Archive for เมษายน, 2012

เตือนคนไทยระวัง “โรคลมร้อน”

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555

วันที่ (24 เม.ย. )พลตรีหญิงเทียมใจ ศิริวัฒนกุล อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) แนะการดูแลตัวเองในช่วงฤดูร้อนว่า ส่วนใหญ่โรคที่มากับฤดูร้อน หรืออากาศที่ร้อนอบอ้าวในประเทศไทย และมีความรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตคือ โรคลมร้อน หรือที่เรียกว่า Heat Stroke หรือที่หลายคนรู้จักกันดีคือ โรคลมแดด สาเหตุเกิดจาก การที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวต่อความร้อนที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากภายนอกหรือภายในร่างกาย ซึ่ง อาการของโรคจะทวีความรุนแรงขึ้น อาทิ อาการอ่อนเพลียจากความร้อน (Heat exhaustion) จะมีอาการ อ่อนเพลีย ซีด ผิวหนังเย็นชื้น ชีพจรเบาเร็ว หายใจเร็ว กล้ามเนื้อเป็นตะคริว มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และเป็นลม   หากไม่ได้รับการรักษาอาการจะรุนแรงขึ้นจนเป็นลมแดด (heat stroke) หรืออาการของ ฮีต สโตรก (Heat stroke) ได้แก่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นถึง 41 องศาเซลเซียส ผิวหนังแห้ง แดง ร้อน ไม่มีเหงื่อ ชีพจรเต้นเร็ว แรง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง มึนงง สับสน คลื่นไส้ หมดสติ และเสียชีวิตจากการทำงานของอวัยวะสำคัญล้มเหลว

พลตรีหญิงเทียมใจ กล่าวต่อไปว่า  สำหรับการฎิบัติตัวอย่างถูกต้องเมื่อพบผู้เป็นโรคลมแดด   ต้องส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที โดยทางโรงพยาบาลจะให้ผู้ป่วยอยู่ในห้อง ICU เพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ถอดเสื้อผ้าออก พ่นน้ำอุ่นให้เป็นละอองฝอยบนตัวผู้ป่วย ร่วมกับเปิดพัดลมเป่า  และให้ออกซิเจนหรือถ้าจำเป็น อาจใส่ท่อช่วยหายใจ และยังต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดให้พอเพียง และแก้ไขภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอีกด้วย จากนั้นก็แก้ไขภาวะการทำงานผิดปกติของอวัยวะต่างๆของผู้ป่วยให้กลับสู่ภาวะปกติตามลำดับ

Leave a comment »

คุณหมอ-พ่อธรรมะ ปันไอเดีย เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาดมีคุณธรรม

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์

วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

คลิปนักเรียนตบตีทำร้ายร่างกายกัน ที่ถูกนำมาเผยแพร่ตามสื่ออินเตอร์เน็ต ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเยาวชนไทยยุคปัจจุบัน สาเหตุสำคัญมาจากการเลี้ยงดูภายในครอบครัว ทำให้เด็กหาทางระบายออกอย่างผิดๆ ในงานเสวนาคิดใหม่ “มองมุมใหม่ ใสบริสุทธิ์” จัดโดยโครงการบานาน่าแฟมิลี่ ปาร์ก เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการพูดคุยแลก เปลี่ยนไอเดียเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาดรู้ ฉลาดคิด มีคุณธรรม ในยุคดิจิตอล
นำการเสวนาอย่างสร้างสรรค์โดย  “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ  แพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา” ประธานโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้ชี้ถึงต้นเหตุของปัญหาเยาวชนไทยว่า ปัจจุบันลักษณะครอบครัวไทยเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น พ่อแม่ส่วนใหญ่มักเลี้ยงลูกด้วยวัตถุด้วยเงิน พ่อแม่บางรายก็ให้ความสำคัญกับการทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น และไม่มีคนให้คำปรึกษา ซึ่งผลที่ตามมาเป็นห่วงโซ่ ทำให้เด็กต้องออกไปหาสิ่งที่ขาดหายเพื่อเติมเต็ม
คุณหมอชี้แนะทางออก ว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือครอบครัว เพราะถือเป็นโรงเรียนและต้นแบบสำคัญที่สุดให้นำไปปฏิบัติเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย อายุ 10 ขวบ นับเป็นช่วงที่เหมาะกับการปูพื้นฐานให้ลูกมากที่สุด หากเราดูแลเอาใจใส่ให้ความรักความเข้าใจกับลูก อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ตลอดจนปลูกฝังเรื่องการใช้เหตุผล และการมีธรรมะในจิตใจ ในที่สุดลูกก็จะมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า ที่สำคัญควรส่งเสริมให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ชอบ และเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ เช่น การอ่านหนังสือ, เล่นดนตรี และกีฬา หากพ่อแม่มีเวลาน้อยจริงๆ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ควรให้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่กับลูก ไม่ใช่เอางานกลับไปทำที่บ้าน และเพื่อสร้างความสนิทสนมกับลูก พ่อแม่ก็ควรรู้จักกับเพื่อนๆของลูกไว้บ้าง
สำหรับพฤติกรรมการเล่นของ เล่นของเด็กปัจจุบันก็มีส่วนไม่น้อยในการกำหนดพฤติกรรมเด็ก โดยคุณหมอระบุว่า เด็กยุคใหม่มีของเล่นน้อยลง แต่มีแนวโน้มจะซื้อของเล่นอุปกรณ์ไฮเทคมากขึ้นเช่น ไอแพด ไอโฟน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด!! เพราะหากเด็กคลุกคลีกับอุปกรณ์เหล่านี้บ่อยๆ จะทำให้จินตนาการของเด็กลดน้อยลง กลายเป็นเด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และทำอะไรอยู่ในกรอบเดิมๆ อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่พบคือ ขาดการสื่อสารซึ่งกันและกัน ไม่มีการพูดคุยภายในครอบครัว ทุกคนจะเข้าไปในโลกของเทคโนโลยี
ภายในงานยังได้เชิญครอบครัวธรรมะที่ เป็นแบบอย่างของครอบครัวอบอุ่นยุคใหม่ร่วมเสวนาด้วย โดย “คุณใหม่-วีรณัฐ โรจนประภา” ประธานมูลนิธิบ้านอารีย์และเจ้าของหนังสือ “มองมุมใหม่  ใสบริสุทธิ์” แสดงทรรศนะว่า  ผมยึดคำกล่าวของ “ไอสไตน์” ที่ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ จึงนำจินตนาการมาเป็นแนวคิดในการเลี้ยงลูก ให้อิสระลูกๆได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ ให้ลองคิดลองทำ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก  ผมเชื่อว่าเด็กก็จะสนุกกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ จนเกิดการพัฒนาได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ผมยังพยายามนำธรรมะมาสอนลูกๆผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกัน  เพื่อให้ลูกๆเติบโตมาพร้อมกับจิตใจที่มีคุณธรรม สำหรับเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ควรมีเวลาใกล้ชิดกับลูกให้มากที่สุด หลายครอบครัวทำงานนอกบ้านทั้งพ่อและแม่ แล้วฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยงหรือศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งไม่ได้ช่วยพัฒนาเรื่องปัญญาและสติอารมณ์ พ่อแม่ที่ดีจำต้องเข้ามาดูแลลูกด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด แล้วจะรู้ว่าความสุขแท้จริงในครอบครัวสร้างได้ด้วยมือเรา.

Leave a comment »

การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม กับความคาดหวังของสังคมไทย

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555

จากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ผลักดันให้สังคมไทยมุ่งความสำเร็จทางวัตถุ  คนในสังคมแสวงหาความสำเร็จในชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ  บ้างก็แสวงหาอำนาจ  บ้างก็แสวงหาผลประโยชน์  จนหลายคนมองเห็นตรงกันว่าปัจจุบันสังคมไทยเริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ และกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติหลายด้าน  ทั้งด้านการเมือง การศึกษา ศาสนา  เศรษฐกิจ  สังคม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่พึงวิตกกังวลยิ่งนั่นคือ  คุณธรรม จริยธรรมของคนไทยเริ่มถดถอยอันเป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่วิกฤติให้แก่สังคมไทยในอนาคต

ถ้าพิจารณาพื้นฐานปัญหาคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชนไทย  ส่วนหนึ่งและอาจจะเป็นส่วนใหญ่ปัญหานั้นเริ่มจาก “ปัญหาด้านครอบครัว”  ซึ่งเกิดจากการที่ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พ่อแม่ไม่มีเวลาให้บุตรหลาน การใช้ความรุนแรงในครอบครัว และอื่น ๆ อีกมากมาย  ซึ่งประเด็นปัญหาของสังคมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยลำดับต้น ๆ  เช่น  ขาดความอบอุ่นจากครอบครัว  ซึ่งจะนำไปสู่การมีความรัก  การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร  รวมถึงภัยจากสื่อเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต  และการเข้าถึงอบายมุขทั้งเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดได้ง่ายดาย  และที่สำคัญคือ “การขาดแบบอย่างที่ดี” นั่นเอง

ทุกครั้งที่กล่าวถึงปัญหาคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย  หลายคนมักจะมองไปที่กระบวนการจัดการศึกษา  และตอกย้ำเสมอว่าเป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษา  แต่อยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจยอมรับว่าปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนั้นเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ  ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหานั้นจะต้องเริ่มต้นจากครอบครัว  สถานศึกษา  และที่สำคัญที่สุดคือผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน  เนื่องจากการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้ประสบผลสำเร็จสูงสุดนั้นต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง  สังคมอยากเห็นภาพเด็กและเยาวชนเป็นเช่นไร ทุกคนในสังคมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูผู้สอน  ผู้บริหาร นักการเมือง ผู้นำสังคม ผู้นำประเทศต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี  เพราะการเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นถือเป็นวิธีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่ดีที่สุด

จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และด้วยสถาบันครอบครัวที่อ่อนแอลง  สังคมไทยจึงคาดหวังและมอบภาระอันหนักอึ้งนี้ให้กับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่จะช่วยกันขัดเกลาปลูกฝังและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

แม้กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด บ้างก็มุ่งเน้น “คุณ ธรรมนำความรู้”  บ้างก็มุ่งเน้น “ความรู้คู่คุณธรรม” สำหรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สำคัญในเบื้องต้น คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทำงาน  รักความเป็นไทย  และมีจิตสาธารณะ

“ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสำหรับคนไทย” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดของนักการศึกษาไทย  ศ.ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน  เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจมีจุดเด่น คือ ลักษณะพื้นฐานและองค์ประกอบทางจิตใจซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่พึงปรารถนาเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเป็นคนดีและคนเก่ง โดยแบ่งต้นไม้จริยธรรม ออกเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น  แสดงถึงพฤติกรรมการทำดีละเว้นชั่ว และพฤติกรรมการทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้อต่อการพัฒนาประเทศ

ส่วนที่สอง ได้แก่ ส่วนลำต้นของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 5 ด้าน คือ เหตุผลเชิงจริยธรรม  มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง ความเชื่ออำนาจในตน  แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ทัศนคติ คุณธรรม และค่านิยม

ส่วนที่สาม ได้แก่  รากของต้นไม้  แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 3 ด้าน คือ สติปัญญา ประสบการณ์ทางสังคม  และสุขภาพจิต สำหรับแนวทางในการปลูกฝังเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ครูผู้สอนทุกคนต้องร่วมกันวางแผนและสอดแทรกไว้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างให้เกิดได้อย่างยั่งยืนโดยผ่านกระบวนการปฏิบัติงานทั้งงานส่วนบุคคล  และจากการร่วมกันทำงาน เป็นทีม

สุดท้ายขอฝากคุณครูทุกท่านพึงตระหนักไว้เสมอว่าท่านเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง นอกจากท่านมีหน้าที่ในการสอนหนังสือแล้ว  ยังต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ที่สังคมคาดหวัง อีกอย่าง นั่นก็คือ การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย  เพื่อร่วมกันสรรค์สร้างผู้เรียนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติให้เป็นคนที่มีความรู้คู่คุณธรรมนำชีวิตไปสู่ความสุขและจะนำสันติสุขมาสู่สังคมไทยต่อไป.

ฟาฎินา วงศ์เลขา

Leave a comment »