Archive for ธันวาคม, 2011

เตรียมส่งหนังสือต้นไม้ทรงปลูกให้สถาบันการศึกษา

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2554

นายสามารถ ภู่ไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานในโครงการ จัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติฯ “ต้นไม้ทรงปลูก” ของ กฟผ. ว่า เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาพถ่ายที่หายากบันทึกลงในหนังสือเพื่อเป็นประวัติศาสตร์ และเผยแพร่ให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ นำไปเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติสืบทอดต่อไป
โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา5 ธันวาคม 2554 ด้วยการเก็บรวบรวมประวัติต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงปลูกไว้เมื่ออดีตกาล และหายากทั่วประเทศจัดทำเป็นรูปเล่มหนังสือพร้อมภาพถ่ายเพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่ การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในอดีตที่ กฟผ. ได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ และเพื่อแสดงจุดยืนของ กฟผ. ในการมุ่งมั่นเป็นองค์กรแบบอย่างที่ดีของสังคมไทย ในการเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและหาดูยาก
ซึ่งล่าสุดทางทีมงานในการรวบ รวมต้นไม้ทรงปลูกได้ดำเนินการเก็บรวบรวมพร้อมถ่ายภาพต้นไม้ทรงปลูกที่เป็นการปัจจุบันได้ครบถ้วนแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างการจัดพิมพ์และเมื่อจัดพิมพ์แล้วเสร็จหนังสือต้นไม้ทรงปลูกส่วนหนึ่งทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะส่งให้กับสถาบันการศึกษาและห้องสมุดทุกจังหวัดเพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ต่อไป.

Advertisements

Leave a comment »

เปิดเสรีทางการศึกษา บทพิสูจน์ ‘เสร็จนาฆ่าโคคึก’

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554

ดูเหมือนกระแสของการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน กำลังกลายเป็นประเด็น “ฮอต” อย่างสุด ๆ ในสังคมขณะนี้ ซึ่งการที่สังคมไทยมีความตื่นตัวกับเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเท่ากับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายประการประการแรก ประเทศไทยได้ประกาศ ปฏิญญาสากลต่อชาวโลกก่อนหน้านี้ในทำนองว่าจะสร้างคนไทยให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีพุทธศักราช 2558  2. ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกยุคใหม่ โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก  3. ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องจมปลักอยู่กับ “หลุมดำ” ของปัญหาทางด้านการเมืองมาอย่างยาวนาน จนทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างที่ควรจะเป็น  และ  4. เรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการขับเคลื่อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงจะต้องออกแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวผ่านไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนให้ได้ แม้จะเหลือระยะเวลาในการดำเนินการอีกไม่มากก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลนี้ควรจะต้องรีบกระทำคือ เร่งจัดหาเจ้าภาพเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการประสานและขับเคลื่อนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นระบบ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการสร้างคนให้ประเทศชาติ ก็ควรที่จะกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการสร้างเด็กให้มีคุณภาพตามที่่ต้องการทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว พร้อมทั้งกำหนดให้เรื่อง

ดังกล่าวเป็น “วาระแห่งชาติ” อย่างเร่งด่วน เพราะนอกจากจะเป็นการปลุกกระแสคนไทยให้เข้ามามีส่วนร่วมแล้วยังจะทำให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติของทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ศธ. ก็จะต้องมีการจัดระเบียบการศึกษาใหม่ด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการขับเคลื่อน เริ่มตั้งแต่การแก้ปัญหาขาดแคลนครู, ทำให้ครูได้สอนตรงตามวิชาเอกที่เรียนมา, หลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับสังคมยุคใหม่, การคืนไม้เรียว, การปรับแนวทางการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย โดยจะต้องเน้นให้เด็กอ่านแบบสะกดคำ ประสมคำ รวมทั้งได้รู้ถึงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ไทย ฯลฯ และที่สำคัญคือเน้นการสอนให้เด็กรู้จักการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์และแก้ปัญหาเป็น, การสอนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม การเรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีนอย่างเข้มข้น และที่สำคัญคือการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับหลักสูตร เป็นต้น  เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาล้วนแต่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเยาวชนไทยให้มีคุณภาพทั้งสิ้น

จะว่าไปแล้วการที่ประเทศไทยจะต้องเร่งสร้างคนให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างยั่งยืนก่อนปี 2558 แม้จะถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นก็จริง แต่ก็ควรที่จะคำนึงถึงผลกระทบอื่น ๆ ที่จะตามมาอย่างรอบด้านด้วย เพราะทุกอย่างในโลกนี้เปรียบเสมือน “เหรียญสองด้าน” อยู่เสมอ เมื่อมีด้านบวกก็ย่อมมีด้านลบ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างรัดกุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะเหตุว่าหลังการเกิดเป็นประชาคมอาเซียนขึ้นมาแล้วจะทำให้ตลาดการศึกษาทุกระดับในอาเซียนถูกเปิดออกอย่างเสรี โดยเฉพาะสถานศึกษาในประเทศไทยทุกสังกัดที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ที่มีอยู่เกือบ 30,000 แห่งทั่วประเทศนั้นก็คงจะมีโอกาสล้มครืนลงอย่างไม่เป็นท่า หากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังเพิกเฉยไม่หามาตรการใด ๆ มารองรับ สุดท้ายก็คงเหลืออยู่แต่เพียงสถานศึกษาที่มีความพร้อมที่มีอยู่เพียงไม่กี่พันแห่งเท่านั้นที่ยังจะสามารถยืนอยู่ได้กระแสความตื่นตัวของการเปิดเสรีทางการศึกษาที่จะถาโถมเข้าสู่ตลาดการศึกษาไทยในอีกไม่นาน หากมองในแง่ดีก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้สถานศึกษาของไทยต้องเร่งพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถก้าวไปสู่ส่วนบนของยอดคลื่น แต่ในทางกลับกันเกลียวคลื่นที่สาดซัดมาด้วยความรุนแรงนี้ก็พร้อมที่จะม้วนเอาการศึกษาที่อ่อนแอให้ถูกกลืนหายสาบสูญไปได้ด้วยเช่นกัน

กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล น่าจะต้องมองเห็นถึงปัญหาใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาทำลายล้างสถาบันการศึกษาของบ้านเราในอีกไม่ช้า ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่ายังมีสถานศึกษาทั้งของรัฐและของภาคเอกชนอีกหลายหมื่นแห่งที่ยังตกอยู่ในสภาพเสมือนคนไข้ที่ป่วยนอนซม บางแห่งอาการหนักถึงขั้น “โคม่า” อันเนื่องมาจากผลกระทบของปัญหารอบด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคม ที่โหมกระหน่ำเข้าใส่มาก่อนหน้านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โดยเฉพาะในส่วนของสถานศึกษาเอกชน ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ มาโดยตลอด ทั้งจากปัญหาทางด้านการเมือง ผสมผสานไปกับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนฟรี, การที่บุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์จำนวนมากลาออกไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ, การเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการให้บุตรหลานได้เข้าเรียน หรือแม้แต่การจะเพิ่มค่าตอบแทนให้ผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท เป็นต้น คงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องหันกลับมาเหลียวแลการศึกษาเอกชนอย่างจริงจังเสียที ควรหาทางช่วยเหลือให้สถานศึกษาเหล่านั้นสามารถอยู่รอดได้ เพราะหากปล่อยให้สถานศึกษาเอกชนกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศต้องต่อสู้เพียงลำพังจนต้องปิดตัวเองในที่สุด ในขณะที่สถานศึกษาของรัฐเองก็ไม่สามารถรองรับนักเรียนที่มีอยู่นับล้านคนได้ทั้งหมด และผู้ปกครองเองก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงลิบลิ่วให้แก่สถานศึกษาดี ๆ ได้ ถามว่ากระทรวงศึกษาธิการจะแก้ปัญหานี้

อย่างไร เด็กนักเรียนที่ไม่มีที่เรียนอาจต้องกลายสภาพเป็นเสมือนสารตกค้าง รวมทั้งบุคลากรอีกไม่น้อยที่ต้องตกงาน ทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาสถานศึกษาเอกชนนอกจากจะเป็น “ยอดขุนพล”ในการร่วมสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศชาติแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เด็ก ๆ ทุกคนได้มีที่เรียน ดังนั้นหากผู้มีอำนาจทั้งหลาย เมื่อเห็นปัญหาใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นกับสถานศึกษาเอกชนแล้วไม่คิดหาทางแก้ไข และปล่อยให้แนวร่วมที่เคยเป็นพลังสำคัญในการร่วมพัฒนาเยาวชนของชาติต้องล้มหายตายจากไปต่อหน้าอย่างไม่รู้สึกรู้สาแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับสุภาษิตที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” นั่นเอง.

สายธาร  สืบพัฒนา

Leave a comment »

‘เฟซบุ๊ก’ ปล่อยเวอร์ชั่น ‘ไทม์ไลน์’ ให้ใช้ทั่วโลกแล้ว

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554

ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กทั่วโลก สามารถปรับหน้าโปรไฟล์ให้เป็นแบบ “ไทม์ไลน์” ได้แล้ว หลังทดลองใช้ในวงจำกัดมาแล้วระยะหนึ่ง…
สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ว่า เว็บไซต์สังคมออนไลน์ชื่อดัง “เฟซบุ๊ก” เริ่มปรับเปลี่ยนหน้าโปรไฟล์ของผู้ใช้งานทั่วโลก กว่า 800 ราย ให้เป็นแบบ “ไทม์ไลน์” แล้ว หลังก่อนหน้านี้มีผู้ใช้งานในวงจำกัดได้ทดลองใช้งานมาระยะหนึ่ง
สำ หรับเฟซบุ๊กในรูปแบบไทม์ไลน์ มีรูปลักษณ์คล้ายอัลบั้มเรื่องราวต่างๆ ในฉบับดิจิตอล แม้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะยังคงยึดติดกับรูปแบบเก่า และตั้งแง่กับรูปโฉมใหม่นั้น ไทม์ไลน์ก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถย้อนกลับไปค้นหาสิ่งที่เคยโพสต์ไปก่อนหน้านี้ได้ ไม่ว่าจะนานเป็นเดือนหรือนานนับปี และสามารถออกแบบจัดหน้ากระดานได้เอง เป็นต้น.

Leave a comment »

ผลิตน้ำดื่มจาก“ชุดกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์”

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554

ทดสอบคุณภาพด้วยชุดตรวจเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียของกรมอนามัย มั่นใจสะอาดปราศจากจุลินทรีย์

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ อาจารย์สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เผยว่า ชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ ได้พัฒนาขึ้นจากแนวคิดที่จะช่วยผ่อนคลายปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มในแหล่งชุมชนน้ำท่วม หรือ ในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ให้มีน้ำสะอาดดื่มอย่างเพียงพอ จึงพัฒนาชุดกรองน้ำดังกล่าว แทนการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ คูคลองน้ำไหล หรือ น้ำประปาสีขุ่นดื่มได้ไม่สนิทใจ โดยนำน้ำดิบมาพักไว้ แกว่งสารส้มประมาณ 5-10 นาที ให้ตกตะกอน น้ำจะใสขึ้น จากนั้น นำมาผ่านชุดกรอง จะได้น้ำดื่มสะอาด ทำการทดสอบคุณภาพด้วยชุดตรวจเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มั่นใจได้ว่า สะอาด ปลอดภัย ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร

“เป็นการพัฒนาเทคโนโลยี หรือ อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาเซลล์ แบตเตอรี่ ปั้มน้ำ ระบบกรองน้ำ ไส้กรองน้ำ ระบบฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV สามารถหาซื้อได้ในท้องตลาด โดยเลือกใช้อุปกรณ์มีมาตรฐานรับรอง มั่นใจคุณภาพ ข้อดีคือสะดวก รวดเร็ว ใช้งานได้ทันที ซึ่ง มทส.จัดสรรงบประมาณจัดทำชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ นำไปติดตั้งในชุมชน หรือ ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องน้ำดื่มแล้วเบื้องต้น 3 ชุด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.รังสรรค์ ทองทา กล่าวถึง การทำงานของชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ ว่า ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ใช้กรองน้ำ และส่วนที่ให้พลังงาน โดยใช้เครื่องกรองน้ำที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่พิเศษคือเพิ่มการกรองหยาบเข้าไป จึงใช้ได้กับน้ำที่มีคุณภาพด้อยกว่าน้ำประปา สำหรับด้านหลังชุดกรองน้ำ ประกอบด้วย อินเวอร์เตอร์ รับพลังงานจากโซลาเซลล์ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ปั้มน้ำ อาศัยแรงดันให้เครื่องทำงาน ผู้ใช้เพียงกดสวิทซ์เครื่องก็จะกรองน้ำ

“ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า ปลอดภัยจากไฟรั่ว และไฟช็อต ต้นทุนการผลิตประมาณ 20,000 บาทต่อชุด ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด ใส่ในกระเป๋าเดินทางได้ เคลื่อนย้ายสะดวก มีกำลังการผลิตโดยกรองน้ำดื่มได้ 120 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ ประมาณถังน้ำขนาด 20 ลิตร จำนวน 6 ถัง เหมาะต่อการนำไปใช้ในกลุ่มชุมชน หรือ พื้นที่ประสบภัยต่าง ๆ ได้” ผศ.ดร.รังสรรค์ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสุรนารี โทร. 0 4422 4081-5.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Leave a comment »

เสริมสร้างสุขภาพเชิงพุทธ ถอดรหัสมนุษย์มีอายุยืน

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธที่ 14 ธันวาคม 2554
เพื่ออยู่กับคนที่เรารัก ข่าวดีและเป็นความมหัศจรรย์สำหรับคนไทยทุกคน ทุกสถานะ คุณไม่ต้องใช้เงินก็สามารถมีสุขภาพดีได้ จากผลงานวิจัยที่ชนะเลิศคว้า ๒ รางวัล วิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปี ๒๕๕๓ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและรางวัลการประกวดวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาเครือข่าย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) สาขาการพัฒนาสังคม ของ วิไลวรรณ อาจาริยานนท์ ช่วยไขรหัสลับถึงสาเหตุที่บางคนมีสุขภาพดี บางคนขี้โรค บางคนอายุสั้น บางคนอายุยืน เป็นการค้นหาคำตอบจากองค์ความรู้การส่งเสริมคุณภาพเชิงพุทธจากหลักพุทธธรรมคำสอน (Document Research) และจากการศึกษาผู้มีอายุยืนว่าเขามีวิธีการดูแลสุขภาพอย่างไรจึงมีอายุยืนด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview)

ประกอบกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วมกัน (Participant Observation) โดยผู้วิจัยนำทั้งสองวิธีมาเปรียบเทียบกันว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เพื่อนำเสนอเป็นแนวทางในการนำองค์ความรู้การเสริมสร้างสุขภาพมาใช้ในสังคมไทย ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพอย่างง่าย มุ่งหมายเพื่อเตือนสติให้คนไทยเสริมสร้างสุขภาพของตนเอง เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยังเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของประเทศไทย

ผลการศึกษาพบว่า องค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพเชิงพุทธ กับองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพของผู้มีอายุยืน มีความสอดคล้องและเป็นไปในทำนองเดียวกันในด้านมีเหตุที่ทำให้คนอายุยืนหรืออายุสั้น เนื่องมาจากอดีตกรรมและปัจจุบันกรรม เว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้ทำความสบายแก่ตน บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย เที่ยวไปในกาลอันสมควร ประพฤติเพียงดังพรหม ฯลฯ

ส่วนหลักธรรมที่เป็นเหตุแห่งความมีอายุยืน คือ อิทธิบาท ๔ สำหรับเหตุที่ทำให้คนตายก่อนอายุขัย และยังไม่สิ้นกรรม คือ อกุศลกรรม การปฏิบัติตนไม่สม่ำเสมอ ไม่ถูกอนามัย และความพยายามของตนเองหรือคนอื่น ได้แก่ การฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุ เหตุเหล่านี้พระพุทธศาสนาอธิบายรวมว่า คือ โรค จำแนกเป็นโรคทางกายและโรคทางใจ

สาเหตุของโรคทางกายมี ๕ อย่าง คือ (๑) ความไม่สมดุลของธาตุ ๔ ในร่างกาย (๒) การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล (๓) การบริหารกายไม่สม่ำเสมอ (๔) วิบากกรรม (๕) สาเหตุอื่น

สาเหตุของ โรคทางใจ คือ กิเลสและตัณหา การแก้ปัญหาสุขภาพและความเจ็บป่วย พุทธวิธีใช้หลักอริยสัจ ๔ กล่าวคือ โรคเกิดจากสาเหตุใด แก้ที่สาเหตุนั้น โรคทางกายรักษาโดยใช้เภสัชสมุนไพร อาหาร การผ่าตัด ความร้อน การออกกำลังกาย การไม่ใช้ความเพียรเกินกำลัง การพักผ่อนอิริยาบถ การนอน การเจริญสมาธิ การอยู่กับธรรมชาติเหมาะสม การให้รับประทานของบางอย่าง การสวดพระปริตรและคำพูดด้วยเมตตา ธรรมโอสถ

ส่วนการรักษาโรคทางใจใช้ศีล สมาธิ ปัญญา อนึ่ง คุณธรรมของผู้พยาบาลไข้และคนไข้เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาสุขภาพทุกกรณี อีกด้านหนึ่งคือ การดูแลสุขภาพจิต วิธีการเสริมสร้างสุขภาพจิตมี ๓ วิธี คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในมรรคมีองค์ ๘ พบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพทางพุทธศาสนา กับองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพของผู้มีอายุยืน ได้แก่ ผู้มีอายุยืนมองโรคทางใจเป็นเรื่องของภาวะความเครียด การแก้ปัญหาสุขภาพและความเจ็บป่วยโดยใช้ความร้อน และการรักษาโรคอมนุษย์เข้าสิง การให้กินของบางอย่าง การสวดพระปริตร คำพูดด้วยเมตตา ไม่ปรากฏในผู้มีอายุยืนเป็นการรักษาที่มีในสมัยพุทธกาลเท่านั้น

แนวทางในการนำองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพมาใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน มีเป้าหมายการนำองค์ความรู้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพใน ๓ ประการ คือ พัฒนา ปลูกฝัง รักษา องค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพมาใช้ในสังคมไทย ด้วยแนวทางใน ๖ ระดับ ดังนี้ ๑. ครอบครัว ๒. สังคม ๓. กระทรวงสาธารณสุข ๔. รัฐบาล ๕. องค์กรศาสนา ๖. บุคคล

นอกจากนี้ผลการวิจัยยังมี ข้อเสนอแนะ ควรเผยแพร่ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพที่ผู้วิจัยประยุกต์เป็น ๑๐ อ. คือ (๑) อาหาร (๒) อากาศ (๓) อาภรณ์ (๔) ออกกำลังกาย (๕) อุจจาระ (๖) อนามัย (๗) เอนนอน (๘) อัปปมาทะ (๙) อารมณ์ (๑๐) อิทธิบาท ๔ ในรูปศิลปะเพลง เพื่อเข้าถึงจิตใจคนได้ง่ายและรวดเร็ว ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ละคร กิจกรรมออกกำลังกายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ปลูกฝังความรู้สู่จิตใจคนทุกเพศทุกวัยอย่างง่าย ๆ จะทำให้รักษาองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพไว้ได้อย่างยั่งยืนในสังคมไทย ตัวอย่างเพลง ๑๐ อ. (ปัจจุบันได้ใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนสถานศึกษา และเผยแพร่ทางสถานีวิทยุบางแห่ง )

เนื้อเพลง “๑๐ อ.ใครหนอบอกทีอายุยืนดีวิธีอย่างไร ๑๐ อ. ขอเฉลยไขว่าทำอย่างไรให้อายุยืน อ.๑ นั้นคือ อาหาร ๕ หมู่ เลือกทาน ก่อนจะเคี้ยวกลืนอย่าหนัก มื้อเย็นกลางคืนเดี๋ยวจะพุงยื่น โรค อ้วนตามมา อ.๒ อากาศดี ๆ ธรรมชาติมี ป่าเขาทุ่งนาอาภรณ์ นั้นคือ เสื้อผ้าร้อนหนาว จัดหา นั่นแหละ อ.๓ อ.๔ ออกกำลังกายจะได้ร่างกายแข็งแรงนะเธอขับถ่ายสม่ำเสมอทุกวันนะเธอ นี่แหละ อ.๕ อ.๖ คือ อนามัยสะอาดร่างกาย สะอาดห้องนอน อ.๗ นั้นคือ เอนนอน เวลาพักผ่อน หลับนอนเพียงพอ อ.๘ อัปปมาทะ ต้องจำไว้นะประมาท อาจตาย อ.๙ อารมณ์ แจ่มใสทุกข์ร้อนห่างไกล อย่ารับเข้าตัว อ.๑๐ อิทธิบาท ๔ คำพุทธสอนดี ต้องจำไว้นะคำสอน ก็คือ ฉันทะ อีกวิริยะ จิตตะ วิมังสา มุ่งมั่น และมีความหวัง มุ่งสร้างพลัง ชีวิตชีวา อายุยืนยาวถ้วนหน้า ๆ คงเป็นเพราะว่า เรามี ๑๐ อ.”

ความมหัศจรรย์ของการส่งเสริมสุขภาพเชิงพุทธสามารถสร้างสุขภาพดีแบบยั่งยืนได้ ด้วยการนำธรรมะกับเสียงเพลงมาประกอบในการเต้นออกกำลังกายต่าง ๆ ช่วยปลูกฝังองค์ความรู้ด้านสุขภาพทั้งส่งเสริมธรรมะไปกับเสียงเพลง ตอกย้ำในเรื่องของจิตใจและวิธีการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง.

Leave a comment »

การพัฒนาความคิดของการเป็นผู้ให้ (Philanthropy Ideas)

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2554
การมีชีวิตในสังคมที่ยึดถือการทำงานเป็นสำคัญ (Work-Oriented Society) ทำให้วิถีชีวิตของคนจำนวนหนึ่งมีแต่ความยุ่งยากและซับซ้อน รวมทั้งสับสน ความมุ่งหวังตั้งใจ การแข่งขัน แก่งแย่ง และความพยายามเพื่อความสำเร็จบางครั้งทำให้บั่นทอน “พื้นฐานคุณค่าของความเป็นมนุษย์” (Basic Human Values) ไปโดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันจึงจะมีชีวิตรอดได้

ธรรมชาติสอนให้มนุษย์ต้องอยู่ร่วม กัน ช่วยเหลือกันเมื่อยามที่เกิดความขาดแคลนและเมื่อประสบกับภัยพิบัติในภาวะ วิกฤติต่าง ๆ แต่เมื่อยามปกติของการใช้ชีวิตที่รีบเร่งไปสู่ความสำเร็จและใฝ่หาสิ่งที่ดี ที่สุดให้กับตนเอง อาจทำให้ลืมคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นฐานของการช่วยเหลือกัน หรือ “การเป็นผู้ให้” (Philanthropy) อย่างสิ้นเชิง

วิธีของการเป็นผู้ให้

ความ คิดของการเป็นผู้ให้ได้ถูกนำไปใช้ในหลายรูปแบบและหลายจุดประสงค์ในหลาย ๆ แห่ง โดยเฉพาะในองค์กรทางธุรกิจซึ่งโดยปกติจะมีจุดประสงค์เพื่อแสวงหากำไร และจะทำทุกอย่างเพื่อผลกำไรที่มากที่สุด เพราะกำไรเป็นแรงจูงใจสำหรับระบบทุนนิยม แต่ในการทำธุรกิจในปัจจุบันพบว่า การเป็นผู้แสวงหาแต่กำไรอย่างเดียวนั้นไม่อาจทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ อย่างยั่งยืนการตอบแทนสังคมในฐานะผู้ให้จึงเกิดขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ ผ่านช่องทางของกระบวนการทางสังคมจำนวนมากซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่รู้จักกัน ในรูปแบบของ CSR หรือ Corporate Social Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กรธุรกิจ ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดีโดยรับผิดชอบ สังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กร

ถ้าเป็นระดับ ปัจเจกบุคคล อาจเป็นที่รู้จักในรูปแบบของ “จิตอาสา” หรือ “จิตสาธารณะ” ซึ่งเป็นรูปแบบของการเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นทั้งในเรื่องของกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา และกำลังทรัพย์ โดยไม่มีความมุ่งหวังได้รับสิ่งตอบแทน ความคิดในการเป็นผู้ให้สามารถนำสู่การกระทำได้หลายวิธีการสามารถพบเห็นได้ ทั่วไปมีดังนี้

1. ชุมชนสัมพันธ์ (Community Participation) ความคิดของการเป็นผู้ให้อาจถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการจัดตั้ง “กลุ่มชุมชนสัมพันธ์” หรือ “กลุ่มอาสา” เพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่ต้องการในชุมชนโดยตรง ความคิดแห่งการช่วยเหลือกันจะถูกเผยแพร่ไปในชุมชนทำให้ความช่วยเหลือสามารถ ไปถึงผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและตรงกับความต้องการ บางเรื่องเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบางคน แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับการใช้พลังและศักยภาพของกลุ่มชุมชนสัมพันธ์ หรือกลุ่มอาสา

2. การช่วยผู้ประสบภัยจากธรรมชาติ (Serving Victims of Natural Disasters) การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากธรรมชาติต่าง ๆ เป็นวิธีการอีกอย่างหนึ่งของการเป็นผู้ให้ที่ดี การช่วยเหลือนั้นอาจต้องใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ไม่เฉพาะแรงงาน หรือ เงิน เท่านั้น ความรู้ เครื่องมือ เทคนิควิธีการต่าง ๆ อาจจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือโดยสามารถนำมาจากผู้ที่มีศักยภาพแห่งการช่วย เหลือได้

3. การให้ความช่วยเหลือจากภาคธุรกิจ (Corporate Philanthropy) นักธุรกิจและองค์กรธุรกิจสามารถให้ความช่วยเหลือสังคม และความคิดของการตอบแทนสังคมด้วยการให้คืนกำไรให้กับสังคม มีความรับผิดชอบสังคม ความคิดนี้ควรได้รับการสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดขึ้นในหมู่นักธุรกิจและภาคธุรกิจโดยรวมอย่างกว้างขวาง

4. การจัดกิจกรรมเพื่อการกุศล (Organizing Charitable Events) สถาบันการศึกษาและองค์กรทางธุรกิจต่าง ๆ สามารถจัดกิจกรรมการกุศลเพื่อให้การช่วยเหลือกับผู้ต้องการและเมื่อยามเกิด ภัยพิบัติต่าง ๆ กิจกรรมที่จัดขึ้นสามารถใช้เป็นช่องทางของการเชื่อมโยง “ผู้ที่มีความพร้อมในการให้” ได้สามารถใช้เป็นช่องทางแสดงเจตนาและการกระทำในรูปแบบของการบริจาคทรัพย์ สิ่งของเพื่อช่วยเหลือให้กับผู้ต้องการได้

ความพร้อมของการเป็นผู้ให้

การ ที่บุคคลจะสามารถเป็นผู้ให้ได้นั้นต้องมีกระบวนการและวิธีการของการพัฒนาที่ เหมาะสม และการพัฒนาบุคคลให้มีความพร้อมในการเป็นผู้ให้นั้นต้องมีการวางแผนและกำหนด จุดประสงค์ในแต่ละระดับของการเป็นผู้ให้อย่างชัดเจน โดยมีสมมุติฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่า “มนุษย์ทุกคนสามารถเป็นผู้ให้ได้ เพราะมนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์ด้วย กัน” นั่นคือ “ต้องมีผู้ให้และมีผู้รับในสังคมมนุษย์” นอกจากนั้นยังต้องปลูกฝังความคิดที่ว่า “การกระทำความดีนั้นไม่มีสูญสิ้น ทำดีได้ดี ผลแห่งการกระทำความดีจะกลับมาสู่ผู้กระทำ”

แต่การให้นั้น อาจแตกต่างกันไปตามศักยภาพของแต่ละคน ในแต่ละเวลา และสถานที่ ดังนั้นการพัฒนาความพร้อมของการเป็นผู้ให้จึงเป็น “การพัฒนาจิตใจ” หรือ “สำนึกแห่งการให้” ด้วยฐานของเจตคติแห่งความเชื่อในความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ที่ต้องช่วย เหลือกันในการมีชีวิตรอด การอบรมสั่งสอน และแบบอย่างของครอบครัวมีอิทธิพลสำคัญสำหรับการเห็นคุณค่าของมนุษย์ และอาจนำไปสู่การเป็นผู้ให้ ผู้ใจบุญ ผู้มีจิตอาสา หรือผู้มีจิตสาธารณะได้ง่ายขึ้น

ชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายเห็นคุณค่า กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างมาก เพราะบ่อยครั้งที่พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตรอดได้เพราะความช่วยเหลือจากคนอื่น สำนึกของการช่วยเหลือผู้อื่นจึงเกิดขึ้นในหมู่ชนเร่ร่อนกลางทะเลทรายอย่าง มาก เพราะเป็นประสบการณ์ตรงที่เขาอาจได้รับมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงชีวิตจึง ทำให้เขายังมีชีวิตรอดอยู่ได้

สำหรับในสังคมเมืองปัจจุบัน บางคนอาจได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นแล้วทำให้ความทุกข์และปัญหาหมดสิ้นไป อาจทำให้เขาเห็นคุณค่าของความช่วยเหลือ แต่สำหรับบางคนไม่เคยคิดช่วยเหลือใครเลยเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่รู้ สึกว่าได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น ความประทับใจทางลบและทางบวกเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการนำมาใช้ออกแบบการสอน เพื่อพัฒนาความคิดของการเป็นผู้ให้

“การเป็นผู้ให้” (Philanthropy) ได้ถูกนำมาจัดไว้เป็นรายวิชาหนึ่งในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปของหลักสูตรปริญญา ตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี การเรียนการสอนมุ่งเน้นให้นักศึกษามี “จิตอาสา” หรือ “จิตสาธารณะ” มีใจสำหรับการช่วยเหลือตามอัตภาพแห่งตน โดยเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพแห่งการให้และสามารถช่วยผู้อื่นได้ไม่อย่างใดก็ อย่างหนึ่ง

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ 5 ขั้นของ Abraham Maslow ที่กล่าวถึงระดับความต้องการของมนุษย์อาจทำให้การตีความและความเข้าใจเรื่อง ของการให้ผิดพลาดได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าตีความว่าความต้องการของมนุษย์เป็นไปตามลำดับขั้นตามทฤษฎีแล้ว คนจนที่ขาดแคลนปัจจัยการดำรงชีพจะไม่มีทางเป็นผู้ให้ได้เลย เพราะยังขาดแคลนสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต และทฤษฎีนี้ยังเน้นแต่ความต้องการของมนุษย์ มากกว่าการให้หรือการช่วยเหลือกัน ประกอบกับคำสอนและความเชื่อจากแหล่งอื่น ๆ มีการชี้นำให้เชื่อว่าความต้องการของมนุษย์หาความสิ้นสุดได้ยาก และโอกาสจะสนองความต้องการด้วยการเป็นผู้ให้อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาให้จบสิ้นได้

ตัวอย่าง ของพระเวสสันดรในชาดกของพระพุทธศาสนา มีความลึกซึ้งในเรื่องของการสร้างบารมีและกุศลผลบุญในชาติภพต่าง ๆ ไม่อาจนำมาใช้สอนและเป็นตัวอย่างสำหรับการเป็นผู้ให้ที่ดีได้กับกลุ่มผู้ เรียนที่อยู่ในวัยเรียน แต่ผู้เรียนส่วนมากได้เรียนรู้และรับทราบเรื่องราวชาดกเหล่านี้มาบ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคของการสอนเพื่อการเป็นผู้ให้

แนวทางของ การพัฒนาความคิดของการเป็นผู้ให้ คือ การใช้ประสบการณ์ตรง และจัดกิจกรรมให้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น และวิกฤติการณ์น้ำท่วม หรือมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2554 นี้ เป็นกรณีศึกษาที่ดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้ใช้วิกฤตินี้ในการเสริมสร้าง “การเป็นผู้ให้” หรือผู้ที่มี “จิตอาสา” และผลจากการสังเกต และผลเชิงประจักษ์พบว่า การได้เข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของนักศึกษา เจ้าหน้าที่ และคณาจารย์นั้นได้พัฒนาเจตคติ และวิธีคิด รวมทั้งการใช้กระบวนการแก้ปัญหาทางสังคมร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของนักศึกษากลุ่มหนึ่งได้อย่างแยบยล

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

Leave a comment »

ก.พ. เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อรับทุนรัฐบาล ปี’55

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2554
สำนักงาน ก.พ. เปิดรับสมัครสอบเข้าแข่งขันเพื่อรับทุนรัฐบาลฯ ประจำปี 2555 (ทุนบุคคลทั่วประดับปริญญา) 3 ประเภท ดังนี้

1.ทุนรัฐบาลตามความต้องการของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานรัฐ จำนวน 5 ทุน
2.ทุนสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ จำนวน 37 ทุน
3. ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 43 ทุน

ผู้สนใจโปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในประกาศรับสมัครสอบได้ที่ ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. 47/101 ถนนติวานนท์ ซอย 4 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ศูนย์แนะแนวการศึกษาและข้อมูลข่าวสาร สำนักงาน ก.พ. ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และทางอินเทอร์เน็ต ในเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.พ. ที่ http://www.ocsc.go.th, http://www.scholar.go.th และเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ http://stscholar.nstda.or.th

**รับสมัครระหว่าง 1-15 ธันวาคม 2554 ทางอินเทอร์เน็ต ที่ http://www.scholar.go.th

Leave a comment »