาคตและการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประเทศไทยได้เข้าสู่อาเซียนด้วยจำนวนประชากรโดยประมาณของเออีซีมีประมาณ 600 ล้านคน และประเทศไทยมีความเติบโตด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศเออีซี ซึ่งถ้ามีการเปิดประชาคมอาเซียนขึ้นเมื่อไหร่ ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางด้านการนำเข้าและส่งออกรวมทั้งด้านอุตสาหกรรมและด้านคมนาคม เพราะไทยมีภูมิศาสตร์อยู่ตรงกลางกลุ่มประเทศกลุ่มประชาคมอาเซียน

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีขนาดตลาดที่ค้าขายได้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผมกำลังเตรียมตัวเรื่องความชำนาญเฉพาะด้านและโดยเฉพาะเรื่องทักษะภาษา เพราะการที่เปิดประชาคมอาเซียนนั้นทำให้สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ 7 กลุ่มอาชีพได้อย่างเสรีตามข้อตกลง MRAs ซึ่งวิศวกร เป็น 1 ใน 7 อาชีพนั้น ถ้าหากยังอ่อนเรื่องภาษา โอกาสที่แรงงานฝีมือในประเทศอื่นจะเข้ามาแย่งงานมีสูง

แต่อย่างไรก็ตาม การที่เรียนจบในช่วงเปิดประชาคมอาเซียนใหม่ๆ นับเป็นโอกาสดีเพราะจะได้เป็นแรงงานกลุ่มแรกๆ ที่ได้มีการแลกเปลี่ยนแรงงานฝีมือในอาชีพ ทำให้โอกาสการทำงานมีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่า โอกาสการมีงานทำแปรผันตรงกับความสามารถ เชื่อว่าสถาบันแห่งนี้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมเข้าสู่อาเซียนได้เป็นอย่างดี

พชรยษฐ์ ยังฝากถึงเพื่อนๆ ให้หมั่นพัฒนาทักษะทางวิชาชีพตัวเองให้ดีต้องเริ่มเรียนรู้ในตอนนี้ โดยหมั่นพัฒนาทักษะทางด้านภาษาให้มากๆ จึงจะไปแข่งขันกับแรงงานฝีมือต่างประเทศได้ และมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ แต่ถ้ามองให้ดี มหาวิทยาลัยไม่ได้ให้แต่เรื่องวิชาการแต่ยังมีอะไรต่างๆ อีกมากมายหากเราเปิดใจรับมัน ถ้าเราใช้เวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัยนี้ให้คุ้มค่าและเป็นประโยชน์ ชีวิตการทำงานในเออีซีก็ไม่ใช่ปัญหา

Leave a comment »

ยาฆ่าเชื้อโรค “มือ เท้า ปาก” ไอเดียพร้อมใช้จากคณะวิทย์ จุฬาฯ

จากเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

วันพฤหัสที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โชว์ไอเดียพร้อมใช้
ยาฆ่าเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 สาเหตุโรค “มือ เท้า ปาก” พร้อมแจกที่ ร.ร.สาธิตจุฬาฯ
จันทร์นี้ ก่อนเผยแพร่สูตรและตัวอย่างบนเว็บไซต์
sc.chula

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเอนเทอโรไวรัส 71
ที่เป็นต้นเหตุของโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งกำลังระบาดในขณะนี้ ได้ 2 ลักษณะ คือ เจลล้างมือทำความสะอาด และสเปรย์นาโนฆ่าเชื้อ

รองศาสตราจารย์ธนาภัทร ปาลกะ
อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเนื่องจากเจล ล้างมือที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ต่ำกว่าร้อยละ 80  ไม่สามารถฆ่าเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 สาเหตุโรค มือ เท้า ปากที่กำลังระบาดในขณะนี้ได้ เพราะสายพันธุ์นี้มีความทนทานมากกว่า และสามารถแพร่ระบาดได้ในพื้นที่แห้ง ดังนั้นจึงได้ทำการวิจัย และผลิตเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของเอทา นอล สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และผสมสารที่มีความชุ่มชื้นเพื่อเพิ่มการป้องกันผิวมือแห้ง และเป็นริ้วรอยด้วย

“เจลล้างมือที่ได้คิดค้นขึ้นใหม่ มีต้นทุนเพียงขวดละ 135 บาท ซึ่งถูกว่าเจลล้างมือปกติ ทั้งยังสามารถฆ่าเชื้อโรคเอนเทอโรไวรัส 71 ได้ร้อยละ 99.9 แต่อย่างไรก็ตามการใช้เจลล้างมือก็เป็นแค่มาตรการเสริมเท่านั้น ผู้ปกครองยังต้องดูแลเด็กๆ ที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เช่น การล้างมือด้วยน้ำสบู่ และรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ”

สำหรับสเปรย์นาโนฆ่าเชื้อที่รองศาสตราจารย์สนอง เอกสิทธิ์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คิดค้นขึ้นมีการผลิตสูตรซิลเวอร์เปอร์ออกไซด์
ที่สามารถฆ่าเชื้อและป้องกันแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 โดยการฉีดบนผนังหรือสิ่งของต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย
“สเปรย์นาโนฆ่าเชื้อไม่ปล่อยสารพิษตกค้าง เนื่องจากจะสลายกลายเป็นออกซิเจนและน้ำ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มสเปรย์อื่นๆ ที่อาจมีสารคลอลีนตกค้าง และผลวิจัยระบุว่า ภายใน 1 ชั่วโมง
สเปรย์นาโนฆ่าเชื้อสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้กว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีการใช้สามารถฉีดสเปรย์ได้ตามสิ่งของทั่วไป และใช้ผ้าเช็ดน้ำยาออกปกติ และสามารถใช้ได้ทุกๆ 1 ชั่วโมง”

ทั้งนี้ทางคณะวิทยาศาสตร์จะมีการนำเจลล้างมือและสเปรย์นาโนฆ่าเชื้อที่ผลิตขึ้นมาไปมอบให้กับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ในวันจันทร์นี้ด้วย สำหรับอาจารย์โรงเรียนอื่นหรือผู้ปกครองที่มีความสนใจต้องการสูตรหรือตัวอย่างเจลล้างมือและสเปรย์นาโนฆ่าเชื้อ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sc.chula.ac.th

Leave a comment »

24ชม.’ตาย’ไวรัสเขมร..กลายพันธุ์

24ชม.’ตาย’ ไวรัสเขมร..กลายพันธุ์ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แม้องค์การอนามัยโลก (ฮู) จะยืนยันว่าเชื้อโรคลึกลับ ที่ทำให้เด็กกัมพูชาเสียชีวิตกว่า 60 ราย คือเชื้อไวรัส “อีวี 71” หรือเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 : EV 71) แต่ที่ยังสร้างความกังขาให้แก่นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกคือ ทำไมเชื้อตัวนี้ในเขมรจึงรุนแรงกว่าที่อื่น !?!

ศ.ดร.พิไลพรรณ พุทธวัฒนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า เชื้อไวรัสอีวี 71 สามารถแยกย่อยเป็นหลายสายพันธุ์ (genogroup หรือ genotype) มี 3 สายพันธุ์ใหญ่คือ เอ, บี 1-บี 5 และซี 1-ซี 5 จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่ออกข่าวว่าเชื้อที่กัมพูชาเป็นไวรัสอีวี 71-ดี 4 นั้น อาจจะยังเร็วไปที่จะสรุปว่าเป็นสายพันธุ์ดี 4 เพราะนักวิทยาศาสตร์ยังมีความเห็นแตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มศึกษาลักษณะพันธุกรรมของไวรัสอย่างละเอียดและให้ข้อคิดเห็นว่า เชื้อซี 4 นั้นแตกต่างจากเชื้อในกลุ่มซีด้วยกันค่อนข้างมาก จึงควรจัดกลุ่มขึ้นใหม่เป็นกลุ่มดี แต่นักวิจัยบางกลุ่มพบว่าเชื้อไวรัสระบาดใหญ่ในเมืองจีนมีผู้ป่วยหลายหมื่นคนในช่วงปี 2551 นั้น เป็นไวรัสกลายพันธุ์ผสมกันระหว่างไวรัสอีวี 71 และเชื้อไวรัสคอกซากีเอ 16 หรือเป็นการผสมกันระหว่างเชื้ออีวี 71 สายพันธุ์บี และซี  จึงควรจัดเป็นกลุ่มดี สำหรับการแบ่งย่อยเป็นดี 4 นั้น ในขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลทางพันธุกรรม

ทั้งนี้ เชื้ออีวี 71 ซี 4 นั้น พบเมืองไทยครั้งแรกปี 2549 คาดว่าระบาดมาจากเมืองจีน มีเด็กไทยติดเชื้อและเสียชีวิตจากอาการทางระบบประสาท โดยไม่มีผื่นบนผิวหนังเลย จากนั้นก็พบเชื้อตัวนี้อีกเมื่อปี 2550 และปี 2551 โดยไม่ก่อโรคและการระบาดที่รุนแรง คาดว่าเชื้อซี 4 นี้ยังคงมีอยู่ในประเทศไทยจนปัจจุบัน

“ปกติเชื้อไวรัสอีวี 71 จะไม่ร้ายแรงมาก แต่ถ้าหากเป็นสายพันธุ์ซี 4 อาจจะรุนแรงกว่าตัวอื่น ส่วนสายพันธุ์ที่ระบาดทำให้เด็กเขมรตายนั้น เชื่อว่าเป็นไวรัสอีวี 71 ที่กลายพันธุ์ไปแล้ว แต่ยังไม่รู้รายละเอียด แพทย์ที่ลงไปในพื้นที่รายงานว่า เชื้ออีวี 71 ที่กัมพูชามีลักษณะพิเศษคือติดง่าย รุนแรงผิดวิสัยของเชื้อตัวนี้ ที่สำคัญคือเด็กมีอาการไข้ขึ้นสูงตัวร้อนจัด พอมาโรงพยาบาลได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็เสียชีวิต เพราะปอดบวม หายใจไม่ได้ และร่างกายของเด็กก็ไม่มีผื่นจุดแดงหรืออาการมือ เท้า ปากเปื่อยด้วย จึงอยากเตือนให้ผู้ปกครองในเมืองไทยเฝ้าระวังลูกเล็กให้ดี โดยเฉพาะที่ต่ำกว่า 5 ปี ในกัมพูชาส่วนใหญ่ต่ำกว่า 3 ปี หากเด็กมีอาการไข้สูงจัดประมาณ 39 องศา ให้รีบส่งโรงพยาบาลทันที อย่าไปสนใจว่าจะมีแผล ผื่นหรือจุดแดงขึ้นตามมือหรือปาก เพราะเชื้อนั้นอาจไม่ได้ทำให้เกิดอาการมือ เท้า ปากเปื่อยก็ได้ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเชื้อไวรัสอีวี 71 โดยตรง ถ้าลูกหลานในบ้านมีอาการไข้ขึ้นสูงจัด ให้ส่งถึงมือแพทย์ทันทีเพราะหมอจะมีวิธีลดไข้และรักษาตามอาการ อยากเตือนแพทย์ทุกคนว่า เชื้ออีวี 71 กลายพันธุ์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีอาการผื่นแดงตามร่างกายหรือมือ ปาก เท้าเปื่อย และมักพบในเด็กเล็กวัย 3 ขวบ”

ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสส่วนใหญ่เกิดโรคไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ในเวลาไม่กี่วัน อาการเหมือนไข้หวัด บางครั้งอาจทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปากเปื่อย และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ฯลฯ เชื้อตัวนี้อาจทำให้เกิดโรคซ้อนมากกว่า 1 โรคได้ ส่วนอาการทางระบบประสาทที่พบบ่อย คืออาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายกับโรคโปลิโอ

หากเชื้อลุกลามเข้าไปในเนื้อสมองจะทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เคยมีการระบาดรุนแรงที่ประเทศบัลแกเรียในปี 2518  ประเทศฮังการีปี 2521 ประเทศมาเลเซียปี 2540 ไต้หวันปี 2541, 2543 และ 2544 พบในประเทศไทยปีแรก 2541

ล่าสุดพบการระบาดในกัมพูชาตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ทำให้เด็กเสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ราย เคยมีการผ่าชันสูตรศพเด็กที่เสียชีวิต ผลปรากฏว่าพบเชื้อไวรัสอีวี 71 ในไขสันหลังและเนื้อสมองของผู้ป่วยเกือบทุกราย อาการเด็กที่มาถึงโรงพยาบาลจะคล้ายคลึงกันคือมีไข้สูง 2-4 วัน มาถึงโรงพยาบาลเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมง บางรายมีอาการของโรคมือ เท้า ปากเปื่อย แต่บางรายไม่มี ส่วนการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อนั้น ควรระวังเรื่องอุจจาระและการไอ จาม เพราะเด็กเล็กมักไม่ระมัดระวังเรื่องการรักษาความสะอาด ต้องล้างมือบ่อยๆ หลังจากสัมผัสร่างกายหรือสิ่งของผู้ป่วย

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายเพิ่มเติมว่า เด็กกัมพูชาเสียชีวิตอย่างรวดเร็วหลังจากติดเชื้อไม่นาน อาจเป็นเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่พบลูกมีไข้สูงจะพาไปร้านขายยา หรือคลินิกเล็กๆ มักจ่าย “ยาชุด” ที่รักษาแบบครอบคลุมทุกโรค ยาชุดส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสาร “สเตียรอยด์” (Steroid) ซึ่งเป็นสารกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ขณะที่ร่างกายเด็กไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันเท่าผู้ใหญ่ เมื่อถูกสารสเตียรอยด์กดไว้ยิ่งทำให้ไข้สูงหัวใจเด็กจะทำงานหนัก เกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว น้ำท่วมปอด และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว จึงขอเตือนไม่ให้ซื้อยากินเอง หากเด็กป่วยมีอาการไข้สูง ตัวร้อนจัด ซึม อาเจียน ไม่กินอาหาร แขนขากระตุก ให้รีบส่งโรงพยาบาลทันที แม้จะไม่มียารักษาโดยตรง แต่หมอจะมียาลดอาการชักและเครื่องช่วยหายใจ

Leave a comment »

แนะปิดรร.7วันหลังพบโรคมือเท้าปาก

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

‘อธิบดีกรมควบคุมโรค’แนะปิดรร. 7 วัน หลังพบโรคมือเท้าปาก ด้าน’สาธิตจุฬาฯ’ปิดเรียนชั่วคราวหลังพบเชื้อโรคมือเท้าปากขณะที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง เชื่อเอาอยู่โรคมือ เท้า ปาก ในเด็กเล็ก เพราะจนถึงล่าสุดยังไม่พบรายงานการป่วยและตาย แต่ไม่ประมาท สั่งสกัดกั้นอย่างเต็มที่

17 ก.ค.55 นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทางสถานีสปริงนิวส์ กล่าวว่า เราต้องการให้ปิดโรงเรียนเพื่อให้โรคมือเท้าปากหยุดได้ แต่มีผู้ปกครองบางส่วนไม่ยินยอมไปต่อรองกับโรงเรียนไม่ให้ปิด เพราะต้องทำงานไม่รู้จะให้ลูกไปอยู่ไหน ขณะที่โรงเรียนบางแห่งไม่ยอมปิด เพราะกลัวเสียชื่อเสียง ซึ่งเห็นว่าหากโรงเรียนมีเด็กไม่สบายติดต่อกัน 2 คน 1 ห้อง ก็ควรปิดโรงเรียน 7 วันเพื่อฆ่าเชื้อ ขณะนี้ก็มีการปิดโรงเรียนไปแล้ว 20 แห่ง

ทั้งนี้ ต้องขอชมเชย รร.สาธิตจุฬาฯ ที่มีการปิดเรียน แต่ไม่ได้ปิดทั้งหมด ปิดเฉพาะระดับชั้นที่เสี่ยงต่ำกว่า ป.3 ลงมาหรือ 7 ขวบลงไป ถ้าเป็นเด็กโตจะไม่ป่วย เพราะมีภูมิต้านทาน อย่าต่อต้านการปิดรร. และมีเชื้อบางตัวที่รุนแรง อาจจะทำให้ซึม ไข้สูง จึงขอให้พ่อแม่นำไปหาหมอ

สาธิตจุฬาฯปิดเรียนชั่วคราวหลังพบเชื้อโรคมือเท้าปาก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมพล ดาวเรือง รองผู้อำนวยโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรงเรียนประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ในฝ่ายประถมศึกษาทั้งหมด ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 20 ก.ค.นี้ เนื่องจากพบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 1 และ 2 ป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก โดยเริ่มพบตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม และได้ทยอยปิดการเรียนชั่วคราว เพื่อให้นักเรียนที่ป่วย ได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน และสกัดการลุกลามของโรค

ด้านศาสตราจารย์นายแพทย์ยงค์ ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบโรคมือเท้าปากในประเทศไทย พบเชื้อไวรัสอีกหลายชนิด ซึ่งมีทั้งเหมือนกับที่ประเทศกัมพูชา ขณะนี้ยังคงเน้นรักษาตามอาการ

สธ.ตรังเอาอยู่โรคมือเท้าปาก เผยยังไม่พบผู้ป่วยเสียชีวิต

นายแพทย์วิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ที่พบในเด็กเล็ก ทั้งป่วยและเสียชีวิตของประเทศกัมพูชา และจังหวัดชายแดนของไทยในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม จากรายงานการเฝ้าระวังโรค ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง จนถึงล่าสุดยังไม่พบรายงานการป่วยและตายเลย แต่เพื่อเป็นการสกัดกั้นและป้องกันการป่วยและแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว ทางสำนักงานจึงได้ออกไปให้ความรู้ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก รวมทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนต่างๆ พร้อมทั้งขอความร่วมมือ โดยเฉพาะด้านความสะอาด และการเฝัาระวังอาการป่วยของเด็ก

นายแพทย์วิฑูรย์ กล่าวต่อว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง มีความเป็นห่วงประชาชนกับการดูแลป้องกันบุตรหลาน หรือเด็กเล็ก ที่อยู่ในความดูแล ซึ่งอาจเสี่ยงต่อโรคมือ เท้า ปาก จึงได้เร่งประชาสัมพันธ์แก่ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็ก ให้ช่วยสังเกตความผิดปกติ โดยหากพบเด็กป่วย มีไข้ มีแผลเปื่อยหลายแผลในปากและเจ็บ รวมทั้งมีตุ่มพองขนาดเล็กที่ฝ่ามือ และนิ้วเท้า ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือพบแพทย์ที่อยู่ใกล้บ้านทันที เพราะหัวใจสำคัญของการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดโรค ที่ได้ผลในวงกว้างและประสบความสำเร็จ จะต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

“เนื่องจากการสื่อสารเตือนภัยสุขภาพให้สังคมได้รับรู้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว โดยองค์กรสื่อสารมวลชนนั้น ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ทางสำนักงานจึงได้ขอความร่วมมือและประสานไปยังสื่อมวลชนทุกสาขาในพื้นที่จังหวัดตรัง ให้ช่วยแจ้งเตือนภัยและให้ความรู้แก่ประชาชน ขณะที่หน่วยบริการสาธารณสุขทุกแห่ง ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ก็ได้ช่วยทำการเฝ้าระวังและรณรงค์การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันทั้งโรค มือ เท้า ปาก และโรคอื่นๆ ด้วยนโยบายการกินของร้อน การใช้ช้อนกลาง และการหมั่นล้างมือ” นายแพทย์วิฑูรย์ กล่าว

อุบลฯพบโรคมือเท้าปากสั่งปิดโรงเรียนอนุบาล

นายแพทย์สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า  โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี  ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดอุบลราชธานี  ได้มีการสั่งปิดโรงเรียนเพื่อทำความสะอาด และ ฉีดยาฆ่าเชื้อ เพื่อเป็นการป้องกันโรคมือเท้าปาก แพร่ระบาด หลังพบว่ามีนักเรียนป่วยด้วยโรคนี้ สำหรับสถานการณ์โรคมือเท้าปาก  ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง วันที่ 15 กรกฎาคม 2555  จังหวัดอุบลราชธานี พบผู้ป่วยโรค มือ เท้า ปาก จำนวน  218 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี  เบื้องต้น ได้ประสานไปยังสถานศึกษาในการทำความสะอาดพื้นที่แล้ว

มหาสารคามมือเท้าปากระบาดหนักพบป่วย70ราย13อำเภอ

             รายงานข่าวจาก จ.มหาสารคาม แจ้งว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม -11 กรกฎาคม มีการระบาดของ โรค มือ เท้า ปาก รวมทั้งสิ้น 13 อำเภอ  70 ราย  แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต คิดเป็นอัตราป่วย 7.31 ต่อแสนประชากร

Leave a comment »

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 52

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 13 กรกฏาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13.55น.

วันนี้(13ก.ค.) มีแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 52 ว่า “วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า เมื่อเย็นวานนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระอาการกระตุกที่พระหัตถ์ข้างขวา พระหทัยเต้นเร็ว กว่าปกติเล็กน้อย คณะแพทย์ฯได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า บริเวณใต้เยื่อหุ้มพระสมองชั้นนอกด้านซ้ายมีพระโลหิตซึมเล็กน้อย จึงได้ถวายพระโอสถทางหลอดพระโลหิต หลังจากนั้นพระอาการกระตุกของพระหัตถ์ข้างขวาหาย

เช้าวันนี้คณะแพทย์ฯ ได้รายงานว่า พระหัตถ์ข้างขวาเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ ไม่มีพระอาการกระตุก การเต้นของพระหทัยและความดันพระโลหิตเป็นปกติคณะแพทย์ได้ขอพระราชทานให้ทรงงดพระราชกิจสักระยะเวลาหนึ่ง จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง ลงวันที่ 13 กรกฎาคม พุทธศักราช 2555

ขณะเดียวกัน นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้รับการประสานจากนายดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ว่าให้เลื่อนการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงเสด็จพระราชดำเนินติดตามงาน โครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธราราม จ.ราชบุรี และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวันที่ 15 ก.ค.ออกไปก่อนจนกว่าจะมีการประสานจากสำนักพระราชวังอีกครั้ง..

Leave a comment »

ครอบครัวคุณภาพ สร้างคนคุณภาพ

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สถาบันครอบครัวนับว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ครอบครัวคุณภาพ สร้างคนคุณภาพ

สถาบันครอบครัวนับว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังจะเติบโตขึ้นไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติ ขณะเดียวกันสภาพของสังคมไทยในปัจจุบันที่บีบคั้นทำให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป ครอบครัวมีมิติที่หลากหลายมากขึ้น พ่อแม่จะเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดี และมีความสุข ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แตกต่างได้อย่างไร

รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงลักษณะของครอบครัว ที่เดิมคุ้นเคยแค่เฉพาะครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย แต่ ณ วันนี้ เมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลง กลับพบว่ามีครอบครัวอีกหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง ครอบครัวคนที่มีลูก กับครอบครัวคนที่ไม่มีลูก ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และครอบครัวชายขอบ

ดังนั้นทักษะชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความอดทน ความพากเพียร ความเสียสละ ฯลฯ ซึ่งคนที่สามารถสร้างรากฐานเหล่านี้ให้ลูกได้อย่างมั่นคง ก็คือพ่อแม่และครอบครัว โดยต้องมีการเสริมสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งและมีคุณภาพ ด้วยปัจจัยสำคัญ 2 เรื่องคือ 1.ครอบครัวไทยต้องมีสติ และ 2.ต้องมีความอดทน

การเลี้ยงดูโดยเฉพาะในช่วง 5 ขวบปีแรก หากเด็กได้รับการอบรมสั่งสอน ได้รับการปลูกฝังและฝึกทักษะทางความคิด สติปัญญา อารมณ์และจิตใจอยู่เสมอ ก็จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างรู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันสิ่งแวดล้อม มองเห็นคุณค่าของตัวเอง เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย และมีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปได้

ตัวอย่างครอบครัว คุณออมสิน กฤษณพงศ์ อนงค์เทพ คุณพ่อน้องคุณ (อายุ 2 ปี) ครอบครัวคนชายขอบ “พ่อเป็นเกย์ ไม่ได้แตกต่างจากพ่อทั่วไป” ด้วยความปรารถนาที่จะเป็น “พ่อ” ของเด็กชายน้อยๆ วัย 2 ขวบ มอบความรักให้น้องคุณดังแก้วตาดวงใจ เพราะเชื่อมั่นว่าเด็กน้อยคนนี้จะเติมเต็มในส่วนที่เขาตามหา นั่นคือการมี “ครอบครัว”

“ด้วยความที่ผมเป็นแบบนี้ ยอมรับว่าคิดหนักพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันจิตใจให้แก่ลูก ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาแล้วยอมรับสถานะของตัวเองอย่างภาคภูมิใจได้ ทั้งจุดยืนที่เป็นปัจจุบันและวัยเด็กในอดีตของเขาก่อนที่จะมาพบผม เพราะทั้งสองเหตุการณ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับเขามากๆ และคิดว่ามันมีผลต่อการดำเนินชีวิตของน้องคุณในอนาคต ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของผม

ความเป็นเกย์ไม่มีผลต่อการเลี้ยงดูน้องคุณ เพราะผมมั่นใจว่าตัวเองมี “ความเป็นพ่อ” ไม่แตกต่างจากผู้ชายทั่วๆ ไป ต้องรีบสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา อย่างเรื่องความอดทน เช่น เขาเดินหกล้มมา ร้องไห้บอกว่าเจ็บ ต้องสอนว่าคนเราทุกคนมีเรื่องราวที่ต้องเจ็บปวดบ้าง และไม่โทษสิ่งอื่น ไม่โทษพื้น ไม่โทษสิ่งแวดล้อม เพราะไม่อยากให้ลูกเป็นอะไรนิดหน่อยก็โทษนั่นโทษนี่ แต่จะสอนว่าเพราะไม่ระวังใช่มั้ย เห็นมั้ยพ่อบอกแล้วไม่ฟัง เจ็บใช่ไหม แต่เดี๋ยวก็หายแล้ว ตอนนี้เวลาน้องเป็นอะไรนิดหน่อยก็จะไม่ร้องแล้ว

วรรณภา รักษ์แก้ว ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว : “แม่เลี้ยงคนเดียว แต่ลูกไม่รู้สึกเดียวดาย” มาถึง 14 ปี ยอมรับว่าการเลี้ยงลูกคนเดียวเป็นเรื่องลำบากมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานพร้อมกับเลี้ยงลูกทั้ง 2 คนไปด้วย ซึ่งกว่าจะก้าวผ่านวันนั้นมาได้ก็ต้องอาศัยทั้งความรักและความอดทน

“เลี้ยงลูกแบบบุฟเฟ่ต์ค่ะ ปล่อยให้ลูกมีอิสระ ให้เขาดูแลตัวเอง เราจะคอยดูเขาอยู่ห่างๆ ให้เลือกในสิ่งที่เขาชอบ ไม่บังคับแต่จะคอยดูแล เขาจะเห็นว่าเราทำงานอย่างหนักเพื่อเขา เพราะฉะนั้นเขาก็เลยค่อนข้างที่จะเป็นเด็กดี เชื่อฟังแม่ ไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาขาด เมื่อเขารู้สึก เราก็จะคอยเข้าไปเติมเต็มให้เขาเอง เลี้ยงลูกไม่เคยโกหก เหนื่อยก็ต้องบอกลูกว่าเหนื่อย อ่อนแอก็ต้องยอมรับ บอกความจริงให้ปรับตัวและดูแลตัวเองได้จะดีกว่า”

นอกจากนี้ครอบครัวแบบ Multi Cultural ของ ปิริยะภรณ์ ทาคาสึ ที่ถือได้ว่ามีความหลากหลายของเชื้อชาติถึง 5 เชื้อชาติ ได้ปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ในสังคมที่มีความหลากหลาย

“ที่บ้านอยู่กันแบบ 3 รุ่น การเลี้ยงดูน้องก็จะเป็นอย่างผสมผสาน ใช้ความเชื่อโบราณผสมกับความรู้สมัยใหม่ เพราะโดยส่วนตัวคิดว่าครอบครัวเราเป็นแบบไหน ลูกเราก็จะเป็นแบบนั้น อยากให้เขาเอาตัวรอดในสังคมได้ ให้เขาเป็นคนที่จิตใจดีและไม่เบียดเบียนใคร อย่างเช่นเวลาพาลูกไปสนามเด็กเล่น ถ้าเขาไปเร็วเขาก็จะได้เล่นของเล่นก่อน แต่ถ้าเขาไปช้า ต้องรู้จักรอคอย ให้เรียนรู้กฎกติกามารยาทของสังคม เพราะสังคมไม่ได้มีแค่คุณแม่คุณพ่ออย่างเดียว แต่เขามีเพื่อน มีคนอื่นๆ ต้องเรียนรู้กฎกติกาของสังคมให้ได้”

แม้ครอบครัวจะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเลี้ยงลูกให้พร้อมเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีสติ รู้เท่าทันสังคมและอดทนต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

Leave a comment »