Archive for พฤศจิกายน, 2011

เครื่องรดน้ำต้นไม้ด้วยพลังแสงอาทิตย์

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2554
แม้จะขัดกับกระแสน้ำมากจนหาพื้นดินแทบไม่เจอ แต่ก็เชื่อว่าหลังวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ น้ำจะยังคงเป็นทรัพยากรที่เรายังคงต้องใช้อย่างประหยัดและมีการบริหารจัดการที่ดีต่อไป

จึงขอกระตุ้นต่อมนักประดิษฐ์ในตัวผู้สนใจกันต่อกับผลงานของผู้พันนักวิจัย “พันเอกสิทธิโชค มุกเตียร์” ผู้อำนวยการกองสารสนเทศ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กับ “เครื่องรดน้ำต้นไม้พลังแสงอาทิตย์” ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับการเจริญเติบโตของพืช

วิธีการประดิษฐ์ ยังคงยึดแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากฮาร์ดดิสก์ที่ไม่ได้ใช้แล้ว โดยดัดแปลงชิ้นส่วนกลไกภายใน คือ แขนอ่าน ซึ่งใช้กระแสไฟเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดการเคลื่อนที่ ไปกดแผ่นควบคุมการเปิดหรือปิดการปล่อยน้ำจากถังเก็บน้ำ หรือจากท่อประปา

สามารถจ่ายน้ำให้กับต้นไม้ตามจังหวะเวลาที่ถูกต้อง วันละ 1-2 ครั้ง โดยใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวควบคุม ซึ่งใช้แหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ร่วมกับแบตเตอรี่

สำหรับส่วนประกอบของระบบ ผู้วิจัยบอกว่า มีส่วนกักเก็บน้ำ ที่ประกอบด้วย ถังใส่น้ำ ซึ่งจะติดตั้งอยู่สูงกว่าตำแหน่งของต้นไม้ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงมายังต้นไม้ได้เมื่อวาล์วเปิด ทั้งนี้ สามารถใช้น้ำจากท่อประปาที่มีแรงพอทดแทนได้

ส่วนควบคุมประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งสัญญาณควบคุมให้วาล์วเปิดน้ำ ส่วนเปิด-ปิดน้ำ ประกอบด้วยวาล์วขนาดเล็ก ใช้พลังงานต่ำขนาด นิ้ว ซึ่งดัดแปลงจากชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ที่มิได้ใช้งานแล้วเพื่อเปิดน้ำจากแหล่งกักเก็บหรือจากท่อประปาไปยังต้นไม้

ส่วนรับแสงอาทิตย์ ประกอบด้วยแผงรับแสงอาทิตย์ขนาด 10 วัตต์ ต่อกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ สำหรับเป็นแหล่งพลังงานให้กับระบบ

ระบบให้น้ำนี้สามารถใช้ได้ทั้งกับเกษตรกรเป็นการให้น้ำกับกิ่งชำกล้าและกับการปลูกพืชในบริเวณบ้านพักอาศัย เช่น ตามระเบียงคอนโดมิเนียม ซึ่งบางครั้งการดูแลรักษาอาจทำได้ไม่สม่ำเสมอ การใช้งานระบบจะทำเพียงติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์ไว้ในตำแหน่งที่จะได้รับแสงเกือบตลอดวัน ต่อท่อน้ำประปาเข้ากับวาล์วเปิดปิดเพื่อต่อสายไปยังต้นไม้ทุกต้นที่ต้องการรดน้ำ

ระบบควบคุมจะสามารถปรับปริมาณการให้น้ำให้เหมาะสมแก่พืชแต่ละชนิดได้ โดยผู้ใช้ จากนั้นระบบจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ โดยจะรดน้ำครั้งแรกในตอนเช้าโดยเช็กจากแสงพระอาทิตย์ครั้งแรกที่ได้รับจากแผงรับแสงอาทิตย์และหลังจากนั้นอีก 8 ชั่วโมง จะรดอีกครั้งหนึ่ง

ผู้วิจัยบอกว่า งานชิ้นนี้นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรหรือเจ้าของต้นไม้สามารถรดน้ำได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังเป็นการสอนให้เด็กและเยาวชน รู้จักคิดประดิษฐ์สิ่งที่เป็นประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้เพื่อช่วยกันลดโลกร้อนและได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นอีกด้วย.

นาตยา คชินทร

Leave a comment »

สอศ.ชงเพิ่มเงินเรียนฟรีค่าอุปกรณ์

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
สอศ.เร่งทำรายละเอียด ขอเพิ่มเงินอุดหนุนโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของนักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษาสังกัด สอศ.ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยจะขอเพิ่มงบอุดหนุนในส่วนของค่าเครื่องมือ อุปกรณ์ประจำตัว…

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำลังทำรายละเอียด เพื่อขอเสนอเพิ่มเงินอุดหนุนในโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ.ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยจะขอเพิ่มงบอุดหนุนในส่วนของค่าเครื่องมือ อุปกรณ์ประจำตัว ซึ่งตนกำลังเร่งสำรวจค่าใช้จ่ายต่อคนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1-3 ว่าจะต้องขอเพิ่มงบอีกจำนวนเท่าไร ส่วนรายการอื่นที่ สอศ.เคยจัดสรรให้ อาทิ ค่าเครื่องแบบนักเรียนอาชีวะ ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน ก็ยังคงจัดสรรให้เหมือนเดิม ทั้งนี้ ในปัจจุบันนักเรียน นักศึกษา สอศ.ได้รับการจัดสรรเงินค่าอุปกรณ์การเรียนคนละ 460 บาท ต่อปีในสาขาช่างอุตสาหกรรม เกษตรกรรม คหกรรม พาณิชยกรรมการและศิลปกรรม โดยขอเพิ่มงบประมาณดังกล่าวนั้นเนื่องจากนักเรียน นักศึกษาสายอาชีวศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ประจำตัวเพื่อการเรียนการสอน เนื่องจากส่วนใหญ่จะเรียนภาคปฏิบัติ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การรับนักเรียน นักศึกษาของ สอศ.ในปี การศึกษา 2555 นั้นจะยึดนโยบายที่ว่าใครอยากเรียนสายอาชีวศึกษาต้องได้เรียนกันทุกคน ซึ่งการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนจะมีทั้งสอบวัด ความรู้ความสามารถและระบบโควตา นอกจากนี้ เมื่อเด็กเข้ามาเรียนแล้วจะผลักดันให้เรียนจนจบไม่ต้องออกกลางคัน อย่างไรก็ตาม สำหรับเป้าหมายของเด็กที่จะมาเรียนสายอาชีวศึกษานั้นในปีนี้คงไม่ตั้งยอดเอาไว้แต่จะเน้นให้ทุกสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเข้าเรียน อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองของเด็กอาชีวะบางคนยังต้องการให้ลูกได้เรียนต่อปริญญาตรี แต่มหาวิทยาลัยไม่ระบุเด็กที่เทียบเท่าเอาไว้ ดังนั้น ตนจะทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้เปิดโอกาสให้กับเด็กเหล่านี้.

Leave a comment »

กับดักไล่ยุง-แมลงร้ายจากตะไคร้หอม

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน 2554
บ้านไหนยุงชุม-แมลงบินว่อนสร้างความรำคาญใจ เกร็ดความรู้วันนี้ชวนทำ “กับดัก” แบบง่าย ๆ กำจัดเร็วทันใจด้วย “ตะไคร้หอม”

“ตะไคร้หอม” เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 1.2 เมตร แตกเป็นกอ เหง้าใต้ดินมีกลิ่นเฉพาะ ใบยาว และนิ่มกว่าตะไคร้แกง ปลายใบจึงห้อยลงปรกดินมาก ทั้งยังเนื้อแข็ง และกลิ่นฉุนกว่า กาบใบสีเขียวปนม่วงแดง ดอก-ช่อสีน้ำตาลแดง มีกลิ่นหอมบริเวณรอยต่อระหว่างใบ และกาบ

ในน้ำมันตะไคร้หอม (Citronella Oil) พบสารสำคัญคือ Citronella ซึ่งมีสรรพคุณไล่ยุง และแมลง เพียงใช้ตะไคร้หอมประมาณ 4-5 ต้น นำมาทุบ แล้ววางทิ้งไว้ในห้องมืด หรือ บริเวณมุมบ้านที่มียุงชุม และแมลงเยอะ เมื่อน้ำมันหอมระเหยส่งกลิ่นโชย ทั้งยุง และแมลงก็จะหนีไปหมด โดยกลิ่นพิฆาตนี้สามารถออกฤทธิ์นานเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Leave a comment »

แชมป์นวัตกรรม ‘นาวาฝ่าวิกฤติ’

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2554
ในยามที่คนไทยกว่าครึ่งประเทศต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมครั้งร้ายแรง และต้องทนกับการดำรงชีวิตในสภาพน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน ’ยานพาหนะ“ สำหรับการเดินทางในสภาวะเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดแคลน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติการช่วยเหลือ รวมถึงประชาชนที่ต้องทนอยู่กับน้ำ

และนี่ก็คือที่มาของการริเริ่มจัดการประกวดสิ่งประดิษฐ์ “นาวาฝ่าวิกฤติ” ที่ระดมสมองนวัตกรรุ่นใหม่อย่างเร่งด่วน ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ล่าสุดเมื่อ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ที่สระน้ำกลางสวนลุมพินี โชว์การต่อยานพาหนะ พร้อมทดสอบความสามารถในการใช้งานจริงรวม 57 ไอเดีย จากกว่า 100 โครงการที่เสนอเข้ามา

มีทั้งนิสิต นักศึกษา รวมถึงนักประดิษฐ์อิสระ ที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวย การ สวทช. เปิดเผยว่า การประกวดนวัตกรรมดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้เกิดการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในยามที่ประเทศเกิดภัยพิบัติอย่างร้ายแรง เป็นขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนได้ริเริ่มคิดค้นวิธีที่จะต่อสู้และอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติในภาวะวิกฤติได้

โดยโจทย์ของการแข่งขันคือการช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางสัญจรทางน้ำได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือใกล้ตัวที่เหลือใช้หาได้ง่าย ซึ่งสิ่งประดิษฐ์จะต้องสามารถเคลื่อนย้ายและรับน้ำหนักได้ถึง 160 กิโลกรัม ในพื้นที่น้ำท่วมโดยสะดวกและปลอดภัย

ทั้งนี้ทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นของผู้ประดิษฐ์ แต่ผลงานจะต้องเปิดเผยและเผยแพร่ให้เป็นสมบัติสาธารณะและอนุญาตให้คนไทยใช้งานได้ทั่วไปและสามารถนำไปผลิตเพื่อใช้งานจริงได้

จากการแข่งขัน ซึ่งพิจารณาตั้งแต่วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ต้องหาง่าย ถอดประกอบได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด มีคุณสมบัติพื้นฐานในการใช้งาน ไม่ใช้ไฟฟ้า รวมถึงมีความเร็วในการเคลื่อนที่

ผลปรากฏว่า สิ่งประดิษฐ์ที่ชนะเลิศประเภทความเร็วสูงและแรงกระเพื่อมน้อยคือ “ โครงการพัฒนายานพาหนะสัญจรทางน้ำจากวัสดุอุปกรณ์ใกล้ตัวและหาง่ายเพื่อบรรเทาวิกฤติอุทกภัย” ของทีมรวมนักศึกษาจาก 2 สถาบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้ประดิษฐ์ยานพาหนะเพื่อสัญจรทางน้ำโดยคำนึงถึงวัสดุอุปกรณ์ วิธีการสร้างและประกอบเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของผู้ใช้

ยานพาหนะนี้ถูกดัดแปลงจากจักรยานเป็นเรือปั่น สามารถใช้งานได้ในน้ำตื้น มีความเร็วสูงและสร้างแรงกระเพื่อมน้อย ปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้ และผู้คนที่แวดล้อม สะดวกต่อการเคลื่อนที่ทั้งทางบกและทางน้ำ และสามารถถอดประกอบโดยง่ายและใช้เวลาน้อย โดยออกแบบเป็นชุดรองรับ ประกอบกับจักรยานได้โดยที่ไม่ต้องดัดแปลงจักรยาน จึงเป็นการสะดวกสำหรับผู้ใช้ ที่จะใช้สัญจรในเส้นทางที่มีทั้งพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังและพื้นที่ที่แห้ง สำหรับสิ่งประดิษฐ์ที่คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ คือ โครงการ ทูอินวันโบ้ท ของทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งพัฒนานวัตกรรมนี้ขึ้นด้วยแนวคิดในการทำยานพาหนะในการรับส่งผู้คนหรือการเข้าไปในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยใช้วัสดุที่สามารถหาได้ง่ายในพื้นที่ ใช้เวลาในการจัดสร้างไม่นาน ใช้งบประมาณไม่มาก ใช้งานง่าย และสามารถสร้างได้โดยชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้ยังสะดวกในการใช้งาน มีความเร็วและความปลอดภัยในการขนส่ง มีน้ำหนักเบาเคลื่อนย้ายสะดวก

นวัตกรรมดังกล่าวประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนขับเคลื่อน และส่วนบังคับเลี้ยว โดยส่วนขับเคลื่อนจะได้รับกำลังมาจากต้นกำลังคือรถจักรยาน จากนั้นจะผ่านชุดเกียร์เพื่อส่งกำลังไปยังใบพัดที่ท้ายเรือ ส่วนบังคับเลี้ยวจะบังคับเลี้ยวโดยการหมุนหัวรถ จากนั้น จะถูกถ่ายทอดไปยังพื้น (พื้นล้อหน้าหมุน) และส่งไปบังคับหางเสือที่ท้ายเรือ

งบประมาณในการดำเนินงาน 3,000-4,000 บาท ถ้าผลิตในปริมาณมากต้นทุนจะต่ำลง ยังมีอีกหลายไอเดียที่น่าสนใจ ให้ผู้ประสบภัยที่มีวัสดุใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์ใช้งาน หากไม่ทันอุทกภัยครั้งนี้ จะได้มีเวลาเตรียมกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

…เพราะคงไม่มีใครกล้ารับประกันอีกแล้วว่า ปีหน้าน้องน้ำจะไม่มาเยือน!!!.

นาตยา คชินทร
nattayap@daliynews.co.th

Leave a comment »