Archive for มีนาคม, 2012

“ประเวศ”ชี้ปฎิรูปการศึกษาไม่เห็นผลเพราะมัวแต่ปฎิรูปองค์กร

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม 2555

วันนี้( 26 มี.ค. ) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มธบ. จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง “การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชนเพื่อสุขภาวะคนไทย” โดยศ.นพ.ประเวศ วะสี อดีคประธานคณะสมัชชาปฎิรูประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ถ้าจะให้การปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผล ต้องปฏิรูปที่แนวคิดไม่ใช่ปฎิรูปที่องค์กร ที่ผ่านมาตนเคยเสนอเรื่องนี้แต่ไม่มีใครสนใจ จนปัจจุบันทำให้ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆจากการปฎิรูปการศึกษายกเว้นองค์กร ขณะที่การสอนยังเป็นแบบท่องจำเนื้อหาจากตำรา ทำให้ล้าหลัง ดังนั้นครูจะต้องปรับการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ทำให้เห็นผลจริงเป็นตัวตั้ง ขณะดียวกันต้องทำให้นักเรียนสนุกกับการเรียนไม่ใช่เป็นทุกข์ ที่สำคัญจะต้องพัฒนาการศึกษาอย่างบูรณาการโดยใช้กระบวนการชุมชนเป็นฐาน ด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้  โดยมีชมรมรักการอ่าน ห้องสมุดหมู่บ้าน มีศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน เป็นต้น เพราะขณะที่นี้เราหมู่บ้าน 8 หมื่นหมู่บ้าน มีตำบล 8,000 ตำบล  ดังนั้นถ้าเราทำให้ทุกพื้นที่แข็งแรงได้จะทำให้ประเทศเข้มแข็งแน่นอน

ด้าน ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า  สสส. ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทางการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มธบ. ศึกษาวิจัยการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชน เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสุขภาวะของคนไทย โดยทุกคน องค์กร สถาบัน อาทิ วัด มัสยิด ชุมชน และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ มีสิทธิจัดการศึกษาและการเรียนรู้ เชื่อมโยงกันได้ตลอดชีวิต โดยเริ่มนำร่องใน 38 องค์กร ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับเครือข่ายกว่า 200 องค์กร สำรวจความต้องการของชุมชนและนำมาออกแบบการศึกษา หลักสูตรที่องค์กรในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเบื้องต้นพบว่า มีโรงเรียน ชุมชน วัด จำนวนมากที่จัดการศึกษาได้อย่างน่าสนใจ อาทิ ชุมชนลำพญา อ.บางเลน จ.นครปฐม ได้รับรางวัลองค์กรที่จัดการศึกษาดีเด่นระดับประเทศ ได้เริ่มจากการจัดประชุมประชาคม เพื่อวิเคราะห์ปัญหา สรุปความต้องการของชุมชน และผสานความร่วมมือระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น สถานศึกษา พัฒนาตลาดน้ำวัดลำพญาที่ไม่ใช่จะเป็นเพียงแต่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นตลาดนัดความรู้ของชุมชน และนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งความสำเร็จจากองค์กรต้นแบบเหล่านี้ จะนำมาประเมินเพื่อหาทางขยายผลการดำเนินงานให้กว้างขวางมากขึ้น

Leave a comment »

ม.เกษตรรับตรงเด็กออทิสติก

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

ม.เกษตร เปิดรับตรงเด็กออทิสติกเข้า เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้เปิดโครงการรับตรง (โควตาพิเศษ) บุคคลออทิสติก และบุคคลบกพร่องทางการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยเปิดรับรับสมัครตั้งแต่วันนี้-23 มี.ค.55

สำหรับ สาขาวิชาที่เปิด มีดังนี้

คณะมนุษย์ศาสตร์

1.1 สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา ภาควิชาปรัชญาและศาสนา 1 คน

1.2 สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาควิชาภาษาต่างประเทศ 1 คน

คณะศึกษาศาสตร์

2.1 สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา ภาควิชาอาชีวศึกษา 1 คน

2.2 สาขาวิชาธุรกิจและคอมพิวเตอร์การศึกษา ภาควิชาอาชีวศึกษา 1 คน

ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องมีระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5 ภาคการศึกษาไม่ต่ำกว่า 2.5 และมีระดับความสามารถทางสติปัญญา (IQ) ไม่น้อยกว่า 95

อนึ่ง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ku.ac.th และสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-942-8800-9 ต่อ 701

Leave a comment »

อนาคตการศึกษาอยู่ในมือทุกคน

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

อนาคตการศึกษาอยู่ในมือทุกคน อำนวย สุนทรโชติ ฝากไว้ก่อนหมดลม โดย…อำนวย  สุนทรโชติ

อำนวย สุนทรโชติ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Error! Hyperlink reference not valid. ผู้ก่อตั้งชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 ด้วยโรคมะเร็งตับ นี่คือบทความที่เขาเขียนไว้ก่อนหน้านี้หมดลมหายใจ

อำนวย เกิดวันที่ 30 เมษายน 2510 เป็นลูกชาวนาที่ จ.ฉะเชิงเทรา เรียนป.1-ป.6 ที่โรงเรียนวัดบ้านนาประชาชนรังสฤษฎิ์ เรียน ม.1-ม.6 ที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เป็นคนเรียนดี โดยเฉพาะวิชาคำนวณเช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และภาษาอังกฤษ สอบได้ที่ 1 ของโรงเรียน จากนั้นสอบเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แผนกเครื่องกล โดยได้รับทุนการศึกษาทุกปี และหารายได้ด้วยการสอนพิเศษ ช่วงแรกๆสอนเด็กหลายคนหลายกลุ่ม พอตอนหลังๆ สอนที่ครอบครัวจุฬาโรจน์มนตรีจนสำเร็จการศึกษา

จบการศึกษาที่จุฬาฯ แล้วก็ไปทำงานที่บริษัทเอสโซ่อยู่ประมาณ 3 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่บริษัทคูเวตปิโตรเลี่ยม 3 ปี จากนั้นลาออกมาทำปั๊มน้ำมันภายใต้ยี่ห้อคิวเอท เอสโซ่ และบางจาก ปี 2540 วิกฤติต้มยำกุ้งทำมีหนี้สินมากมาย เลิกทำปั๊มทั้งหมด แล้วหันมาค้าส่งน้ำมันใช้หนี้สินหมดในเวลาต่อมา

เมื่อครั้งที่จบวิศวะ อำนวยตั้งเป้าหมายว่าจะตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยการศึกษา เขาเริ่มต้นจากการขอเข้าไปนั่งในห้องเรียนของโรงเรียนเพื่อรื้อฟื้นความหลังว่าโรงเรียนสอนอย่างไร นักเรียนเรียนกันอย่างไร นั่งฟังไปก็คิดไปว่าจะทำให้สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นดีขึ้นอย่างไร จากนั้นได้ทำสรุปให้แต่ละโรงเรียนว่าในมุมมองเขาควรจะปรับปรุงอย่างไร และทำโครงการรักการอ่านโดยทำให้ห้องสมุดมีชีวิตชีวาขึ้นมา

จากนั้นไปช่วยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราจัดโครงการรักการอ่านทั้งจังหวัดโดยซื้อหนังสือดีๆ ประมาณ 10 เรื่องแจกให้แต่ละโรงเรียนจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับนักเรียน แล้วให้เด็กมาสอบวัดความคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือนั้น จากนั้นก็รณรงค์ต่อต้านการรับฝากเด็กและการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ โดยสามารถทำให้โรงเรียนมัธยมที่จบมาไม่มีการฝากเด็กมาตั้งแต่ปี 2550

ปี 2554 เป็นกรรมการติดตามตรวจสอบการรับนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีส่วนในการออกกติกาต่างๆ และมีส่วนในการผลักดันเรื่องหลายเรื่อง ทำควบคู่ไปกับสอนพิเศษฟรีให้แก่นักเรียนทั่วๆ ไป เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เคยตระเวนสอนตามโรงเรียนต่างๆ สร้างห้องเรียนพิเศษขนาดใหญ่ของตนเองที่จุนักเรียนได้ 250 คน แต่เปิดสอนได้ 3  วันก็รู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่ก็ได้อาจารย์เก่า และรุ่นน้องๆ มาช่วยสอน จนจบไป 3 คอร์สแล้ว จะเน้นสอนช่วงปิดเทอมโดยสอนทั้งวัน ทุกวันไม่มีวันหยุด มีนักเรียนเรียนอยู่ประมาณ 200 คน

ตอลดเวลาที่ผ่านมา อำนวยคอยพิทักษ์สิทธิเด็กในเรื่องสิทธิในการศึกษา ร้องเรียนและฟ้องศาลปกครองเรื่องความไม่ยุติธรรมของระบบแอดมิชชั่นส์ไป 2 คดี ฟ้องเรื่องรับตรงไป 1 คดี ฟ้องเรื่องการขาดรูปแล้วไม่ให้เข้าสอบแพทย์ของ กสพท.ไป 14 คดี ตรวจข้อสอบ GAT-PAT และ O-NET ว่าข้อสอบผิดหรือไม่ เฉลยผิดหรือไม่ หลายครั้ง ก่อนที่ สทศ.จะลงมือตรวจข้อสอบทำให้นักเรียนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

สรุปคำศัพท์ภาษาอังกฤษขั้นต่ำที่เด็กไทยควรจะรู้ เพื่อให้นักเรียนจะได้รู้เป้าหมายในการท่องศัพท์ โดยอัพโหลดไว้บนเว็บไซต์ ขึ้นไว้บนเว็บไซต์ สทศ.ด้วย และสอนภาษาอังกฤษด้วยการแปลข่าวภาษาอังกฤษกว่า 200 ข่าวแบบคำต่อคำให้นักเรียนได้หัดอ่านจะได้ฝึกแปลให้ถูกต้องโดยโพสต์ไว้บนเว็บไซต์ รวมทั้งเคยทำแอนิเมชั่นสอนฟิสิกส์ให้ง่ายขึ้น

สิ่งที่อยากทำมากที่สุด แต่คงไม่มีโอกาสได้ทำแล้วคือ อยากเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีคุณภาพอย่างน้อยก็ต้องทัดเทียมประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือดีกว่า โดยสิ่งที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนของการศึกษาไทยคือ ต้องรื้อหลักสูตรทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ เพราะมีวิชามากกว่าครึ่งหนึ่งที่เรียนไปแล้วไม่เคยได้ใช้ในชีวิตเลย วิชาบางส่วนก็เน้นความรู้แบบท่องจำซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์แล้วในปัจจุบัน เพราะความรู้เหล่านั้นสามารถหาได้จากกูเกิลหรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะในอนาคต สิ่งที่ถูกต้องของการเขียนหลักสูตรคือ ส่วนที่จะต้องนำไปใช้ในอนาคต และส่วนที่อาจจะไม่ได้ใช้โดยตรงแต่เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาฉลาดขึ้น

ตอนนี้พยายามนอนเขียนหนังสือเรื่องการศึกษาอยู่เล่มหนึ่งชื่อ “การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ” เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาในปัจจุบันและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ได้แต่หวังจะเขียนได้จนจบ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยและแผ่นดินไทย

ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เขียนมานี้ก็ต้องการเพียงแต่จะบอกคนรุ่นต่อๆ ไปว่าในขณะที่ร่างกายแข็งแรงและยังมีพลังเต็มเปี่ยมนั้นจงรีบทำความดี จงรีบช่วยเหลือสังคม จงรีบตอบแทนคุณแผ่นดิน อย่าผัดวันประกันพรุ่งว่าให้เรียนจบก่อน ให้งานมั่นคงก่อน ให้ลูกมั่นคงก่อน ให้รวยก่อน แล้วค่อยช่วยเหลือสังคม เพราะถ้าคิดเช่นนั้นจะไม่มีโอกาสได้ช่วยสังคมและประเทศชาติเลย

ชีวิตคนทุกคนนั้นมี 2 สิ่งที่ทุกคนทำ คือ 1 สิ่งที่ต้องทำ ซึ่งหมายถึงการเรียนและการประกอบอาชีพ 2.สิ่งที่อยากทำ คือสิ่งที่เป็นความชอบ เป็นความใฝ่ฝันของแต่ละคน แต่ปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่มักจะทำแต่สิ่งที่ต้องทำ แต่ไม่ค่อยได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่สิ่งที่ถูกต้องคือคุณต้องทำมันไปพร้อมๆ กันแล้วชีวิตก็จะครบสมบูรณ์ แล้วเมื่อวันนั้นของชีวิตมาถึงจะได้ไม่ต้องบ่นเสียดายว่าโน่นก็ยังไม่ได้ทำ นี่ก็ยังไม่ได้ทำ

ต่อไปนี้ผมขอฝากอนาคตของประเทศไว้ในมือของทุกท่านด้วย

Leave a comment »

ป.ป.ช.หนุนคัดเด็กเก่งมีคุณธรรมเข้าเรียนลดคอรัปชั่น

จากเดลินิวส์ออนไลน์

วันพุธที่ 7 มีนาคม 2555

วันนี้ (7 มี.ค.) รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)  เปิดเผยว่า  จากที่มก.วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 12 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี  นครปฐม  สุพรรณบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และประจวบคีรีขันธ์  จัดโครงการส่งเสริมเด็กดีมีคุณธรรมเข้าศึกษาต่อที่มก.วิทยาเขตกำแพงแสน  มาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันปี 2555 เป็นปีที่  7 มีนิสิตเข้าโครงการ 1,437 คน  จากมหาวิทยาลัยให้โควตา   2,048 คน  เฉพาะปีการศึกษา 2555 มก.ให้โควตา 333 คน มีผู้ผ่านการคัดเลือกเพียง 237 คน สาเหตุที่ได้นักเรียนไม่เต็มโควตา เพราะหลักเกณฑ์การคัดเลือกเข้มข้น  แม้จะไม่ต้องสอบเข้า แต่นักเรียนต้องมีคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละคณะ และที่สำคัญมีคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะการมีจิตสาธารณะ บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม

รศ.ดร.สมบัติ  ชิณะวงศ์  รองอธิการบดีมก. วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า และจากการติดตามผลการเรียนภาคต้นปีการศึกษา 2554 ของนิสิตที่เข้าศึกษาต่อในทุกช่องทางของมหาวิทยาลัย พบว่าเด็กที่เข้าในโครงการเด็กดีมีผลการเรียนที่ดีที่สุดค่าเฉลี่ย 2.62 เด็กแอดมิชชั่นกลาง  2.50 โควตารับตรง 2.49 และโควตาปกติ 2.44  แสดงว่าเด็กที่ผ่านการคัดเลือกจากการโครงการส่งเสริมเด็กดีฯ นั้นนอกจากจะเป็นเด็กดีแล้ว ยังเก่งด้านวิชาการด้วย และระหว่างที่เรียนเด็กกลุ่มนี้ยังชักชวนเพื่อนนิสิตได้ทำกิจกรรมสาธารณะและบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย

สำหรับนิสิตที่สำเร็จการศึกษาออกแล้วขณะนี้มก.กำลังติดตามการทำงานของบัณฑิต เพื่อจะนำปรับปรุงโครงการต่อไป และจากการดำเนินงานได้มีเขตพื้นทีการศึกษาและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร  มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ได้นำโครงการนี้ไปเป็นต้นแบบและปรับใช้ในการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนเช่นกัน  หรือเรียกว่านครปฐมโมเดล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ได้มาเยี่ยมชมมก.วิทยาเขตกำแพงแสน และตนรายงานโครงการดังกล่าว  ซึ่งป.ป.ช.สนใจ และเห็นว่าโครงการนี้ดีจะช่วยทำให้ยับยั้งการคอรัปชั่นได้ เพราะปลูกฝังเด็กเป็นคนดีและมีคุณธรรม  ตนเสนอว่าการปลูกฝังเด็กให้เป็นคนดีและมีคุณธรรมควรทำตั้งแต่เด็ก ถ้าปล่อยถึงมหาวิทยาลัยจะช้าเกินไป

ด้านน.ส.เกษแก้ว เจริญเกตุ นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มก. กล่าวว่า ตนเข้าโครงการดังกล่าว และคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้นำความดีและคุณธรรมมาใช้ประกอบการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย  เพราะจะเป็นการปลูกฝังให้เด็กทุกคนทำความดี มีคุณธรรมและจิตอาสา ตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นยังนำสิ่งเหล่านี้มาใช้เข้าศึกษาต่อได้ด้วย  นอกจากนี้ตนอยากให้มหาวิทยาลัยอื่นๆนำเรื่องความดีและมีคุณธรรมมาใช้ในการคัดเลือกเด็กเข้าด้วย

Leave a comment »

เลิกเป็นลูกจ้าง-มุ่งเป็นเถ้าแก่น้อย

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ : ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง : ‘เลิกเป็นลูกจ้าง-มุ่งเป็นเถ้าแก่น้อย’ แนวคิดใหม่จัดอาชีวศึกษาเพื่อสร้างชาติ : วันเสาร์ที่ 25 ก.พ. 55

วิทยาลัยอาชีวะของรัฐกำลังเข้าสู่ยุคของการปรับตัวให้ทันต่อกระแสโลกอีกครั้ง แนวคิดเดิมถูกฉีกทิ้ง หมดสมัยแล้วกับการมุ่งมั่นผลิตแรงงานฝีมือป้อนภาคอุตสาหกรรมและบริการ เศรษฐกิจของโลกในอนาคตจะตัดสินกันที่ความเข้มแข็งของผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ เพราะฉะนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงหันมาบ่มเพาะความคิด และปูทางให้นักศึกษาของเขาเดินไปเข้าสู่การเป็นเถ้าแก่น้อย หรือผู้ประกอบการที่เข้มแข็งของสังคมไทย

 “ในอนาคต การฝากชีวิตตัวเองด้วยการทำงานในฐานะลูกจ้าง จะมีช่องทางน้อยลง จะหวังมั่นคงสอบเป็นข้าราชการก็ยากขึ้น เพราะในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐเริ่มนโยบายปรับขนาดโครงสร้างอัตรากำลังคนลดลง ส่วนการเป็นลูกจ้างของภาคเอกชนก็ไม่มั่นคง ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทางรอดคือ ต้องพึ่งตัวเอง พัฒนาตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกิจของตัวเองให้ได้ เพราะฉะนั้น สอศ.จึงมีนโยบายบ่มเพาะนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเริ่มนโยบายนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2551“ ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าว

ดร.อกนิษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเป้าหมายในชีวิตของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) นั้น คือ การหางานที่ดีทำในฐานะพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ของสถานประกอบการต่างๆ ไม่ได้คิดถึงว่า การก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการได้เอง เพราะฉะนั้นภายใต้นโยบายบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จึงต้องมีการดำเนินการหลายๆ อย่าง เพื่อปลูกฝังเป้าหมายชีวิตใหม่ให้แก่นักศึกษา รวมทั้งติดเขี้ยวเล็บต่างๆ ให้เขามีความสามารถ มีประสบการณ์เพียงพอจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เรียนเป็นชิ้นงาน โครงการมุ่งไปสู่การผลิตผลผลิตออกมาได้จริงๆ ส่งเสริมให้นักศึกษามีความเชื่อมั่น และมีความเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งให้โอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจง่ายๆ ด้วย ทั้งในลักษณะธุรกิจเดี่ยว และการรวมกลุ่มกันเปิดบริษัทจำลองเป็น กลุ่มบ่มเพาะธุรกิจ

“สอศ.ได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่ในทุกจังหวัด เพื่อคอยให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ที่สำคัญจะมีกองทุนให้นักศึกษากู้ยืมไปประกอบธุรกิจ ถ้าเขาเขียนแผนธุรกิจผ่าน เห็นช่องทางไปได้ ก็จะมีเงินให้ยืมไปทำทุนโดยไม่คิดดอกเบี้ย”

“อย่างไรก็ตาม สอศ.กำหนดให้นักศึกษาต้องหาครูมืออาชีพ ซึ่งก็คือผู้ที่อยู่ในอาชีพจริง ในสถานประกอบการที่อยู่ธุรกิจเดียวกันหรือธุรกิจใกล้เคียง มาเป็นพี้เลี้ยงให้ด้วย ตรงส่วนนี้เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจให้แก่นักศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์เมื่อเขาทำธุรกิจจริง ทั้งนี้ นักศึกษาที่ผ่านมาตรการบ่มเพาะต่างๆ แล้ว  ก็จะมีทั้งประสบการณ์ เครือข่ายธุรกิจ และเริ่มรู้ซึ้งถึงคำว่า การหารายได้ให้ตัวเอง ไม่ต้องห่วงเรื่องการตกงาน และหากต้องการทำธุรกิจจริง สอศ.ก็พร้อมประสานภาคีต่างๆ หาเงินทุนให้“

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สอศ.ยังได้พัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการบ่มเพาะผู้ประกอบการมาโดยตลอดด้วย เริ่มจากปีแรกๆ เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในประเทศ เก็บเกี่ยวบทเรียนดีๆ จากวิทยาลัยอาชีวะกันเอง จากมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญ และจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ในปีนี้ก้าวข้ามขั้น มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากต่างประเทศทั้งประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ หรือ ประเทศในกลุ่มอียู รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากประเทศที่ล้มเหลวด้วย เพื่อไม่ให้ก้าวพลาดเหมือนเขา

“สอศ.ได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโก จัดโครงการประชุมสัมมนานานาชาติ เรื่อง Vocational education path towards young entrepreneur ประจำปี 2553-2554 ขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯ เชิญเครือข่ายอาชีวศึกษาจากประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน, ยูเนสโก และเครือข่าย Young entrepreneur ของ สอศ.มาประชุมร่วมกัน และมีวิทยากรจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฝรั่งเศส มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทุกประเทศจะได้ร่วมกันถกเถียงและช่วยกันถอดบทเรียนของประเทศต่างๆ เป็นคู่มือแจกให้ประเทศที่ร่วมประชุม ถือเป็นการประชุมเรื่องนี้ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง“ ดร.อกนิษฐ์กล่าว

ดร.อกนิษฐ์กล่าวต่อว่า ผลที่ได้จากการประชุมครั้งนี้จะนำมาบูรณาการกับนโยบายพัฒนาการเรียนการสอนของอาชีวะ เชื่อมโยงกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้วย จะต้องมีการพัฒนาครูให้พร้อมสำหรับนโยบายปั้นนักศึกษาเป็นผู้ประกอบการด้วย

ดร.อกนิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ไม่มีทางที่เราพัฒนาชาติให้ตามทันโลกได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนความคิด ในประเทศที่พัฒนาแล้วเป้าหมายชีวิตของคนส่วนใหญ่ คือ การเป็นเจ้าของธุรกิจ เขาจะเริ่มพูดคุยตั้งแต่วัยเรียน วางชีวิตไว้เลยว่า จะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจประเภทใดๆ แล้วจัดการชีวิต วางแผนการเรียนมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น

“ปกสมุดเด็กไทยจะมีสูตรคูณพิมพ์ติดไว้ แต่ปกสมุดเรียนของเขาจะเป็นพื้นที่ให้เจ้าตัวเขียนเป้าหมายชีวิตไว้ ซึ่งก็คือการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่มีใครอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะเรียนจนหัวปรุ จบไปก็เป็นได้แค่พนักงานเงินเดือนน้อย”

ส่วนใหญ่จะเลือกเรียนสายอาชีพ เพราะจบออกมาหางานหาเงินเลี้ยงตัวเองได้เลย สามารถต่อยอดไปสู่เป้าหมายชีวิต อีกทั้งในช่วงเรียนสายอาชีพเด็กก็ยังสามารถทำงานพิเศษได้ ซึ่งในต่างประเทศนั้น แฟชั่นนิยมที่หมู่วัยรุ่นคือ ชื่นชมคนที่สามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง จบมามีอาชีพ มีบริษัทของตัวเอง ถือว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ โตก่อนวัย เป็นคนที่มีคุณค่า ประเทศอื่นที่เขาพัฒนาได้ เพราะธุรกิจรายย่อยที่เข้มแข็งเป็นฐานของระบบเศรษฐกิจ

 

 

 

Leave a comment »

‘นิทาน’สร้างพัฒนาการลูกน้อย

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

บรรยากาศยามเย็นเหมาะกับการนั่งเล่านิทานให้ลูกน้องฟังเป็นไหนๆ มูลนิธิเอสซีจี จึงจัดทำโครงการ “นำหนังสือดีสู่เด็กไทย” ปีที่ 4 ชักชวนให้น้องๆ หนูๆ และผู้ปกครองเพลิดเพลินไปกับจังหวะนิทานอันแสนสนุก ท่ามกลางบรรยากาศประทับใจที่อบอวลไปด้วยไออุ่นของครอบครัว จนกลายเป็นงานเทศกาล “นิทานในสวน” ปีที่ 8 ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับจากผู้ปกครองคลาคล่ำ พร้อมด้วยห้องสมุดนิทานที่เต็มไปด้วยหนังสือคุณภาพที่คัดสรรมาแล้วว่าเหมาะสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย “โก้” สุรนุช ธงศิลา กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า ผู้ปกครองบางคนมักจะเข้าใจผิดว่า ลูกยังเด็กและยังไม่ถึงวัยอ่านออกเขียนได้ จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะลงทุนซื้อหนังสือภาพดีๆ สักชุดให้ลูก

“จริงๆ แล้วการใช้หนังสือภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย หรือวัยแรกเกิดจนถึงหกขวบนั้นถือว่าเป็นวิธีการที่ง่าย ประหยัด และทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งในการพัฒนาลูกน้อยให้มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิที่ยาวนานขึ้น เพียงแค่พ่อแม่ผู้ปกครองและลูกน้อยใช้เวลาด้วยกันวันละ 10-15 นาที ก็สามารถสร้างช่วงเวลาที่มีคุณภาพของครอบครัว เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาและข้อคิดที่เป็นประโยชน์ผ่านน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก ซึ่งจะส่งผลดีต่อบุคลิกภาพ พัฒนาการทางอารมณ์ รวมถึงทักษะทางสังคม เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เด็กติดเกม ติดเพื่อน หรือลุ่มหลงไปกับสิ่งยั่วยุต่างๆ เมื่อเติบโตขึ้น” กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ย้ำ

พร้อมกันนี้ สุรนุช ยังกล่าวด้วยว่า ในปีที่ผ่านๆ มามีผู้เข้าร่วมเทศกาลนิทานในสวนกว่า 6,000 คน ผู้ปกครองที่เคยมาร่วมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังจากได้ใช้หนังสือภาพเป็นส่วนหนึ่งในการเลี้ยงดูเป็นประจำ ทั้งการรู้จักคำศัพท์ การอ่านออกเสียง การสะกดคำ ตลอดจนมีสมาธิในการตั้งใจฟัง รู้จักการอดทนรออย่างใจเย็น และรักการอ่านมากขึ้น

ส่วน “น้องภูริ” ด.ช.ฐิติวัฒน์ จิระศิริโชติ ที่เดินทางมาร่วมงานพร้อมกับคุณแม่ตั้งแต่อายุได้ขวบปีแรก แม้จะยังไม่สามารถอ่านหนังสือนิทานเองได้ แต่อาศัยความจำจากที่คุณแม่เล่าให้ฟัง เพราะชื่นชอบการ์ตูนภาพสวยๆ เนื้อเรื่องสนุกๆ พร้อมกับบอกเลยว่า โตขึ้นมาจะค่อยๆ หัดอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ

สำหรับ “เทศกาลนิทานในสวน ปีที่ 8” (ไม่มีค่าใช้จ่าย) จัดทุกเย็นวันเสาร์ เวลา 16.00-17.30 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์-10 มีนาคม ที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) บริเวณศูนย์เยาวชน และวันที่ 17-24 มีนาคม 2555

Leave a comment »