Archive for กุมภาพันธ์, 2012

‘มุมคิด-โชว์’ผลทดลองวิทย์เพื่อสุขภาพ

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพุธที่ 29กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แลกเปลี่ยน ‘มุมคิด-โชว์’ผลทดลองโครงงานวิทย์เพื่อสุขภาพ

ใช้สาระด้านวิทยาศาสตร์เป็นตัวตั้ง ก่อนเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ บนเป้าหมายคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าเก่า ยังเป็นแนวทางที่พลพรรคผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมโครงงาน(เชิง)วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าร่วมกันผลักดันอยู่เรื่อยมา

 หลายขวบปีที่ผ่านนับตั้งแต่ก้าวแรกของจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ เรื่องราวจากทุกสารทิศจากบรรดาเยาวชนผู้หลงใหลการค้นคว้า-ทดลองแบบวิทยาศาสตร์ได้เกิดขึ้น พร้อมๆกับที่เรื่องราวเช่นนี้ยังได้ช่วยสร้างการเติบโตทางความคิดให้กับผู้ร่วมกิจกรรมทั้งทางตรงและอ้อม

และหลังจากให้แต่ละโครงการสนุกสนานกับกิจกรรมกันพักใหญ่ พอสบโอกาสเหมาะ (อากาศแจ่มใส อุทกภัยยังไม่มี)เช่นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) ในฐานะแม่งาน จึงชวนสมาชิกผู้ร่วมโครงการ สุมหัว-พูดคุย ถ่ายโอนประสบการณ์แก่กันและกัน

ภายใต้ชื่องาน “ประชุมครูแกนนำและจัดแสดงนิทรรศการโครงงาน (เชิง) วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ระยะที่ 2” เมื่อกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต

ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการโชว์นิทรรศการผลงานวิทยาศาสตร์จากเยาวชนทั่วประเทศแล้ว การพูดคุยในหัวข้อ“บันทึกความทรงจำและประสบการณ์” จากผู้ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย ยังสะท้อนถึงแนวคิดจากประสบการณ์ที่เลยผ่านได้เป็นอย่างดี โดยที่อย่างน้อยๆก็เพื่อสำรวจดูว่าระหว่างที่กิจกรรมโครงงานวิทย์ฯ เดินหน้าไปอยู่นี้พวกเขาได้อะไรกันมาบ้าง

ถาม “จักรกฤษณ์ จำนอง” (บุก) ชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านทุ่งรักชัยพัฒน์ จ.พังงา ได้ความว่า ก่อนโดนครูประจำชั้นแนะนำให้ร่วมโครงงานนั้น เขากลัววิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าวิชาใด แต่ก็ฝืนทำเรื่อยมา จนนำมาสู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ “น้ำยาบ้วนปากจากใบพลู”

“วิทยาศาสตร์มันยากครับ ผมไม่รู้เรื่อง แต่ครูให้ทำ ผมก็ทำ โดยทำกับเพื่อนๆในห้อง โครงงานของผมเกิดขึ้นเพราะเห็นว่าเพื่อนๆฟันผุเยอะ พวกเราเลยคิดจะทำน้ำยาบ้วนปาก ให้เพื่อนๆได้ใช้หลังจากกินขนมเสร็จ จึงไปหาข้อมูลมาว่า และตกลงร่วมกันว่าจะใช้ใบพลูมาทำน้ำยาบ้วนปาก”

“ตอนทำก็สนุกดีครับ พอทำเสร็จก็รู้สึกดีใจที่เพื่อนๆใช้กัน ผมมีหน้าที่หั่นใบพลูมาเข้าเครื่องปั่น และจดบันทึกระหว่างทดลองว่าต้องใช้ใบพลูจำนวนเท่าใดในการผสมร่วมกับน้ำ เพื่อให้ได้ส่วนผสมที่พอดี ไม่ให้ขมไป ไม่ให้สรรพคุณของใบพลู ที่มีสารฟลูออไรด์ที่ช่วยให้ฟันแข็งแรงต้องเสียไป โครงงานวิทย์ฯหนนี้เป็นโครงงานครั้งแรกของผม และมันก็ไม่ได้ยากเหมือนที่เคยคิด” จักรกฤษณ์บอก

ส่วนกลุ่มนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาราชภัฏเชียงราย เจ้าของโครงงาน “ขยับวันละนิด สนุกกาย สบายใจ” ก็ขอบันทึกที่มาของกิจกรรมนี้ว่า เกิดจากความต้องการของตัวเองล้วนๆ

“หนูและเพื่อนๆบางคนมีน้ำหนักเกิน พอครูบอกว่าให้ทำโครงงานวิทย์ฯโดยการเอาเรื่องหรือปัญหาใกล้ตัวที่เกี่ยวกับกับคุณภาพชีวิตเป็นตัวตั้ง หนูก็เลยจะทำเรื่องนี้ แรกๆเริ่มจากเอาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเผาพลาญพลังงานจากการออกกำลังกาย เพื่อเชิญชวนเพื่อนๆมาเล่นฮูลาฮุบ ซึ่งเพื่อนๆก็สนใจดี จากนั้นก็ขยายโครงการมาเรื่อยๆจนนำมาสู่กิจกรรมออกกำลังกายหลังเคารพธงชาติทุกๆวัน” กีตาร์-อดิศยา ผะใจ ชั้น ป.4 อธิบาย

“มันชอบเพราะมันเกี่ยวกับหนูโดยตรงเลย เพราะมีคนบอกว่าน้ำหนักหนูเกิน (หัวเราะ) แต่เราก็ไม่ได้ให้ออกกำลังกายอย่างเดียวนะ มีการให้ความรู้อื่นๆประกอบด้วย เช่น การกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่ากินแล้วนอน เน้นการเดินในระยะทางที่ไม่ไกลแทนการนั่งรถ”สริตา เปียคำ (ตุ๊กตา) สมาชิกอีกรายพูด

ส่วนในมุมของ “มะเหมี่ยว-เกณฑ์สิริ ศรีภูธร”ชั้นม.3 โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จ.เพชรบูรณ์ ก็ขอบันทึกความทรงจำระหว่างร่วมกิจกรรมโครงงานวิทยฯนี้ว่า ผลผลิตชิ้นล่าสุดที่ชื่อ “สุขาคราเกิดภัยพิบัติ” นี้ได้ไอเดียมาจากปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างอุทกภัย

“บ้านหนูน้ำไม่ท่วม แต่เห็นข่าวแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะดีไม่น้อย หากมีสุขาไว้ใช้ตอนน้ำท่วม เลยพยายามคิดค้นและใช้วัสดุง่ายๆ อย่างถุงพลาสติก กล่องไม้ ประกอบให้เป็นสุขา”มะเหมี่ยวบอก พร้อมๆกับขยายความว่า การมองถึงเรื่องใกล้ตัวและพยายามสร้างสรรค์วิทย์ศาสตร์เพื่อให้เกิดการใช้งานได้จริงเช่นนี้ ที่เป็นจุดพิเศษของกิจกรรมโครงงานวิทย์ฯ

และความแตกต่างกับกิจกรรมวิทย์อื่นๆที่รู้จักเช่นนี้ ที่อาจทำให้ใครต่อใครอาจหลงรักวิยาศาสตร์ได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะแค่เยาวชนนักเรียนเท่านั้น ที่เปลี่ยนทัศนคติ เกิดมุมมองใหม่ๆกับวิทยาศาสตร์จนต้องขอจดบันทึกเรื่องราวแห่งนี้ไว้ เพราะ ครู “มริสา ต้นสกุล” โรงเรียนคุระบุรี จ.พังงา ก็เล่าถึงมุมมองเดิมๆที่เปลี่ยนไปว่า เดิมที่เบื่อหน่ายกับการมาอบรม เพราะนั่นหมายถึงภาระที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็ต้องแปลกใจกับวิธีการทำกิจกรรมของเขา เพราะไม่ได้เน้นที่ว่าเมื่อกลับโรงเรียนไปแล้วต้องให้เด็กไปทำโครงงานยากๆซึ่งจะไปเป็นการเพิ่มงานให้เด็ก

“กลับกันที่เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนตั้งโจทย์กับสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่อยากเปลี่ยนแปลงบ้าง ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่า แทนที่จะเป็นแต่ผู้รับ เขาได้เจ้าของเรื่องเอง ได้ทำเรื่องที่ชอบ และอยากทำมันจริงๆ

เมื่อใจอยากแล้วจึงเกิดการคิดผ่านกระบวนการทำ เกิดประสบการณ์ที่ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

บันทึกมันไว้ในความทรงจำแบบยากจะลืมเลือน

Advertisements

Leave a comment »

รัฐบาลมาเลเซียรับสมัคร 60 ทุนเรียนมัธยมปลายประเทศมาเลเซีย

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์

โดย ทีมข่าวการศึกษาออนไลน์

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

กระทรวงศึกษาธิการมาเลเซีย ประเทศมาเลเซีย มีความประสงค์มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาสำหรับนักเรียนไทย ประจำปี 2555 จำนวน 60 ทุน เพื่อเข้าศึกษาในประเทศมาเลเซีย เป็นเวลา 6 ปีการศึกษา รับสมัครถึง 9 มี.ค.นี้…

คุณสมบัติผู้สมัคร

1. มีสัญชาติไทยและศึกษาอยู่ในประเทศไทย

2. ศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

3. มีผลการศึกษาดี โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00

4. มีความสามารถในการเขียนภาษาอาหรับและทักษะทางด้านอัลกุรอาน

5. มีประสบการณ์เข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น กีฬา สังคม ชมรมต่างๆ หรือกิจกรรมด้านบริการสังคม จะได้การพิจารณาเป็นพิเศษ

6. มีทักษะความเป็นผู้นำหัวหน้ากิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน จะได้การพิจารณาเป็นพิเศษ

7. ครอบครัว/ผู้ปกครองมีรายได้ไม่เกิน 150,000 บาท/ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554-31 ธันวาคม 2554)

8. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

หลักฐานการสมัคร

1. สำเนาใบแสดงผลการศึกษา

2. รูปถ่าย 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป

3. หนังสือรับรองรายได้ครอบครัว (ตามแบบฟอร์มที่กำหนด)

วิธีการสมัคร

1. ขอรับใบสมัครทุนการศึกษาด้วยตนเอง ได้ที่

1.1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล

1.2 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา

1.3 สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กทม. 10300

2. ดาวน์โหลดใบสมัคร ได้ที่ www.bic.moe.go.th

วิธีส่งใบสมัคร

1. นักเรียนโรงเรียนเอกชน ส่งใบสมัครได้ที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ กลุ่มงานนโยบาย และแผนสำนักบริหารงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กทม. 10300 โทร. 02-281-7070 โทรสาร 02-281-7112-2

2. นักเรียนโรงเรียนรัฐบาล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่งใบสมัครที่ สำนักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กทม. 10300 โทร. 02-288-5942 โทรสาร 02-288-5912

3. นักเรียนโรงเรียนรัฐบาล สังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น โรงเรียนเทศบาล) ส่งใบสมัครที่ สำนักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น ส่วนวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กทม. 10300

4. นักเรียนโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ส่งใบสมัครที่ สำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 328 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

หมดเขตรับสมัคร วันที่ 9 มีนาคม 2555
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบข้อเขียน วันที่ 16 มีนาคม 2555 ทางเว็บไซต์ www.bic.moe.go.th

การคัดเลือก

1. กระทรวงศึกษาธิการจะจัดสอบข้อเขียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ จำนวน 100 ข้อ ในวันเสาร์ที่ 24 มีนาคม 2555 เวลา 09.00 – 12.00 น.  ณ โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

2. ผู้ผ่านการสอบข้อเขียนที่ได้คะแนนสูงสุด 80 คน (ชาย 40 คนแรก และหญิง 40 คนแรก) จะต้องเข้าสอบสัมภาษณ์ ในวันที่ 18 หรือ 19 เมษายน 2555 ณ โรงเรียนหาดใหญ่ รัฐประชาสรรค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
หมายเหตุ ผู้ส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ในวันที่ 6-8 มีนาคม 2555 กรุณาส่งแบบด่วนพิเศษ (EMS)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กทม. 10300 โทร. 02-281-6370 ต่อ 114 หรือ 116 หรือหน่วยงานต้นสังกัด.

Leave a comment »

ชี้การศึกษาไทยต้อง ‘เปลี่ยนเครื่อง’

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ โดยทีมข่าวการศึกษา

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555

“วรากรณ์ สามโกเศศ” แนะการศึกษาไทยต้องต้องเปลี่ยนเครื่อง ไม่ใช่แต่ยกเครื่อง ชี้โครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคนรวยกับคนจน…
จากการ ประชุมวิชาการ  การบริหารและการจัดการ ครั้งที่ 7 “ยกเครื่องการศึกษาไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดี มธบ. บรรยายพิเศษตอนหนึ่งว่า การศึกษาไทยหลายคนมองว่าต้องไม่ใช่ยกเครื่องแต่ต้องเปลี่ยนเครื่องแล้ว เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคนรวยกับคนจน  รัฐสูญเงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อพัฒนาการศึกษา แต่กลับผลิตบัณฑิตไม่มีคุณภาพ สาเหตุสำคัญที่ทำให้การศึกษาตกต่ำ คือรัฐไม่มีความรับผิดชอบ ดังนั้น หากต้องการยกเครื่องการศึกษาไทยให้ดีขึ้น รัฐต้องแทรกแซงอย่าปล่อยให้เป็นไปตามระบบทุนนิยม  แต่รัฐไม่จำเป็นต้องสร้างโรงเรียนใหญ่เพื่อทำให้คนมีการศึกษาเท่าเทียมกัน หรือเข้ามาควบคุม แต่ควรสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
ด้าน ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน อดีต รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การยกเครื่องการศึกษาไทย หมายถึงการเปลี่ยนแปลงการศึกษาครั้งใหญ่ทั้งระบบและทั้งกระบวนการ ไม่ใช่ปรับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งการปฏิรูปในทศวรรษแรก  หลักๆมีการปฏิรูป 2 เรื่อง คือ การปฏิรูประบบการเรียนรู้และปฏิรูประบบการบริหารจัดการ แต่ผลที่ออกมาระบบปฏิรูปการเรียนรู้ไม่เกิดผล เปลี่ยนแต่รูปแบบ คุณภาพการศึกษาไม่ดีขึ้น ส่วนปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 เป็นการซ่อมครั้งใหญ่ โจทย์ในการพัฒนามี 4 ด้าน คุณภาพคนไทย ครู คุณภาพการศึกษาและแหล่งเรียนรู้และคุณภาพการบริหารจัดการ ตอนนี้โจทย์ถูกแต่ปฏิบัติไม่ได้  น่าเป็นห่วง เพราะประเทศไทยขาดผู้กล้าและนักการเมืองก็ไม่เข้าใจการศึกษา.

Leave a comment »

ค้านนโยบายเงินแป๊ะเจี๊ยะกระทรวงศึกษาฯ

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555

วันนี้ ( 15 ก.พ.) นางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และความเสมอภาคของบุคคล กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการได้ มีแนวนโยบายเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา โดยจะเปิดห้องรับเด็กฝากโดยเฉพาะ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อจากเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นเงินบริจาคและต่อไปสถานศึกษาแห่ง ไหนมีงบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการจัดให้ไม่พอก็ให้รับเงินบริจาคด้วยการ เปิดห้องเรียนเพิ่มเติมว่า ตนไม่แน่ใจว่าการใช้คำว่าเงินบริจาคแทนคำว่าเงินแป๊ะเจี๊ยะ ในทางปฏิบัติการได้เข้าเรียนสัมพันธ์กับเงินที่บริจาคหรือไม่ ถ้าใช่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักการสิทธิมนุษยชน เพราะนโยบายดังกล่าวเท่ากับเป็นการตัดโอกาสเด็กที่มีความสามารถ แต่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่เอื้อในการเข้าเรียน เพราะต้องถูกกันที่นั่งเรียนไว้สำหรับเด็กที่มีเงินบริจาค ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยเหตุความแตกต่างทางเศรษฐกิจ

เรื่องนี้จึงขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 วรรคสาม รวมทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 10 วรรคแรก และมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติรับรองว่าบุคคลมีสิทธิเสมอกันในการศึกษาไม่น้อยกว่า  12 ปี โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และนั่นย่อมหมายความว่า รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณในการจัดการศึกษาดังกล่าวอย่างเพียงพอ มิใช่ให้โรงเรียนไปเรียกเก็บจากผู้ปกครองอีก เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ

นางวิสา กล่าวต่อว่า รวมทั้งในมาตรา 49 วรรคสอง ยังได้เน้นย้ำว่า แม้เป็นผู้ยากไร้หรืออยู่ในสภาวะยากลำบาก รัฐก็มีหน้าที่ต้องจัดให้ได้รับสิทธิในการศึกษาโดยเท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ ด้วยเช่นกัน และเท่าที่ทราบนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการก็เป็นการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายของรัฐ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่าย 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ซึ่งหากรัฐจัดงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วนจริง ก็ไม่น่าจะมีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่ถึงขนาดที่จะต้องเปิดห้องเรียนขอค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง เพื่อแลกกับการที่เด็กได้เข้าเรียนอีก นอกจากนี้ยังเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับพันธะกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีอีกด้วย

Leave a comment »

วิจัยพบ ‘เห็ดหลินจือ’ ฆ่าเซลล์มะเร็ง

โดย ทีมข่าวการศึกษาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์

11 กุมภาพันธ์ 2555

ผลทดสอบการนำสารสกัดจากเห็ดและสปอร์เห็ดหลินจือ ในหลอดทดลองพบว่า มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านมได้ คาดจะสรุปผลได้ภายในกลางปีนี้…
นาย วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการ “รวมพลังการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ปี 2555” ของ 17 จังหวัดภาคเหนือที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ อ.เมืองเชียงราย พร้อมทั้งกล่าวว่า ขณะนี้คนไทยป่วยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมการนำแพทย์พื้นบ้าน รวมทั้งสมุนไพรไทยและสมุนไพรต่างประเทศ ที่สามารถนำมาเพาะปลูกในไทยได้ มาศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นยาและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
รมว.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า ในการรักษามะเร็งนั้น สถาบันการแพทย์ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ร่วมกับ 12 หน่วยงาน อาทิ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ร่วมกันศึกษาวิจัยเห็ดหลินจืออย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงการวิจัยพัฒนาการใช้ประโยชน์ ซึ่งกำลังศึกษาวิจัยในคน เริ่มตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา

ขณะนี้มีผลทดสอบการนำสารสกัดจากเห็ด และสปอร์เห็ดหลินจือในหลอดทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ถือเป็นข่าวดีและขณะนี้ได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำสารสกัดจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือมารักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย 2 กลุ่ม คือมะเร็งรังไข่และมะเร็งทั่วไป กลุ่มละ 60 คน ขณะนี้คืบหน้าแล้วประมาณร้อยละ 50 พบว่าแนวโน้มได้ผลดี สามารถยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็ง และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในกลางปีนี้.

Leave a comment »

จากแป๊ะเจี๊ยะถึงบริจาคเงิน… !! ‘คำไหน’ ก็ ‘ทำร้าย’ การศึกษาไทย!!

ทันทีที่มีการประกาศของ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ป้ายแดงทำนองว่า การบริจาคเพื่อแลกกับการเข้าเรียนนั้น หากมีการกำหนดไว้ในระบบวิธีการรับนักเรียนก็สามารถทำได้ และตราบใดที่ไม่มีใครไปฟ้องว่าผู้บริหารรับเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการอะไรได้ ทำให้ประเด็นการรับเงินให้เปล่า หรือที่เรียกว่า “แป๊ะเจี๊ยะ” จะถูกทำให้หายไปจริงหรือ หรือว่าแค่เปลี่ยนคำแต่รูปแบบยังคงเดิม พลันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้มากมาย…
เรื่องนี้ ไทยรัฐออนไลน์สอบถามไปยัง อาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ http://www.eduzones.com กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อรับฝากเด็กเข้าโรงเรียนว่า เกิดจากความต้องการของตัวผู้ปกครองเอง ที่ต้องการให้เด็กนักเรียนเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองต้องการ
“เรื่อง แบบนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นความต้องการของทั้งสองฝ่าย คือทั้งตัวผู้ปกครองอยากเข้าโรงเรียนและผู้อำนวยการเอง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับทุกวงการ แม้แต่การรับฝากเข้างาน ซึ่งมันเป็นเรื่องของความโลภ ที่มาแลกเปลี่ยนกันระหว่างคนอยากเข้าโรงเรียน และคนมีอำนาจภายในที่อยากได้เงิน ซึ่งเกิดจากความเคยชินของสังคมไทยเอง โรงเรียนที่มีชื่อเสียงกับการที่ผู้ปกครองแย่งกันให้เด็กเข้าเรียนนั้นย่อม มีความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว”

ผู้ที่คลุกคลีในวงการการศึกษาบอกอีกว่า โดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการศึกษาจากกรณีการ “รับเงิน” เพื่อฝากเข้านั้นจะมีผลกระทบกับเด็กที่มีความสามารถ ที่อาจเสียโอกาสในการเข้าเรียนในโรงเรียน และรวมไปถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มากขึ้น
“ความจริง คนที่มีความสามารถในการเข้าเรียน ไม่จำเป็นต้องมีเงินก็สอบเข้าได้ แต่ว่าที่นั่งเรียนก็จะถูกจำกัดมากขึ้น เพราะมีส่วนที่ฝากเข้ามากันที่เอาไว้แล้ว ซึ่งการแก้ไขเรื่องเหล่านี้ ต้องใช้ระยะเวลา เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้ก็มีมานานแล้ว เช่นคนนี้ดี คนโน้นดี ก็ดึงเข้ามา แล้วช่วยบริจาคหน่อย แล้วก็เข้ามาช่วยงาน แต่ไม่รู้ว่าจะให้เข้าไปทำตำแหน่งอะไร เพราะไม่มีที่ให้เขา รู้แต่ว่าเขาดีต่อเรา เราต้องตอบแทนเขา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความนอบน้อมมากเกินไป”
สำหรับหนทางแก้ไขในระยะ สั้นนั้น ต้องทำระบบการรับสมัครต่างๆ รวมถึงการประมูลเพื่อการบริจาคให้โปร่งใสในส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งให้เป็นโควตาผู้อุปถัมภ์ ที่ช่วยเหลืองานโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง มีคุณสมบัติอย่างไร ที่มีสิทธ์ฝากเข้าเรียนได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ส่วนระยะยาว ก็ต้องปลูกฝังจิตสำนึกต่างๆ ความละอาย เวลาทำผิดกติกาต่างๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ต้องสร้างตั้งแต่ครอบครัว เด็กรุ่นใหม่เป็นต้นไป
“ใน ระยะสั้น ถ้าสามารถทำระบบการรับนักเรียนเข้าเรียนอย่างโปร่งใส ก็สามารถแก้ไขได้ในระดับหนึ่งแล้ว มาให้เป็นเรื่องราวเลย เช่น ผมเป็นนายกสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนนี้ มีสิทธ์ฝากเข้า 1 คน หรือ 1 -2 ปี ฝากเข้าได้ 1 คน ซึ่งอาจดูแย่ แต่ถ้าคนที่มองความเป็นจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และสามารถลดปัญหาคอรัปชันได้”

ขณะที่ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กฝากอยู่ 2 ระบบ 1. การฝากโดยใช้อำนาจหน้าที่ เช่นการฝากโดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.หรือการใช้อิทธิพล กับการฝากโดยใช้เงิน ซึ่งจากที่ รมต.ศึกษาธิการแถลงไว้ ไม่ได้เป็นการปิดช่องในการรับฝากนักเรียนเข้าเรียนเลย ซึ่งการฝากเงินในลักษณะนี้ก็คือเงินแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งถ้าสามารถตั้งหลักเกณฑ์ในการบริจาคได้ ก็จะเป็นเงินระดมทรัพยากร
“การ ออกมาแถลงลักษณะนี้เท่ากับมีแนวโน้มในทางการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะมากกว่าเงิน ระดมทรัพยากร เพราะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ จึงทำให้ช่องว่างระหว่างเงินแป๊ะเจี๊ย กับเงินบริจาคไม่ห่างกันมาก และเท่ากับทำให้ตลาดการรับฝากนักเรียนเข้าโรงเรียน กลับพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง”
สิ่งที่สำคัญก็คือ การที่ รมต.ศึกษาธิการ ออกมาพูดว่าไม่ให้มีการรับฝากเด็ก ว่าถ้าจะไม่ให้มีการฝากเด็ก ก็จะต้องไม่มีการรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ และไม่มีการใช้อำนาจ และถ้าต้องการให้มีเงินระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ก็ต้องต้องไม่พูดนำในลักษณะการใส่ตัวเลขเท่าไหร่ก็ได้ หรือต้องไม่มีข้อแม้หรือข้อแลกเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น
“ต้องระวังว่า รัฐบาลนี้เคยพูดไว้ว่าต้องไม่มี 2 มาตรฐาน แต่การศึกษาทุกวันนี้มีความเหลื่อมล้ำ ซึ่งถ้าใช้เงินฝากเด็ก ก็คือทั้งเหลื่อมล้ำ และใช้อำนาจเงิน ทำให้มาตรฐานการศึกษาแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และการออกมาพูดเรื่องระดมทรัพยากรโดยอ้างแป๊ะเจี๊ยแบบนี้ ก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้มีการฝากเด็กอย่างเต็มที่ผ่านการบริจาคเงิน กัน”
กูรูด้านการศึกษายังกล่าวถึงสมัยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติเป็น รมต.ศึกษาธิการ ถึงการแก้ไขปัญหาเด็กฝาก ว่าสามารถแก้ไขปัญหาแป๊ะเจี๊ยะได้ 1 ปี โดยการประกาศเลยว่าไม่ให้มีเด็กฝากเลย ไม่ว่าจะกรณีอะไร และถ้ามีนักเรียนเกินจำนวนเข้ามาก็ต้องชี้แจงเลยว่ามาจากไหน และทำบัญชีว่าก่อนรับหลังรับ ถ้ามีการเพิ่มเติมต้องอธิบายว่าเด็กมาได้ยังไง ซึ่งรัดกุมมาก แม้ขนาดต่างภาคการศึกษา สมมติว่าฝากโรงเรียนนี้ไม่ได้ ก็ไปฝากที่โรงเรียนอื่นก่อน 1 เทอม พอเทอมที่ 2 ก็เอากลับมา หรือแม้กระทั่งฝากไปติวข้อสอบเลย ก็สามารถป้องกันได้หมด แต่พอสมัยคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ก็บอกว่าฝากเด็กได้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้มีการฝากเด็กเข้าโรงเรียนได้
พ่อพิมพ์ของชาติ ยังแนะนำถึงการแก้ไขปัญหาการรับบริจาคเงินระดมทรัพยากร เพื่อไม่ให้เกี่ยวข้องกับการรับฝากเด็ก ว่าต้องกำหนดระเบียบในการระดมทรัพยากร เอาให้ดี เอาให้ได้ ต้องแยกกันให้ได้ระหว่างการระดมทรัพยากรกับแป๊ะเจี๊ย และไม่ให้มีเงื่อนไขหรือข้อแม้ว่าการบริจาคคือการรับฝากเด็ก ซึ่งต้องแยกให้ชัดเจน
“ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการศึกษาที่มีคุณภาพ แตกต่างกันมาก ผู้ปกครองก็ต้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กนักเรียน ผู้ปกครองก็ยอมลงทุน ทำให้แป๊ะเจี๊ยะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย การฝากเด็กโดยใช้อำนาจเงินสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาที่แตกต่าง และไม่ได้รับการแก้ไขมากกว่า ทำให้ผู้ปกครองต้องใช้เงินซื้ออนาคต ซื้อชีวิตให้ลูกหลานตัวเอง และในประสบการณ์ ถ้าข้าราชการ นักการเมือง ไม่แก้ไขปัญหาจริงจัง ปัญหาเด็กฝาก ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้” นักวิพากษ์การศึกษาชื่อดังกล่าวทิ้งท้าย

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2551 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายพรพัฒน์ รังสิโย และนายพิชิต สว่างวิบูลย์พงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนโยธินบูรณะ เข้าพบ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ เพื่อร้องเรียนให้ตรวจสอบการเรียกเก็บเงินค่า “แป๊ะเจี๊ยะ” ของโรงเรียน พร้อมทั้งมอบหลักฐานเอกสารให้พนักงานสอบสวน
วันที่ 10 มิถุนายน 2552 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กล่าวว่า ได้ให้ทางโรงเรียนชื่อดังหลายแห่งอาทิ โรงเรียนบดินทร์เดชาฯ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และโรงเรียนสตรีวิทยา ที่มีการร้องเรียนการเรียกเก็บ “แป๊ะเจี๊ยะ” ส่งข้อมูลบัญชีการรับสมัครเด็กนักเรียนทั้งหมด เพื่อให้เห็นว่ามีนักเรียนเข้าไปเรียนแบบวิธีพิเศษกี่คน บัญชีรายรับรายจ่ายของโรงเรียนและสมาคมผู้ปกครอง หรือสมาคมศิษย์เก่าของโรงเรียนว่ามีความเคลื่อนไหวทางการเงินอย่างไรบ้าง
วัน ที่ 6 พ.ค. 2553 เป็นวันมอบตัวของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ มีผู้ปกครองนักเรียนเข้าใหม่ระดับชั้น ม.1 , ม.4 พาบุตรหลานมามอบตัวให้กับทางโรงเรียน ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเรียก ”แป๊ะเจี๊ยะ” จำนวน 10,000 บาท ต่อคน หลังเสร็จพิธีพานักเรียนเข้าปฐมนิเทศในวันนั้น.

Leave a comment »

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวมอแกน

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวมอแกน ตามรอยพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ โดย…พิมพ์ชนก ศรเพชร

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

“เดิมทีอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ มีโรงเรียน ชื่อโรงเรียนสุรัสวดี จากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว โรงเรียนถูกคลื่นซัดหายไปหมด ทำให้เด็กมอแกนไม่มีที่เรียน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงมีพระราชดำริให้อุทยานนำชาวมอแกนที่กระจัดกระจายมาอยู่รวมกันและสร้างหมู่บ้านขึ้น มีพระราชดำริให้คณะทำงานในโครงการส่วนพระองค์จัดตั้ง โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ขึ้น “ อาจารย์ชุลีพร ผาตินินนาท ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเผยแพร่การศึกษา สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเผยแพร่การศึกษาฯ กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นว่าถ้าปล่อยให้เด็กอยู่ลำพังกับพ่อแม่ เด็กก็จะไม่ได้รับการศึกษา เป็นการเสียโอกาสและเป็นภาระของสังคมต่อไป ทรงเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาที่เด็กต้องได้รับ จึงมีรับสั่งให้นำแนวคิดที่จัดตั้งโครงการเพื่อจัดการเรียนการสอนให้แก่ชาวมอแกน เช่นเดียวกับโครงการที่ก่อตั้งให้แก่เด็กชาวเขา เมื่อปี 2539 หลังจากที่ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในปีที่ 3 ทางหน่วยงานจึงขอเงินสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ชาวมอแกน

อาจารย์ชุลีพร กล่าวอีกว่า ตอนนี้เด็กได้รับการศึกษาระดับประถมและจะส่งเสริมให้เรียนต่อในระดับ ม.ต้น-ม.ปลาย สามารถไปเรียนต่อที่ โครงการหมู่บ้านชัยพัฒนา-กาชาดไทย บ้านทุ่ง อ.คุระบุรี จ.พังงา ต่อไปในอนาคต เมื่อสื่อสารภาษาไทยได้ดีก็จะให้กลับมาเป็นครูสอนหนังสือให้ความรู้แก่คนในหมู่บ้าน “ศูนย์การเรียนชุมชนชาวมอแกน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์” เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้ก่อตั้งขึ้น โดยมี กศน.และมูลนิธิสายเด็กร่วมมือกันเพื่อจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ชาวมอแกน

   ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์ ประธานมูลนิธิสายเด็ก กล่าวว่า เลอ ปุย แหน้ (Le Pui Nae) เป็น ภาษามอแกน แปลว่า สร้างฝันให้เป็นจริง เป็นโครงการที่มูลนิธิสายเด็กจัดตั้งขึ้น และได้รับความร่วมมือจาก กศน. เพื่อเสริมสร้างอาชีพ โภชนาการและการศึกษา ฝึกอบรมการทำอาหารให้แก่ชาวมอแกน ที่มูลนิธิชัยพัฒนา อ.คุระบุรี และได้สร้างโรงครัวขึ้นที่เกาะ เพื่อให้ชาวบ้านฝึกวิธีการทำอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ฝึกการประกอบอาชีพโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังสร้างส้วม เพื่อให้ชาวบ้านมีสุขลักษณะที่ดีขึ้น มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เข้ามาดูแลเรื่องของสุขภาพและยังทำหน้าที่เป็นครู ให้ความรู้เรื่องของสุขภาพในเวลาเดียวกัน

ประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน.กล่าวว่า การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนนำปัญหาของชุมชน คือเรื่อง “สุขอนามัยและโภชนาการ” เป็นตัวตั้ง ซึ่งศูนย์การเรียนชุมชนชาวมอแกน มีครูอาสา 2 คนสอนเด็กก่อนวัยเรียน ระดับประถม และสอนวิชาชีพ ข้อจำกัดของที่นี่คือ เกาะจะปิด 6 เดือน เปิด 6 เดือน ช่วงที่ปิดเกาะจะไม่มีเรือโดยสาร ลำบากมากสำหรับครูที่นี่ จึงมีแนวคิดรับสมัคร ครูศูนย์การเรียนชุมชน (ครูศรช.) 2 คน บนเกาะจะมีครูอาสา 1 คน และ ครู ศรช.1 คน ผลัดเปลี่ยนการสอนบนเกาะกับบนฝั่งคราวละ 6 เดือน ปัจจุบันเหลือครูเพียงคนเดียว ซึ่งอยู่ที่นี่ตั้งแต่เริ่มโครงการ ถือว่ามีความอดทนและเสียสละมาก

“เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องทำต่อจนจบ ไม่ขอย้ายไปไหน จะอยู่จนกว่า จะให้หยุดสอนหรือให้ออก” ครูโจ ชนะ แก้วกุดัง ครูอาสาหมู่บ้านมอแกน กล่าว

   ครูโจ เริ่มสอนหนังสือที่นี่ ตั้งแต่ปี 2547 เริ่มแรกการจัดการศึกษาที่นี่ ค่อนข้างลำบาก ต้องปรับเปลี่ยนมาก เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของคนที่นี่ค่อนข้างเป็นอิสระ เด็กที่นี่มีประมาณ 90 คน ส่วนใหญ่อายุตั้งแต่ 2-10 ขวบ จัดการสอนสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน และเด็กป.1-ป.3 สอนเกี่ยวกับ การนับเลข การบวก ลบ แบบง่ายๆ สอนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐาน ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ระบบการสอนแบบพี่สอนน้อง โดยสอนเด็กโตก่อน แล้วให้เขาสอนเด็กเล็กต่ออีกที พัฒนาการเด็กในปัจจุบัน คือเด็กสามารถสื่อสารภาษาไทยได้มากขึ้น ไม่ค่อยอายที่พูดไทยกับครู หรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามา

เด็กที่นี่สื่อสารกันเป็นภาษามอแกน จะไม่พูดภาษาไทยกันเลย ก็จะฝึกภาษาไทยให้เป็นภาษาที่ 2 จะไม่เปลี่ยนภาษาที่ใช้สื่อสารกัน แต่พวกเขาคุยง่าย เข้าใจง่ายและที่สำคัญ จริงใจ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวมอแกน จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้และเข้าใจสื่อสารภาษาไทยได้ง่ายขึ้น

Leave a comment »