Archive for มิถุนายน, 2012

สทศ.รับสมัครแกต-แพต 2-30 ก.ค.นี้

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สทศ.พร้อมรับสมัครแกต-แพต 2-30 ก.ค.นี้ ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.niets.or.th

27 มิ.ย.55 รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทศ.พร้อมที่จะรับสมัครสอบวัดความถนัดทั่วไปหรือ แกต และวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพหรือ แพต ครั้งที่ 1/2556 (สอบเดือนตุลาคม) เพื่อให้นักเรียนนำคะแนนไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่น ประจำปีการศึกษา 2556 โดยรับสมัคร วันที่ 2-30 กรกฎาคม 2555 ชำระเงิน วันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2555 ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลผู้สมัคร วันที่ 2 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2555 ประกาศเลขที่นั่งสอบ สถานที่สอบ พิมพ์บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบวันที่ 20 สิงหาคม 2555 สอบวันที่ 6 – 9 ตุลาคม 2555 ประกาศผลสอบวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 ทั้งนี้ ฝากนักเรียนดูรายละเอียดต่าง ๆการสมัครได้ที่เว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th

  รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปฎิทินการสอบแกตและแพต เดือนตุลาคม วันที่ 6 ตุลาคม 2555 เวลา 8.30 – 11.30 น.สอบแกต เวลา 13.00 – 16.00 น.สอบแพต 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ วันที่ 7ตุลาคม 2555 เวลา 8.30 – 11.30 น.สอบแพต 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เวลา 13.00 – 16.00 น.สอบแพต 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู วันที่ 8 ตุลาคม 2555 เวลา 8.30 – 11.30 น.สอบแพต 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์

เวลา 13.00 – 16.00 น. สอบแพต4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ และวันที่ 9 ตุลาคม 2555 เวลา 8.30 – 11.30 น. สอบแพต 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ เวลา 13.00 -16.00 น. สอบแพต 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ แพต 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส แพต 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมันแพต 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่นแพต 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน แพต 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับและ แพต 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน สทศ.จะนำตัวอย่างข้อสอบแกตและแพต ขึ้นเว็บไซต์ เพื่อให้นักเรียนได้ทดลองทำด้วย

Advertisements

Leave a comment »

จะตามใจลูกปล่อยให้’ผิดเป็นครู’จะดีไหม

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จะตามใจลูกปล่อยให้’ผิดเป็นครู’จะดีไหม  :  วิสัชนา กับพระไพศาล วิสาโล

ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ในกรณีที่มีลูก เราควรจะให้เขาเรียนรู้ธรรมะตั้งแต่ยังเยาว์ หรือปล่อยให้ผจญกับความทุกข์ก่อน จึงหันหน้าเข้าหาธรรมะเอง โดยปล่อยเขาให้ผิดเป็นครู เหมือนผมเองเพราะอนิจจัง และโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตาม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ยั่วยุจากเพื่อนนานาประเภท

ผมถูกตามใจจากบิดามารดาเป็นอย่างมาก เพราะความรักที่ท่านมีให้ และผมมักจะติดนิสัย ตามใจผู้อื่นและรักผู้คนง่ายถ้าเห็นว่าเขาดี โดยปราศจากอุเบกขา แต่ไม่ตามใจท่านในบางเรื่อง (ในกรณี ผิดศีล เนื่องจาก การค้าขาย) และอดีตได้ทำบาปกรรมมากมายก่อนจะสำนึกตัวได้ หันหน้าเข้าหาธรรมะเองโดยไม่มีใครบอกกล่าวมาก่อน ผมมีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน จึงไม่รังเกียจความไม่ดีของเด็กที่ไม่ดีด้วย เพราะเข้าใจน่ะครับ กราบๆๆ สาธุ

วิสัชนา :  ธรรมะนั้นเป็นของดีมีประโยชน์กับมนุษย์ทุกคน โดยไม่จำกัดวัย ดังนั้นการปลูกฝังธรรมะให้แก่ลูกตั้งแต่ยังเล็ก จึงเป็นสิ่งสมควรทำ ปัญหาอยู่ตรงที่จะใช้วิธีใด การปลูกฝังรู้ธรรมะนั้นไม่จำเป็นต้องใช้วิธีสั่งสอนเทศนาก็ได้ แต่อาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยพ่อแม่เป็นผู้ชี้แนะหรือกระตุ้นให้เขาได้คิด เวลาเขามีความทุกข์ เช่น ของหาย สัตว์เลี้ยงตาย ก็ใช้เป็นโอกาสสอนเขาเรื่องความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เวลาดูโทรทัศน์ฟังข่าว ก็ใช้เป็นโอกาสสอนเขาเรื่องโทษของการผิดศีลและความประมาท

การปล่อยให้เขาเจอทุกข์ก่อนแล้วค่อยนำเขาเข้าหาธรรมะนั้น แม้จะฟังดูดี แต่ก็มีความเสี่ยงตรงที่ว่า พอเขาทุกข์แล้วอาจชักนำเข้าหาธรรมได้ลำบาก โดยเฉพาะในกรณีที่พ่อแม่ไม่มีกุศโลบายพอ ยิ่งกว่านั้นก็คือถ้าพ่อแม่รู้ช้าไป ไม่ทันจะชักนำเขาเข้าหาธรรม ปรากฏว่าเขาหันไปพึ่งสิ่งอื่นแทนแล้ว เช่น อบายมุข หรือมิตรที่ไม่ดี ถึงตอนนั้นก็จะแก้ยาก

อย่างไรก็ตาม หากช่วยให้เขามีพื้นฐานในทางธรรม เช่น มีความซื่อสัตย์ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ และรู้จักคิด คือคิดเป็นเห็นชอบ เวลามีปัญหาหรือเกิดความทุกข์ เขาก็จะมีต้นทุนในการแก้ปัญหานั้นดีขึ้น หรือไม่ก็เห็นคุณค่าของธรรมมากขึ้น

ถือศีล ๘ ใช้อินเทอร์เน็ตได้ไหม

ปุจฉา :  กราบนมัสการค่ะ การถือศีลแปดนั้น มีข้อห้ามในการเข้าสืบค้น หาข้อมูลและรูปภาพทางอินเทอร์เนตหรือไม่คะ การเข้ามาอ่านข้อความในเฟซบุ๊คหรือเข้ามาอ่านการถามตอบ กระทู้ต่างๆ ในเว็บบอร์ดนั้น ถือเป็นข้อห้ามหรือไม่คะ

วิสัชนา : ศีล ๘ ไม่มีข้อใดห้ามการค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตหรือใช้เฟซบุ๊ก มีแต่ห้ามการเสพความบันเทิง เช่น ฟ้อนรำ ร้องเพลง เล่นดนตรี และดู “การเล่นชนิดที่เป็นข้าศึกต่อกุศล” ถ้าใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงจึงจะผิดศีลข้อที่ ๗ แต่ถ้าใช้เพื่อการศึกษาหาความรู้หรือหาข้อมูล ก็ไม่เข้าข่าย

Leave a comment »

เด็กเปิดใจ หยุดนักเรียน(นักเลง)ตีกัน

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผู้ใหญ่เข้าถึง เด็กเปิดใจ หยุดนักเรียน(นักเลง)ตีกัน : โดย…ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

 

               “วัยรุ่นตีกันเกือบทุกวัน บางรายบางคู่เลือดตกยางออก ถึงกับหามเข้าโรงพยาบาล โอ๊ย…โหดมากครับ คนในชุมชนก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ตกกลางคืนมาก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาท ไม่เว้นแม้กระทั่งกลางวันไม่รู้ว่าใครชื่ออะไร รู้แค่ว่าอยู่ต่างหมู่บ้านก็ตีกันแล้ว และอีกอย่างหนึ่งคือยาเสพติด โดยเฉพาะใบกระท่อมเข้ามาในชุมชน เด็กๆ ก็ยิ่งเหลวไหล ห่างไกลมัสยิด” เจษฎ์ ดุจพยัคฆ์ หรือเจษฎ์ รองประธานสภาเยาวชนตำบลป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ต.ป่าคลอก ประกอบด้วย 9 หมู่บ้าน วัยรุ่นแต่ละหมู่บ้านทะเลาะกันเป็นประจำ กลุ่มวัยรุ่นมีเรื่องทะเลาะวิวาทเกือบทุกวัน บางกรณีต้องพึ่งกฎหมายเข้าช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะในวงจรนี้จะต้องแก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมาไม่จบสิ้น ผู้ใหญ่ในชุมชนมองเห็นปัญหาจึงทำโครงการ “มัสยิดสัมพันธ์” ดึงเยาวชนที่มีความประพฤติดีเข้ากลุ่ม “มัสยิดสัมพันธ์” เพื่อให้กลุ่มเยาวชนในแต่ละหมู่บ้านรักใคร่สามัคคีกัน และท้ายสุดนำมาซึ่งความเข้มแข็งของชุมชน

เจษฎ์ บอกว่า กลุ่มของพวกเขาจะเข้าหากลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเรื่องทะเลาะวิวาท สืบหาต้นตอของปัญหา ให้ความจริงใจ จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจเปิดใจคุยว่าปัญหาเกิดจาก การห่างไกลศาสนา (อิสลาม) ก็เลยเกิดช่องว่างในการทำบาปง่ายและมากขึ้นอีกด้วย จากนั้นจึงชักชวนเข้าค่ายจริยธรรม ซึ่งก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

กิจกรรมที่ทำก็จะมีกิจกรรมนันทนาการ ปลูกป่าชายเลน ทัศนศึกษานอกพื้นที่ การแสดงลิเกฮูลู หรือแม้กระทั่งฝึกให้เป็นไกด์นำเที่ยวในชุมชน ฯลฯ เพื่อปลูกฝั่งจิตสำนึกรักบ้านเกิดและแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาอิสลาม ในที่สุดปัญหาการทะเลาะวิวาทก็ค่อยๆ หมดไปจากชุมชน ถึงวันนี้พวกเขาพูดได้เต็มปากเลยว่า “10 ปีแห่งการสร้างคน 10 ปีแห่งการสร้างค่าย”

เจษฎ์ เล่าว่า ต่อมาเมื่อปี 2547 จากกลุ่ม “มัสยิดสัมพันธ์” ได้เปลี่ยนมาเป็น “สภาเยาวชนตำบลป่าคลอก” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 5,000 คน มีแกนนำ ทำงานกับสภาเยาวชนประมาณ 50 คน หากมีกิจกรรมใดๆ ที่ต้องการรวมสมาชิกทุกคนก็สามารถมาได้ แต่เขาไม่ได้หวังว่าทั้งหมด 5,000 คนจะต้องมารวมกัน และเป็นคนดีทุกคน เพราะเชื่อว่าการปลูกต้นมะพร้าว 100 ต้นจะให้เจริญเติบโตสวยงามหมดทุกต้นคงเป็นไปไม่ได้

“ผมว่าโดยลำพังเด็กอย่างพวกเราคงจะแก้ปัญหาเองไม่ได้ ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำปรึกษาจากผู้ใหญ่ จนถึงวันนี้ปัญหาการทะเลาะวิวาทไม่มีในชุมชน ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้พวกเรามองหาและปลูกต้นกล้าที่พร้อมจะเป็นร่มเงาให้ต้นไม้เล็กๆ ต่อไป”  แกนนำสภาเยาวชน กล่าว

พรรณธีรา บุญเนตร หรือพิมพ์ วัย 19 ปี หนึ่งในสมาชิก “สภาเยาวชนตำบลป่าคลอก” เล่าว่า เมื่อก่อนไม่มีอะไรทำ กลับถึงบ้านก็ทำงานบ้าน แล้วก็เล่นกับเพื่อน ค่อนข้างจะมีพฤติกรรมเหลวไหล แต่หลังจากมีสภาเยาวชน มีกิจกรรมที่ทำร่วมกับชุมชน เช่น เป็นไกด์นำเที่ยว ซึ่งการทำงานตรงนี้มีรายได้ไว้ซื้ออุปกรณ์การเรียน ซื้อเครื่องสำอางอีกด้วย และก็มีเหลือให้พ่อแม่บ้างเล็กน้อย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับพื้นที่และโอกาสให้แสดงศักยภาพและความคิดเห็น

อภินันท์ วงศ์นา หรือบังบ่าว วัย 42 ปี ผู้ประสานงานโครงการ ในฐานะพี่เลี้ยง “สภาเยาวชนตำบลป่าคลอก” เล่าว่า การแก้ไขปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น จำเป็นจะต้องทราบต้นต่อของปัญหาว่าเกิดจากอะไร และที่สำคัญที่สุดการทำงานใดจะต้องใช้ใจทำอย่างจริงจัง อย่างปัญหาของกลุ่มวัยรุ่นที่ชุมชนป่าคลอกทะเลาะวิวาท ในฐานะผู้ใหญ่ต้องอาสายื่นมือเข้าไปช่วย โดยให้คนอายุวัยเดียวกันเข้าไปพูดคุย เพราะเขาจะมีภาษาของเขา หากผู้ใหญ่เข้าไปเองเกรงว่าจะคุยไม่รู้เรื่อง ซ้ำยังเป็นปัญหาใหญ่โตขึ้นอีก

“ผู้ใหญ่ต้องเขาใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วแก้ไปทีละจุด และอย่าพึ่งใจร้อน เพราะการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่วันสองวันได้ ต้องใช้เวลา อย่างสภาของเรากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ถามว่าวันนี้พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน อ้ายบ่าวภูมิใจนะที่สิ่งที่ทำอยู่ไม่สูญเปล่า เด็กๆ จากเมื่อก่อนไม่สนใจการเรียน ไปทำงานโรงแรม ประมง รับจ้างพายเรือ แต่ตอนนี้เริ่มอยากเรียนมากขึ้น จำนวนนักเรียนที่เรียนก็เพิ่มขึ้น และที่สำคัญไม่มีเด็กตีกันอีกเลย” บังบ่าว กล่าวในที่สุด

Leave a comment »

เปิดใจคุณแม่เด็กเก่ง “ปิงปอง” ที่ 1 เหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิก

จาก ASTV เมเนเจอร์ออนไลน์

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การเลี้ยงดูลูก เป็นการใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน เด็กๆ จะเติบโตขึ้นมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับต้นทุนชีวิต เช่น ความรัก ความอบอุ่น การหล่อหลอมจากพ่อแม่ การศึกษา รวมไปถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถออกแบบได้ด้วยสองมือของพ่อแม่               บอกเล่าได้จาก พญ.จิตรา วงศ์บุญสิน กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลบางปะกอก 1 คุณแม่ของนายเจนวิทย์ วงศ์บุญสิน (ปิงปอง) เจ้าของเหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิก ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งทำคะแนนสูงสุดได้เป็นอันดับ 1 ของโลก การเลี้ยงลูกให้เก่ง ดี และมีความสุขในชีวิต สามารถออกแบบได้ด้วยวิธีการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ โดยเฉพาะการเลี้ยงดูบนพื้นฐานความรัก และความเข้าใจ คือหัวใจสำคัญที่เธอและสามียึดมั่นมาโดยตลอด               พญ.จิตรา เปิดเผยแนวทางการเลี้ยงลูกให้เก่ง และดีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน (วทท.เพื่อเยาวชน) ครั้งที่ 7 เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า พ่อแม่ทุกคนเป็นพลังให้ลูกได้จากความใกล้ชิด และความผูกพัน ส่งผลให้เด็กมีความสุข และความมั่นใจ ในขณะที่พ่อแม่บางคนพอเลี้ยงลูกเองแล้วเกิดปัญหาก็ถอดใจส่งลูกเข้าโรงเรียนประจำ ซึ่งนั่นไม่ไช่คำตอบ               “พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ได้เลี้ยงดูลูกเองนั้น จะตื่นตัว และเตรียมพร้อมกำหนดผลลัพท์ของการเลี้ยงดูได้อย่างเป็นอิสระ ส่วนพ่อแม่ที่ให้คนอื่นเลี้ยงลูก แล้วตัวเองคอยทำหน้าที่เป็นผู้ดูหรือกองเชียร์ มักจะคอยแต่วิเคราะห์ วิจารณ์ เหมือนกับรู้ทุกอย่างแต่ไม่ได้ทำ มีเหตุผลแก้ตัวเสมอ ไม่มีส่วนร่วม สุดท้ายลูกอาจกลายเป็นเหยื่อสังคมได้” พญ.จิตราเผย               นอกจากความสำคัญในการเลี้ยงลูกด้วยตัวเองแล้ว พญ.จิตรา บอกว่า เธอใช้วิธีเลี้ยงลูกแบบให้โอกาสแต่ไม่คาดหวัง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ เนื่องจากเด็กทุกคนสวยงามไร้ที่ติ เด็กทุกคนต้องการชีวิตที่ยอดเยี่ยม คือ อยู่กับปัจจุบัน เต็มไปด้วยพลัง มีอาหาร มีคนที่รักเขา ได้เล่นอย่างมีความสุข แต่พ่อแม่หลาย ๆ ท่านมักจะติดกับดักอยู่ 2 อย่าง คือ ความกังวลและความคาดหวัง ทางที่ดีควรลดสิ่งเหล่านี้ลงไปบ้าง               “ผู้ที่มีความสุข และประสบความสำเร็จ คือ มีไอคิว และอีคิวดี มีความสุขอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยนักวิชาการชื่อเรนซูลลี (RENZULLI) ซึ่งได้ติดตามคนเก่งตั้งแต่เด็ก ที่ประสบความสำเร็จระยะยาว พบว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้น มีสัดส่วนของการใช้ไอคิวเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ อีคิว 20 เปอร์เซ็นต์ และทักษะในการทำงาน 40 เปอร์เซ็นต์”

นอกจากนั้น การปลูกฝังให้ลูกมีความ “รัก ไว้ใจ และเคารพ” ในตัวพ่อแม่ เป็นเรื่องที่คุณแม่ท่านนี้ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยการสร้างความไว้วางใจให้แก่เด็กนั้น พ่อแม่จะต้องทำตามกฎกติกา ทำตามคำพูด ถ้าทำไม่ได้ต้องขอโทษ แล้วเริ่มต้นใหม่ และทำอย่างคงเส้นคงวาด้วย               ด้านวิธีการสื่อสารกับลูก เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้ และทำความเข้าใจ โดยหลัก ๆ แล้วมีเพียง 3 อย่างคือ ฟัง พูด สะสาง เริ่มจาก “การฟัง” พยายามเปิดใจให้กว้างแล้วฟังลูกก่อน ไม่ควรฟังด้วยอคติ ด่วนโต้แย้ง หรือสรุปความ ฟังแล้วทำความเข้าใจ จากนั้นค่อยเสริมความคิดของเราเข้าไปให้ลูหัดคิดให้เป็น มีความคิดเป็นระบบ               ส่วนในเรื่องของ “การพูด” เวลาพูด ควรพูดความจริง พูดแล้วเกิดประโยชน์ พูดแล้วไม่เสียบรรยากาศ สื่อสารด้วย I message เพื่อให้ลูกเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของพ่อแม่อย่างตรงไปตรงมาเช่น แม่คิดว่า… พ่ออยากให้… สุดท้ายคือ “การสะสาง” เป็นการช่วยให้ชีวิตลูกเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

“วิธีจัดการกับทุกปัญหาอย่างมีความหวัง ถ้าเราสามารถอยู่กับสติแล้ว เราจะแยกแยะและเลือกวิธีการแก้ปัญหาได้ พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก เมื่อลูกทำผิดพลาดไม่ควรซ้ำเติมให้รู้สึกแย่ ยกตัวอย่างลูกของหมอ ไม่ว่าลูกจะทำอะไร ถ้าไม่สำเร็จ ก็ไม่เป็นไร หมอจะบอกเขาว่ามีสิ่งอื่นที่ดีๆ อีกมากมาย คนเป็นพ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกมีคุณค่า อย่างตอนที่น้องปิงปองไปแข่งโอลิมปิกวิชาการครั้งแรก เขาทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร หมอก็บอกเขาว่าไม่ต้องเครียด เพราะเหรียญรางวัลไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ไอคิวของคนเรามีขึ้น มีลง แต่สิ่งที่เขาได้แน่นอนคือประสบการณ์ชีวิต พอไปครั้งที่สองเขาก็ไม่เครียด สบายๆ ผลปรากฏว่าเขาทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของทั้งตัวเขาเองและที่บ้านด้วย”               นอกจากนั้น คำชมเป็นสิ่งที่ลูกทุกคนอยากได้ พ่อแม่ควรให้คำชมเพื่อเป็นการยืนยันจากคำพูดของพ่อแม่ว่าสิ่งที่ลูกทำเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว โดยการชมที่จะประทับใจลูกไปแสนนาน คือ คำชมที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อลูกทำสิ่งดีๆ ลงไป และไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วค่อยเอาเรื่องนั้นกลับมาพูด เพราะลูกอาจลืมรายละเอียดและความคิดในขณะนั้นไปแล้ว แต่คำชมอาจเป็นดาบสองคมได้ อย่าชมพร่ำเพรื่อทุกเรื่อง ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็บอกว่าลูกเก่งเสมอ ทำให้ลูกทราบว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นดีหรือถูกต้องจริงหรือไม่               อย่างไรก็ดี แม้ว่าลูกจะเก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตามหลักการของนักวิชาการชื่อดังอย่างเรนซูลลีแล้ว ลูกมีโอกาสประสบความสำเร็จระยะยาวแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าขาดองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ไม่ช่วยงานบ้าน เห็นแก่ตัว และไม่รับผิดชอบงานอื่น ๆ ลูกจะเสียส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ ของความฉลาดทางอารมณ์ และบางส่วนของความรับผิดชอบในเรื่องงานบ้าน และงานส่วนตัวไป               “พ่อแม่ควรโน้มน้าวให้ลูกเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือตัวเอง และช่วยงานบ้านด้วย โดยเฉพาะในระยะที่ลูกไม่มีการสอบ เช่น ช่วงปิดเทอม ส่วนในช่วงที่ลูกต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเรียน หรือการเตรียมตัวสอบควรให้ลูกขอบคุณและรู้สึกสำนึกในบุญคุณต่อคนที่ช่วยเหลือ ควรสอนให้เขารู้จักขอบคุณและขอโทษให้เป็น เพราะเป็นการแสดงถึงความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น”               ท้ายนี้ พญ.จิตรา ฝากแง่คิดถึงพ่อแม่ทุก ๆ ครอบครัวว่า เด็กแต่ละคนต้องใช้วิธีการเลี้ยงดูและแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่จะนำพาลูกให้เติบโตเป็นเด็กดี และเก่งได้นั้น จะต้องมีความสุขในการดำเนินชีวิตเป็นพื้นฐานก่อน ซึ่งความสุขนั้นเกิดจากความรัก และความเข้าใจในครอบครัวนั่นเอง

Leave a comment »

สภาการศึกษา ส่งเสริมเด็กไทย

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สภาการศึกษา ส่งเสริมเด็กไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ

 

           “การศึกษา” เป็นรากฐานสำคัญในการบ่มเพาะทรัพยากรมนุษย์ประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หรือ สกศ. หน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาชาติ

ดร.เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 ที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ยังไม่ได้ขับเคลื่อนเท่าที่ควร หลังจากนี้ สกศ.จะเดินหน้าสร้างเด็กไทยให้คิดเป็น ทำเป็น และพัฒนาครูเพื่อสร้างให้คนไทยเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อโลก ต่อสังคม ปรับเปลี่ยนคนไทยให้มีความรู้สึกรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ต่อสังคม สาธารณะ และต้องการให้คนไทยรักชาติ และเห็นประโยชน์ของชาติมากกว่าสิ่งอื่นใด โดยจะมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“สกศ.” กำลังดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ สร้างคุณภาพ วงจรพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ (Quality Life Cycle) โดย สกศ.มีหน้าที่ทำให้เกิดเอกภาพ รู้ว่าในแต่ละช่วงชีวิตควรพัฒนาอย่างไร เริ่มแรกร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พัฒนาวงจรชีวิตเด็กปฐมวัย ทำให้เด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดได้รับสิทธิพื้นฐาน สิ่งที่พึงจะได้รับจากรัฐ ทั้งด้านอนามัย การศึกษา เช่น การจัดทำบัตรประจำตัว หรือ สมาร์ทการ์ดบันทึกข้อมูลด้านต่างๆ ของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ทำให้รู้ชีวิตของเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 16 ปี และที่สำคัญเพื่อไม่ให้เด็กตกหล่นในระบบการศึกษา อย่างปัจจุบันพบว่ามีเด็กในวัยเรียน 5-21 ปี จำนวน 16 ล้านคน แต่เข้าเรียนจริง 14 ล้านคน ไม่รู้ว่าอีก2 ล้านคนหายไปไหน

โดยเฉพาะในส่วนขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีการเพิ่มเติมบทเรียนสำหรับแม่ขับกล่อมลูก ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ มีการแจกหนังสือเล่มแรก หรือโครงการบุ๊กสตาร์ท (Book Start) มีส่วนร่วมการจัดการเรียนการสอนก่อนเข้าวัยเรียน อนุบาล ต้องมีครู มีระบบการเรียนการสอน มีบูรณาการการทำงาน ความรับผิดชอบ ตอนนี้ สกศ.กำลังวางแนวทางจะมีการเวิร์กช็อปทางการศึกษา และได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้

ดร.เอนก กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาช่วงชีวิตเด็กปฐมวัย ได้มีการจัดประชุมหาแนวทางเพื่อให้กระทรวงต่างๆ ไปดำเนินการแล้ว โดยนอกจากเรื่องดูแลสุขภาพ การเข้าเรียน ยังเน้นการสร้างให้เด็กมีความคิด เรียนรู้เร็ว ฝึกสมอง สมาธิด้านต่างๆ ให้รับรู้ เรียนรู้จากสิ่งภายนอก และสร้างความมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการเป็นพลเมืองที่ดี เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาของเด็ก คือ ขาดวินัย ขณะเดียวกัน พ่อแม่รุ่นใหม่พยายามสร้างให้เด็กเป็นเด็กตะวันตก โดยหลงลืมความเป็นคนไทย เป็นพลเมืองที่มีวินัย มีความผิดชอบแม้เรียนจบมหาวิทยาลัยแต่กลับไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น สกศ.ได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน ผลิตโฆษณา นิสัยที่ไม่ดีของคนไทย เพื่อเป็นการรณรงค์การเป็นคนไทยที่ดี ความเป็นพลเมืองที่ดี ปลูกฝังคนไทยให้มีความผิดชอบต่อสังคม เพื่อบอกเล่าถึงปัญหาทางสังคมของประเทศ เปลี่ยนนิสัยเด็กไทยและคนไทย เช่น เรื่องท้องก่อนวัยเรียน เด็กนักเรียนตีกัน เด็กแว้น คนตัดสายไฟฟ้าสาธารณะไปขาย เป็นต้น

“สภาการศึกษามีนโยบายอนุรักษ์การใช้ภาษาไทย คัดไทย เขียนไทย ปีนี้จะจัดประกวดการคัดไทย เพื่อค้นหาคนไทยที่เขียนภาษาไทยได้สวยที่สุดในประเทศ และพัฒนาภาษาไทยให้กลายเป็นเอกลักษณ์ สร้างคุณค่า มูลค่าให้เแก่ภาษาไทย ทำให้ภาษาไทยขายได้ เป็นศิลปะจากลายมือ สนับสนุนให้เป็นแบรนด์ธุรกิจ เป็นทุนทางเศรษฐกิจ ให้ภาษาไทยเป็นที่รู้จัก ที่สนใจของชาวต่างประเทศ ภายใต้การรณรงค์ หรือส่งเสริม”

ส่วนด้านความเป็นสากลทางการศึกษาในปี 2558 ประเทศไทยก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เลขาธิการสกศ. กล่าวว่า สกศ.เล็งเห็นถึงปัญหาจะสร้างให้เด็กไทยเกิดจิตสำนึก ความเหมือนกัน มีมรดกทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ศาสนา ที่มาของเผ่าพันธุ์เชื้อชาติเดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกเดียวกัน ความเชื่อทางสังคมที่คล้ายคลึงกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเป็นเจ้าของร่วมในดินแดนเดียวกัน เร็วๆ นี้จะหารือกับกรรมการสภาผู้แทนราษฎร์ด้านต่างประเทศ ในประเทศอาเซียน ร่วมมือหน่วยงายที่เกี่ยวข้อง ประชุมด้านมรดกทางวัฒนธรรมอาเซียน มาหารือร่วมกัน เพื่อให้ได้ตำราทางด้านมรดกของชาวอาเซียนร่วมกัน เช่น มีดนตรี ศิลปวัฒนธรรม เป็นมรดกร่วมกันของชาวอาคเนย์ อาหารพื้นบ้านเดียวกัน ฯลฯ และกรรมการสภาแต่ละประเทศนำไปเสนอให้รัฐบาลของตนเองเพื่อเป็นแนวทางสร้างความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“การศึกษาในอนาคตจะเปิดเสรีมากขึ้น ไทยต้องเน้นการศึกษาข้ามพรมแดน จะทำอย่างไรให้สถาบันการศึกษาไทยตระหนักและเริ่มรุกด้านการศึกษา โดยไปลงทุนเปิดการศึกษาในต่างประเทศ อยากให้เข้าไปเรียนรู้ในแต่ละประเทศ มีความก้าวหน้าเรื่องการศึกษาข้ามพรมแดน ต้องมีการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจรัง มหาวิทยาลัยไทยต้องเน้นการส่งออกด้านความรู้ ไม่ใช่รับอย่างเดียว”

ส่วนเรื่องการพัฒนาครู ดร.เอนก กล่าวว่า สกศ.มีการพัฒนาครูทั้งในระบบ และนอกระบบ โดยในระบบมีครูมืออาชีพ ทำอย่างไรให้ครูมีความสามารถ เพราะว่าการมีครูที่เก่ง ดี สามารถทำให้เด็กเรียนเก่งและดีได้ ต้องหาวิธีสร้างครูเก่ง กระบวนการที่จะทำให้ได้ครูเก่งมาสอน ทำให้ครูเป็นอาชีพอันดับต้นของประเทศ และได้รับการยกย่อง ส่วนครูนอกระบบ หรือครูภูมิปัญญา เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน มีการประชุมสมัชชาครูภูมิปัญญา เชิญครูภูมิปัญญาในสาขาต่างๆ เช่น ครู การเกษตร หัตถกรรม ศิลปะ ประเพณี ศาสนา ปรัชญา อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านแพทย์แผนโบราณ สมุนไพร แนวทางในการช่วงทางในการเผยแพร่องค์ความรู้ ข้อเสนอแนะที่จะมีต่อรัฐฐาล การยกฐานครู การนำองค์ความรู้ของครูภูมิปัญญามาเทียบคุณวุฒิ เป็นปริญญา ยกระดับ ให้เกียรติ ครูภูมิปัญญา เพราะครูภูมิปัญญา มีความสำคัญ เป็นการศึกษานอกระบบตลอดชีวิต

    “การศึกษาในอนาคตจะเปิดเสรีมากขึ้น ไทยต้องเน้นการศึกษาข้ามพรมแดน จะทำอย่างไรให้สถาบันการศึกษาไทยตระหนักและเริ่มรุกด้านการศึกษา โดยไปลงทุนเปิดการศึกษาในต่างประเทศ อยากให้เข้าไปเรียนรู้ในแต่ละประเทศ มีความก้าวหน้าเรื่องการศึกษาข้ามพรมแดน ต้องมีการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจรัง มหาวิทยาลัยไทยต้องเน้นการส่งออกด้านความรู้ ไม่ใช่รับอย่างเดียว”

Leave a comment »

สสจ.น่านเตือนไข้เลือดออกระบาด

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพฤหัสที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สสจ.น่าน เตือนไข้เลือดออกระบาด เร่งรณรงค์ในโรงเรียน-ชุมชนหวังสกัดกั้น แพทย์เตือนให้ระวังเด็กเล็ก ชี้แต่ละปีจะเกิดสายพันธุ์ใหม่ขึ้น-รุนแรงกว่าเดิม

 

                      13 มิ.ย.55 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลน่าน ได้เข้าไปให้ความรู้และรณรงค์ในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่โรงเรียนบ้านสวนตาล เขตเทศบาลเมืองน่าน ร่วมนักเรียนชั้น ป.1- 6 หลังจากพบว่าในพื้นที่จังหวัดน่านมีการระบาดของโรคไข้เลือดจากยุงลายแล้ว โดยพบผู้ป่วยจำนวน 12 ราย กระจายต่างอำเภอต่างๆ รอบนอก โดยเฉพาะอำเภอสันติสุข มีผู้ป่วยมากถึง 8 ราย นอกจากนั้นมีที่อำเภอแม่จริม นาน้อย คาดว่าจะมีแนวโน้มการระบาดเพิ่มขึ้น

โดยการรณรงค์ในวันนี้ได้เน้นให้เก็บ 3 เก็บ คือ เก็บขยะ เก็บบ้านและเก็บน้ำ ไม่ให้มีขยะตามแหล่งต่างๆ ในชุมชน ในบ้านและไม่ให้มีน้ำขังโดยการกำจัดภาชนะที่สามารถขังน้ำไว้ได้โดยการทำลายและคว่ำไม่ให้เป็นที่เพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย แยะยังมอบทรายอะเบทให้แก่ อสม.ชุมชนต่างๆ เพื่อนำไปใส่ยังน้ำขังตามบ้านเรือนและโรงเรียนในชุมชนของตน และจากสำรวจโดยใช้ไฟฉายส่องของนักเรียนก็ยังพบลูกน้ำยุงลายตามแอ่งน้ำที่เป็นกระถางต้นไม้ ดอกไม้หลงเหลืออยู่ ทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้กำจัดลูกน้ำยุงลายทุก 7 วัน เพื่อตัดวงจรการเจริญเติบโตตั้งแต่ต้น

นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เปิดเผยว่า พบการระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-14 ปี ขณะนี้เร่งรณรงค์ให้ความรู้ พร้อมกับได้แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งมีโอกาสเป็นโรคไข้เลือดออกมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ซึ่งโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูงประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ มีอาการจุดเลือดออก ส่วนใหญ่พบที่ผิวหนังบริเวณแขน ขา มีตับโต กดเจ็บ การไหลเวียนของเลือดล้มเหลว เกิดภาวะช็อก ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โรคไข้เลือดออกยังไม่มีวัคซีนและยาป้องกันได้

ทั้งนี้ วิธีการที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะขยายพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย และเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก ควรพาไปสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและตรวจรักษาที่ถูกต้อง ที่สำคัญห้ามให้ยาลดไข้ประเภทยาแอสไพริน โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดออกมากขึ้น ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เพื่อลดไข้และรีบนำส่งสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที

นอกจากนี้ยังมีการเร่งรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องการกำจัดแหล่งเพาะขยายพันธุ์ยุงลาย ให้ทุกครอบครัว ชุมชนและโรงเรียน ซึ่งต้องสอดส่องดูแลเพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างจริงจังและพร้อมเพรียงกัน เพื่อป้องกันทุกคนในชุมชนให้ปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก

สำหรับการระบาดของไข้เลือดออกในแต่ละปีจะมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นจึงต้องเร่งหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้มีการระบาดไปมากกว่านี้ต่อไป

Leave a comment »

สุขแท้ด้วยปัญญาพาเด็ก(พิการ)ก้าวสู่สังคม

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สุขแท้ด้วยปัญญา พาเด็ก (พิการ) ก้าวสู่สังคม : โดย…ผกามาศ ใจฉลาด

 

                “เด็กบกพร่องทางสติปัญญามักถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากคนรอบข้าง นอกจากนั้น ในการสงเคราะห์แต่ล่ะครั้ง เช่น การเลี้ยงอาหารที่ทุกคณะก็อยากจะเห็นของที่ตัวเองบริจาคหมดไป ไม่ว่าจะเป็นอาหาร-เครื่องดื่ม ขนม แต่บางครั้งมันก็มากไปสำหรับหนึ่งมื้อ พอจะขอเก็บไว้กินมื้อหน้า ผู้บริจาคก็ไม่ยอม ด้วยเชื่อว่าเป็นการทำบุญ อยากจะให้เด็กกินเต็มที่ เด็กกินทิ้งกินขว้าง ขอกินอะไรก็ให้ ซึ่งนั่นทำให้ระเบียบวินัยของเด็กเสียไป”

ครูโต้ง พรมกุล โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล จ.ฉะเชิงเทรา สรุปปัญหาที่ว่าด้วยประสบการณ์ในโรงเรียนเด็กพิการทางสติปัญญาสะท้อนให้เห็นความถดถอยในระเบียบวิจัยตนเองของนักเรียน ดังนั้นระบบการสอนในมิติปกติในโรงเรียนที่คัดลอกจากหลักการแพทย์และการศึกษาเด็กพิการจึงต้องการ “ตัวช่วย” ซึ่งนั่นเป็นที่มาของการใช้มิติศาสนา ในระดับ การฝึกสติ เจริญภาวนา รวมไปถึงการปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐานมาช่วย

โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล จึงเข้าร่วมโครงการ “สุขแท้ด้วยปัญญา” ที่พุทธิการ่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ช่วยสร้างวินัยและหลักการตระหนักรู้ถึงการอยู่ร่วมกับสังคมอื่นให้ได้ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2552 ด้วยการสร้างแนวคิดการเสียสละผ่านกิจกรรมเพาะบ่มต้นกล้าคุณธรรม พาเด็กในโรงเรียนซึ่งมีอาการทางสมองหลายระดับไปเป็นอาสาสมัครที่วัดในชุมชน โดยมีภาระลดหลั่นตามคุณภาพ ทั้งการจัดรองเท้า การเทอาหารเลี้ยงพระ การล้างจาน การเก็บขยะ ฯลฯ

“มันคือการสร้างการยอมรับให้คนในชุมชน ผ่านการรับรองจากพระที่เปรียบเสมือนผู้นำความคิด ผู้ได้รับการนับถือในสังคม ซึ่งเมื่อพระให้โอกาสเด็กได้พิสูจน์ตัวเองและทำงานได้ดี ได้รับคำชม คนในชุมชนก็จะยอมรับและเมตตาเด็กเหล่านี้มากขึ้น จากนั้นนำเด็กขยายไปสู่โรงเรียน บำเพ็ญประโยชน์ปัดกวาดเช็ดถูก ดูแลบ้านพักคนชรา เข้าร่วมค่ายอบรมนักเรียนแกนนำเหมือนเด็กปกติ แม้จะเป็นรองในมุมด้านกายภาพ แต่ผลงานไม่เป็นรองใคร” “ครูวิว” พัชรีวรรณ ตันกุระ โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล สะท้อนแนวคิดสุขแท้ด้วยปัญญา

ในปี 2555 นี้ทางโรงเรียนได้ต่อยอดสร้างนวัตกรรมผ่าน “กิจกรรมห้องธรรมานุบาล” ที่ใช้หลักธรรมะ ผนวกเข้ากับหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ เน้นการตอบสนองการฝึกเจริญภาวนาสติแก่เด็กพิการ โดยการใช้อุปกรณ์การเดิน ทั้งการเดินแบบปกติ และเดินแบบก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง เดินสลับซ้ายขวา ซึ่งแต่ละช่วงเดินย่อมหมายถึงการตั้งสติ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการฝึกสมาธิในระดับเบื้องต้นผ่านการเดินจงกลมแบบผู้มีร่างกายปกติ

อย่างน้อยผู้ทดลองใช้แบบ “อั๋น” ชัชนันท์ ภักดีศุภผล นักเรียนชั้น ม.3 ที่ร่วมกิจกรรม “สุขแท้ด้วยปัญญา” เริ่มมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ เขาเล่าแบบไม่ปะติดปะต่อกันแต่ก็พอจับใจความได้ว่า ห้องที่เงียบ กระทั่งมีอุณหภูมิความเย็นกำลังดีเช่นนี้สร้างความสนใจให้เขาฝึกนั่งสมาธิมากกว่าในห้องเรียนเป็นไหนๆ ไม่ว่าจะไปเข้าวัด หรือฝึกสมาธิ ล้วนช่วยฝึกฝนได้ช่วยให้เขาอยู่ร่วมกับสมาชิกในบ้านได้อย่างปกติ สามารถช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่ใครๆ เขาทำได้

  “ผมไปเยี่ยมผู้สูงอายุก็คิดถึงยาย คิดถึงแม่ เห็นเขาสอนให้ทำกับคนแก่ดีๆ ผมก็คิดว่าจะกลับไปทำบ้าง หรือครูพยายามสอนเรื่องระเบียบวินัย ทั้งการกิน การเก็บของให้เป็นระเบียบ ผมก็พยายามจะทำ” อั๋น กล่าว

Leave a comment »