เลิกเป็นลูกจ้าง-มุ่งเป็นเถ้าแก่น้อย

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ : ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง : ‘เลิกเป็นลูกจ้าง-มุ่งเป็นเถ้าแก่น้อย’ แนวคิดใหม่จัดอาชีวศึกษาเพื่อสร้างชาติ : วันเสาร์ที่ 25 ก.พ. 55

วิทยาลัยอาชีวะของรัฐกำลังเข้าสู่ยุคของการปรับตัวให้ทันต่อกระแสโลกอีกครั้ง แนวคิดเดิมถูกฉีกทิ้ง หมดสมัยแล้วกับการมุ่งมั่นผลิตแรงงานฝีมือป้อนภาคอุตสาหกรรมและบริการ เศรษฐกิจของโลกในอนาคตจะตัดสินกันที่ความเข้มแข็งของผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ เพราะฉะนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงหันมาบ่มเพาะความคิด และปูทางให้นักศึกษาของเขาเดินไปเข้าสู่การเป็นเถ้าแก่น้อย หรือผู้ประกอบการที่เข้มแข็งของสังคมไทย

 “ในอนาคต การฝากชีวิตตัวเองด้วยการทำงานในฐานะลูกจ้าง จะมีช่องทางน้อยลง จะหวังมั่นคงสอบเป็นข้าราชการก็ยากขึ้น เพราะในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐเริ่มนโยบายปรับขนาดโครงสร้างอัตรากำลังคนลดลง ส่วนการเป็นลูกจ้างของภาคเอกชนก็ไม่มั่นคง ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทางรอดคือ ต้องพึ่งตัวเอง พัฒนาตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกิจของตัวเองให้ได้ เพราะฉะนั้น สอศ.จึงมีนโยบายบ่มเพาะนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเริ่มนโยบายนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2551“ ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าว

ดร.อกนิษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเป้าหมายในชีวิตของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) นั้น คือ การหางานที่ดีทำในฐานะพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ของสถานประกอบการต่างๆ ไม่ได้คิดถึงว่า การก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการได้เอง เพราะฉะนั้นภายใต้นโยบายบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จึงต้องมีการดำเนินการหลายๆ อย่าง เพื่อปลูกฝังเป้าหมายชีวิตใหม่ให้แก่นักศึกษา รวมทั้งติดเขี้ยวเล็บต่างๆ ให้เขามีความสามารถ มีประสบการณ์เพียงพอจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เรียนเป็นชิ้นงาน โครงการมุ่งไปสู่การผลิตผลผลิตออกมาได้จริงๆ ส่งเสริมให้นักศึกษามีความเชื่อมั่น และมีความเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งให้โอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจง่ายๆ ด้วย ทั้งในลักษณะธุรกิจเดี่ยว และการรวมกลุ่มกันเปิดบริษัทจำลองเป็น กลุ่มบ่มเพาะธุรกิจ

“สอศ.ได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่ในทุกจังหวัด เพื่อคอยให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ที่สำคัญจะมีกองทุนให้นักศึกษากู้ยืมไปประกอบธุรกิจ ถ้าเขาเขียนแผนธุรกิจผ่าน เห็นช่องทางไปได้ ก็จะมีเงินให้ยืมไปทำทุนโดยไม่คิดดอกเบี้ย”

“อย่างไรก็ตาม สอศ.กำหนดให้นักศึกษาต้องหาครูมืออาชีพ ซึ่งก็คือผู้ที่อยู่ในอาชีพจริง ในสถานประกอบการที่อยู่ธุรกิจเดียวกันหรือธุรกิจใกล้เคียง มาเป็นพี้เลี้ยงให้ด้วย ตรงส่วนนี้เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจให้แก่นักศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์เมื่อเขาทำธุรกิจจริง ทั้งนี้ นักศึกษาที่ผ่านมาตรการบ่มเพาะต่างๆ แล้ว  ก็จะมีทั้งประสบการณ์ เครือข่ายธุรกิจ และเริ่มรู้ซึ้งถึงคำว่า การหารายได้ให้ตัวเอง ไม่ต้องห่วงเรื่องการตกงาน และหากต้องการทำธุรกิจจริง สอศ.ก็พร้อมประสานภาคีต่างๆ หาเงินทุนให้“

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สอศ.ยังได้พัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการบ่มเพาะผู้ประกอบการมาโดยตลอดด้วย เริ่มจากปีแรกๆ เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในประเทศ เก็บเกี่ยวบทเรียนดีๆ จากวิทยาลัยอาชีวะกันเอง จากมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญ และจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ในปีนี้ก้าวข้ามขั้น มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากต่างประเทศทั้งประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ หรือ ประเทศในกลุ่มอียู รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากประเทศที่ล้มเหลวด้วย เพื่อไม่ให้ก้าวพลาดเหมือนเขา

“สอศ.ได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโก จัดโครงการประชุมสัมมนานานาชาติ เรื่อง Vocational education path towards young entrepreneur ประจำปี 2553-2554 ขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯ เชิญเครือข่ายอาชีวศึกษาจากประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน, ยูเนสโก และเครือข่าย Young entrepreneur ของ สอศ.มาประชุมร่วมกัน และมีวิทยากรจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฝรั่งเศส มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทุกประเทศจะได้ร่วมกันถกเถียงและช่วยกันถอดบทเรียนของประเทศต่างๆ เป็นคู่มือแจกให้ประเทศที่ร่วมประชุม ถือเป็นการประชุมเรื่องนี้ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง“ ดร.อกนิษฐ์กล่าว

ดร.อกนิษฐ์กล่าวต่อว่า ผลที่ได้จากการประชุมครั้งนี้จะนำมาบูรณาการกับนโยบายพัฒนาการเรียนการสอนของอาชีวะ เชื่อมโยงกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้วย จะต้องมีการพัฒนาครูให้พร้อมสำหรับนโยบายปั้นนักศึกษาเป็นผู้ประกอบการด้วย

ดร.อกนิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ไม่มีทางที่เราพัฒนาชาติให้ตามทันโลกได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนความคิด ในประเทศที่พัฒนาแล้วเป้าหมายชีวิตของคนส่วนใหญ่ คือ การเป็นเจ้าของธุรกิจ เขาจะเริ่มพูดคุยตั้งแต่วัยเรียน วางชีวิตไว้เลยว่า จะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจประเภทใดๆ แล้วจัดการชีวิต วางแผนการเรียนมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น

“ปกสมุดเด็กไทยจะมีสูตรคูณพิมพ์ติดไว้ แต่ปกสมุดเรียนของเขาจะเป็นพื้นที่ให้เจ้าตัวเขียนเป้าหมายชีวิตไว้ ซึ่งก็คือการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่มีใครอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะเรียนจนหัวปรุ จบไปก็เป็นได้แค่พนักงานเงินเดือนน้อย”

ส่วนใหญ่จะเลือกเรียนสายอาชีพ เพราะจบออกมาหางานหาเงินเลี้ยงตัวเองได้เลย สามารถต่อยอดไปสู่เป้าหมายชีวิต อีกทั้งในช่วงเรียนสายอาชีพเด็กก็ยังสามารถทำงานพิเศษได้ ซึ่งในต่างประเทศนั้น แฟชั่นนิยมที่หมู่วัยรุ่นคือ ชื่นชมคนที่สามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง จบมามีอาชีพ มีบริษัทของตัวเอง ถือว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ โตก่อนวัย เป็นคนที่มีคุณค่า ประเทศอื่นที่เขาพัฒนาได้ เพราะธุรกิจรายย่อยที่เข้มแข็งเป็นฐานของระบบเศรษฐกิจ

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: