Archive for กรกฎาคม, 2011

ส่งเสริมการออมในโรงเรียน

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม 2554
นายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงการมอบเงินรางวัลพร้อมเกียรติบัตร การประกวดการบันทึกรายงานการประชุม และบันทึกบัญชีสหกรณ์นักเรียนตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปีที่ 3 ประจำปี 2554 ว่า เป็นการมอบเกียรติบัตรสหกรณ์ดีเด่น ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ และรางวัลส่งเสริมการออมในระบบสหกรณ์ ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่ก้าวหน้ามาด้วยดี

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัดทำโครงการส่งเสริมเด็กและเยาวชน ใน 3 ด้านประกอบด้วย ด้านความคิด ด้านกำลังแรง และด้านกำลังทรัพย์และด้านการออม ซึ่งเป็นพื้นฐานในความรู้ด้านการบริหารการใช้จ่าย ซึ่งจะไม่เดือดร้อนในเรื่องด้านการเงินในอนาคต และได้สนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการปลูกฝังแนวคิดหลักการสหกรณ์ให้แก่เด็ก ให้แพร่หลายไปยังเด็กนักเรียนในโรงเรียน ตำรวจตระเวนชายแดน กรมตำรวจ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังโรงเรียนรวมทั้งสิ้น 407 แห่ง ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม (ปอเนาะ) โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนในสังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น

“สำหรับโครงการประกวดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2554 ในการบริหารจัดการสหกรณ์ในโรงเรียน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดอินทราวาส, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่โรงเรียนวัดสิตาราม, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ และรางวัลชมเชย โรงเรียนหมู่บ้านเกาะโพธิ์และโรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์ และเกียรติบัตรสหกรณ์ดีเด่นระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำกัด และรางวัลโครงการส่งเสริมการออมในระบบสหกรณ์ ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมทางหลวง จำกัด” นายจิตรกร สามประดิษฐ์ กล่าว

Leave a comment »

ชินภัทรโอดถูกบีบดึงชุมชนอุ้มรร.เล็ก

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม 2554
ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้พิจารณาความคืบหน้าการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากที่ผ่านมา สพฐ. มีนโยบายที่จะยุบ เลิก โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4,000 กว่าแห่ง แต่ได้มีเสียงคัดค้านจากสภาการศึกษาทางเลือก ไม่ให้ สพฐ.ยุบ เลิก โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งจากการประชุมร่วมกัน สภาการศึกษาทางเลือก ได้เสนอว่าโรงเรียนขนาดเล็ก มีประโยชน์ และมีความจำเป็น ในมิติทางด้านสังคม เพราะจะช่วยทำให้ชุมชน หมู่บ้าน โดยเฉพาะในชนบทมีความอบอุ่น ใกล้ชิดระหว่างบ้านกับโรงเรียน ทำให้เด็กไม่ต้องเดินทางไกล และช่วยให้ซึมซับวัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนชุมชนช่วยดูแลสอดส่องความประพฤติของเด็กด้วย

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น สพฐ. จึงได้ตกลงกับสภาการศึกษาทางเลือกให้ไปยกร่างแนวทางเพื่อหาทางออกร่วมกัน ใน 2 ประเด็น คือ 1. แนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยเฉพาะงบประมาณ และบุคลากร ซึ่งสพฐ. มีข้อจำกัดอยู่ เนื่องจากไม่สามารถจัดบุคลากรได้ตามจำนวนชั้นเรียนที่เปิดสอน เพราะมีจำนวนนักเรียนไม่มากพอ จึงขอให้สภาการศึกษาทางเลือกเสนอแนวทางการบริหารอย่างมีส่วนร่วม เพื่อที่จะให้โรงเรียนสามารถเดินหน้าจัดการเรียนการสอนต่อไปได้ และ 2. ทำอย่างไรที่จะให้ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เข้ามาช่วยดูแลด้านคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งขณะนี้ สพฐ. กำลังรอข้อเสนอจากสภาการศึกษาทางเลือก เพื่อหาข้อสรุปต่อไป

“คงต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการร่วมกัน ถ้าไม่ต้องการให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ เพราะตอนนี้ สพฐ. ถูกบีบจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เรื่องไม่ให้คนเพิ่ม และจะได้น้อยลงเรื่อย ๆ ตามการเกษียณอายุข้าราชการ โดยเราถูกขู่มาว่า ถ้าไม่จัดการกับโรงเรียนขนาดเล็ก ต่อไปอัตราคนของ สพฐ. ก็จะไม่ได้คืน ผมขอยืนยันว่า สพฐ. อยู่ตรงกลาง เพราะด้านหนึ่งก็ถูกบีบไม่ให้ยุบ ฉะนั้นเราต้องดูว่าอะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดด้วย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.

Leave a comment »

กลุ่มร.ร.วิทย์เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกม.4/1-31 ส.ค.นี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันจันทร์ที่25 กรกฎาคม 2554
ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์,จุฬาภรณราชวิทยาลัยและโครงการ วมว.เปิดรับสมัครเข้าเรียนต่อม.4 ปีการศึกษา 55 วันที่ 1-31 ส.ค.นี้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.mwit.ac.th โดยร.ร.มหิดลฯ รับหน้าที่จัดสอบคัดเลือกรอบแรก 500 คน ส่วนรอบสองแต่ละหน่วยงานจะจัดสอบคัดเลือกเอง “ยุพดี”เผยนร.สามารถเลือกสมัครสอบร.ร.มหิดลฯ หรือจุฬาภรณฯเพียงแห่งเดียวหรือทั้งสองแห่งก็ได้ ยกเว้นโครงการ วมว.ต้องเลือกเฉพาะ 7 แห่ง ที่ร่วมโครงการเท่านั้นโดยทุกแห่งเรียนฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่ “ชินภัทร” ย้ำหากสมัครเรียนจุฬาภรณฯ ขอ นร.ตรวจสอบพื้นที่บริการด้วย พร้อมเผยการรับสมัครนร. ม.1 ของจุฬาภรณฯจะแบ่งรับทั้งในพื้นที่บริการและกลุ่มร.ร.ดีประจำตำบล ร.ร.ตชด. เป็นต้น

วันนี้ (25 ก.ค.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางยุวดี นาคะผดุงรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมด้วย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และนายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมแถลงข่าวการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย และโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (โครงการ วมว.) โดย นางยุวดี กล่าวว่า โรงเรียนมหิดลฯจะเป็นสื่อกลางในการรับสมัครเพื่อคัดเลือกนักเรียนซึ่งจบชั้น ม.3 ที่มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เข้าเรียนต่อในชั้น ม.4 ในปีการศึกษา 2555 ของโรงเรียนมหิดลฯ โรงเรียนจุฬาภรณฯ และโครงการ วมว. ซึ่งจะเปิดรับสมัครระบบออนไลน์ผ่านทาง http://www.mwit.ac.th ตั้งแต่วันที่ 1-31 ส.ค. 2554 ทั้ง นี้ ผู้สมัครสามารถเลือกสมัครสอบคัดเลือกที่โรงเรียนมหิดลฯเพียงแห่งเดียว หรือเลือกโรงเรียนจุฬาภรณฯเพียงแห่งเดียว หรือเลือกสมัครทั้ง 2 แห่งก็ได้ ยกเว้นในโครงการ วมว. ที่กำหนดให้ผู้สมัครจะต้องเลือกโรงเรียน 7 แห่งที่ร่วมโครงการเท่านั้นสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน หรือโรงเรียนที่ศึกษาอยู่

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร จะต้องเป็นผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นม.3 หรือเทียบเท่าในปีการศึกษา 2554 มีผลการเรียนดังนี้ ระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมทุกรายวิชาในชั้น ม.1 และ ม.2 ไม่ต่ำกว่า 3.00 ระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานในชั้น ม.1 และ ม.2 ไม่ต่ำกว่า 3.00 ระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานในชั้น ม.1 และ ม.2 ไม่ต่ำกว่า 3.00 มีสัญชาติไทยและมีเลขประจำตัวประชาชน ไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการเข้าพักในหอพักของโรงเรียน มีความขยันหมั่นเพียร มีความประพฤติดี มีบุคลิกภาพเหมาะสม มีความตั้งใจที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนมหิดลฯ โรงเรียนจุฬาภรณฯ และโครงการ วมว. และสามารถพักอยู่ในโรงเรียนลักษณะโรงเรียนประจำ และยินดีปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียนในปัจจุบันหรือที่จะได้มีการกำหนดใน อนาคต
นางยุพดี กล่าวต่อว่า ส่วนการสอบคัดเลือกนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ รอบแรก จะสอบวันที่ 12 พ.ย. 2554 สอบวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ประกาศผลวันที่ 13 ธ.ค. 2554 ซึ่งรอบแรกนี้โรงเรียนมหิดลฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียน 500 คนในภาพรวม โดยกำหนดให้มีสนามสอบจำนวน 83 สนามทั่วประเทศ ส่วน รอบสอง เฉพาะของโรงเรียนมหิดลฯ จัดสอบวันที่ 7-8 ม.ค. 2555 ประกาศผลวันที่ 14 ก.พ. 2555 โดยจะรับนักเรียนจำนวน 240 คนใน 10 ห้องเรียน อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบรอบสองของโรงเรียนจุฬาภรณฯ และโครงการ วมว.จะเป็นผู้กำหนดการสอบและคัดเลือกเอง

“ผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนต่อทั้งโรงเรียนมหิดลฯ โรงเรียนจุฬาภรณฯ และโครงการ วมว.นั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และยังได้รับการสนับสนุนค่าอาหารและค่าที่พักในหอพักของโรงเรียนด้วย ดังนั้น ขอฝากผู้ปกครองและนักเรียนด้วยว่าหากจะสมัครเรียนต่อนั้นขอให้เป็นความ ตั้งใจ ความสนใจและรักที่จะเรียนต่อทางด้านวิทยาศาสตร์จริงจัง มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ รับการปลูกฝังจิตวิญญาณความเป็นนักประดิษฐ์ นักวิจัย นัดคิดค้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งจะเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อ ประเทศชาติ”นางยุพดี กล่าว

ด้าน นายชินภัทร กล่าวว่า สำหรับโรงเรียนจุฬาภรณฯ ทั้ง 12 แห่งนั้นจะรับนักเรียนชั้นม.4 แห่งละ 96-144 คน โดยในการสอบคัดเลือกรอบสอง จะสอบวันที่ 24-25 ธ.ค.2554 ประกาศผลวันที่ 4 ก.พ. 2555 ทั้งนี้ ขอให้ผู้สมัครสอบตรวจสอบด้วยว่าจังหวัดของตนอยู่ในเขตพื้นที่บริการของ โรงเรียนจุฬาภรณฯ แห่งใดแล้วสมัครสอบของโรงเรียนนั้น ๆ นอกจากนี้ สพฐ.ได้กำหนดรับสมัครของนักเรียนระดับชั้นม.1 ระหว่างวันที่ 1-15 ก.ย. 2554 รับแห่งละ 96 คน โดยจะแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ไม่น้อยกว่า 64 คนจะมาจากโรงเรียนทุกสังกัดในพื้นที่บริการ และกลุ่มที่ 2 ไม่เกิน 32 คน จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เรียนโรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เป็นต้น โดยสอบคัดเลือกรอบแรกวันที่ 19 พ.ย. 2554 ประกาศผลสอบวันที่ 29 ธ.ค. 2554 รอบสองวันที่ 21-22 ม.ค. 2555 ประกาศผลสอบวันที่ 4 ก.พ. 2555 โดย ขอรับใบสมัครและสมัครได้ที่โรงเรียนที่เรียนอยู่ หรือโรงเรียนจุฬาภรณฯที่ประสงค์จะเข้าเรียน หรือส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติของนักเรียนจะต้องกำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าในปีการศึกษา 2554 ระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมรวมทุกรายนวิชาในชั้นป.4 และป.5 ไม่ต่ำกว่า 3.50 คะแนนเฉลี่ยสะสมรายวิชา คณิตศาสตร์ ในชั้นป.4 และป.5 ไม่ต่ำกว่า 3.50 คะแนนเฉลี่ยสะสมรายวิชาวิทยาศาสตร์ ในชั้นป.4 และป.5 ไม่ต่ำกว่า 3.50

ขณะที่ นายพรชัย กล่าวว่า โครงการ วมว.มีโรงเรียนร่วมโครงการ 7 แห่งรับนักเรียน แห่งละ 30 คนรวมทั้งหมด 210 คน ได้แก่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่,โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์,โรงเรียนดรุณสิกขาลัย,โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) โดยกำหนดให้นักเรียนเลือกสมัครสอบเข้าเรียนต่อได้เพียงแห่งเดียว โดยไม่จำกัดพื้นที่รับสมัครและนักเรียนไม่สามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนชั้นม.4 ของโรงเรียนมหิดลฯ ได้ โดยกำหนดวันสอบคัดเลือกรอบสอง วันที่ 7-8 ม.ค.2555

Leave a comment »

แผน 5 ปีดูแลการเรียนรู้เด็กด้อยโอกาส

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม 2554
ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์การศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับเด็กด้อยโอกาสระยะ 5 ปี (พ.ศ.2555-2559) ว่า ปัจจุบันยังมีกลุ่มเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ แม้ว่าจะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนมูลนิธิต่าง ๆ ได้จัดบริการในรูปแบบที่หลากหลาย แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงเด็กด้อยโอกาส ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีแผนดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลอย่างจริงจัง โดยขณะนี้คณะทำงานได้ยกร่างและจัดทำประชาพิจารณ์แผนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีการปรับคำนิยาม โดยเน้นโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กตกหล่นที่ยังไม่ได้เข้าระบบ เด็กที่หลุดออกจากระบบ และเด็กที่มีแนวโน้มจะออกจากระบบ

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า ในแผนดังกล่าวมีเป้าหมายให้เด็กด้อยโอกาสทุกคน ได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาภายในปี 2559 ซึ่งจะมียุทธศาสตร์ต่างๆ อาทิ เร่งจัดระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และคลังข้อมูลของเด็กด้อยโอกาส จัดบริการการศึกษาที่เสมอภาคและทั่วถึง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีรูปแบบที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับอัตลักษณ์ของเด็กแต่ละคน และมีมาตรฐานคุณภาพเท่าเทียมกับการศึกษาของเด็กทั่วไป สร้างระบบเฝ้าระวังและป้องกันปัญหา เพื่อไม่ให้เด็กต้องออกจากการศึกษากลางคัน หรือตกอยู่ในสภาวะยากลำบากจนไม่สามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้ตามปกติ ปรับปรุงระเบียบ กฎหมาย และแนวปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของเด็ก สร้างสำนึกและอุดมการณ์ของคนทำงานกับเด็กด้อยโอกาส โดยมีการทบทวนเรื่องค่าตอบแทน เพื่อเป็นแรงจูงใจ และสร้างขวัญกำลังใจ เป็นต้น

ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้จะมีการเสนอให้ประกาศระเบียบวาระว่าด้วย การสร้างสังคมการเรียนรู้สำหรับผู้ด้อยโอกาสในสังคม เพื่อสร้างกระแสสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กด้อยโอกาส และสร้างกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมเชิงบูรณาการ ภายใต้สัญญาประชาคมประกันสิทธิและโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ตนจะนำร่างดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม กพฐ.เพื่อพิจารณา และนำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต่อไป.

Leave a comment »

Amazon ปูทางนักเรียนเช่าตำราบน Kindle

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554
นักเรียนยุคดิจิตอลไม่ต้องเสียเงินซื้อตำราเรียนให้เปลืองสตางค์แล้ว เพราะวันนี้อเมซอน (Amazon) เปิดตัวบริการเช่าตำราเรียนหรือ textbook สำหรับทั้งผู้ที่มีและไม่มีเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ “คินเดิล (Kindle)” ให้นักเรียนนักศึกษาสามารถเช่าตำรามาอ่านชั่วคราวในเวลาต่ำสุด 30 วัน แถมสามารถขีดเขียนลงในตำราได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน ซึ่งนักเรียนสามารถ”เช่าใหม่อีกครั้ง”เพื่อย้อนกลับมาอ่านโน้ตที่เคยเขียนไว้แม้จะหมดเวลาเช่าตำราไปแล้วก็ตาม

อเมซอนอธิบายว่าบันทึกที่นักเรียนเขียนไว้บนตำราเรียนซึ่งเช่ามาจากบริการ Kindle Textbook Rental จะถูกจัดเก็บแยกไว้บนบริการคลาวด์คอมพิวติงของอเมซอน โดยสามารถเชื่อมต่ออัตโนมัติหากมีการเช่าตำราเล่มเดิมซ้ำอีกครั้ง เช่นเดียวกับตำแหน่งที่นักเรียนเคยเน้นสีหรือไฮไลท์ไว้ ก็จะปรากฏในจุดเดิม ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของบริการ Kindle Textbook Rental

จุดนี้ยังไม่มีข้อมูลว่านักเรียนจะสามารถโน้ตหรือไฮไลท์ได้สูงสุดเท่าใด แต่ทั้งอเมซอนและสำนักพิมพ์ต่างยืนยันว่าบริษัทมีนโยบายสนับสนุนมุมมองของนักเรียนว่าสนใจเนื้อหาส่วนใดของตำราอย่างเต็มที่ แม้จะหมดเวลาเช่าลงไปแล้วก็ตาม

ขณะนี้ สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมบริการเช่าตำราเรียนกับอเมซอนนั้นได้แก่ John Wiley & Sons, Elsevier, Taylor & Francis และ Oxford University Press คาดว่าจะช่วยให้นักเรียนสามารถประหยัดค่าซื้อหนังสือเรียนได้มากกว่า 50% หากเลือกเช่าตำราเรียนในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) จากร้าน Kindle Store
ด้วยบริการ Kindle Textbook Rental นักเรียนจะสามารถเลือกเช่าเป็นระยะเวลาได้ตามต้องการ ต่ำสุดคือ 30 วันหรือจะเช่านานเป็นปี โดยสามารถขยายระยะเวลาการเช่าภายหลังได้ ขณะนี้มีรายการหนังสือเรียนให้เช่านับหมื่นเรื่อง ซึ่งนักศึกษาที่ไม่มีเครื่อง Kindle ก็สามารถอ่านจากคอมพิวเตอร์ทั้งพีซี, แมคอินทอช, ไอแพด, ไอพ็อดทัช, ไอโฟน, แบล็กเบอรี, โทรศัพท์มือถือวินโดวส์โฟน และแอนดรอยด์ ผ่านแอปพลิเคชัน Kindle

สนนราคาค่าเช่าตำราของ Kindle Textbook Rental นั้นจะต่ำกว่าราคาเล่มหนังสือจริงมากกว่า 50% เช่น ตำราวิชาบัญชีที่มีราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ 109 เหรียญ นักศึกษาสามารถเช่ากับอเมซอนได้ในราคา 38 เหรียญ (ระยะเวลาเช่า 1 เดือน) ซึ่งแต่ละเล่มจะถูกกำหนดราคาต่างกันไปตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเช่าตำราเรียนอาจจะเป็นผลเสียต่อกระบวนการเรียนรู้และจดจำของนักเรียน เนื่องจากของนักเรียนส่วนใหญ่มักจะเปิดหาเนื้อความจากความจำว่า เคยอ่านข้อความนี้จากส่วนใดของเล่ม (ช่วงหน้าแรก กลาง หรือท้ายเล่ม) หรือจากส่วนใดของหน้า ซึ่งการอ่านจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะทำให้นักเรียนไม่สามารถสัมผัสความหนา-บางของเล่มได้ การเรียกดูเนื้อหาบนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จึงทำได้ยากกว่า

ยังไม่มีรายงานการเปิดให้เช่าตำราเรียนภาษาไทยในขณะนี้

Leave a comment »

นร.ไทยกวาด 8 ทอง แข่งคณิตศาสตร์โลก ฟิสิกส์โอลิมปิกคว้า 3

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2554
เด็กไทยเจ๋งคว้า 3 ทอง ฟิสิกส์โอลิมปิก แถมสร้างสถิติ ทำคะแนนสูงสุดเป็นที่ 2 ของโลก เป็นรองแค่ไต้หวัน ด้านคณบดีคณะวิทย์ฟุ้งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดของไทย ขณะที่เจ้าหนูระดับประถมไม่แพ้รุ่นพี่กวาด 8 เหรียญทองคณิตศาสตร์โลก ซิวแชมป์คะแนน
รวมสูงสุด

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 17 ก.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือมูลนิธิ สอวน. เสด็จพระราชดำเนินยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงเป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 10-18 ก.ค. 2554

ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานรางวัลให้แก่ผู้ชนะ และมีพระราชดำรัสปิดการแข่งขันตอนหนึ่งว่า “ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้แข่งขันจากประเทศต่าง ๆ คงได้เจอทั้งทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ถึงแม้ข้อสอบจะเป็นอุปสรรค แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ อยากที่จะก้าวผ่านอุปสรรคไปให้ได้ โดยอุปสรรคนั้นจะเป็นกลไกสำคัญ ที่จะทำให้โลกเกิดการพัฒนา ซึ่งผลลัพธ์จากการแข่งขันในครั้งนี้ถือว่า ผู้แข่งขันทุกคนเป็นผู้ชนะ เพราะการที่จะได้มาแข่งขันในเวทีแห่งนี้ ต้องถือว่าเป็นคนที่เก่งในโลกฟิสิกส์ และถือเป็นตัวแทนของนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต อีกทั้งในการมาแข่งขันที่ประเทศไทยแห่งนี้ จะทำให้ผู้แข่งขันได้ประสบการณ์ และได้พบปะกับเพื่อน ที่อาจจะได้ร่วมกันทำงานในอนาคต ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีกับผู้ประสบความสำเร็จ ขอให้เดินทางไปสู่อนาคตที่สดใส ขอให้วงการฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์เกิดการพัฒนา เพราะโลกอนาคตกำลังรอนักฟิสิกส์รุ่นใหม่อยู่”

ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มีประเทศเข้าแข่งขันทั้งหมด 84 ประเทศ มีผู้ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 200 คน โดยประเทศที่ทำคะแนนได้สูงสุดอันดับ 1 ได้แก่ ไต้หวัน ทำได้ 48.60 คะแนนจากคะแนน 50 คะแนน ส่วนอันดับ 2 ตกเป็นของประเทศไทย ทำคะแนนได้ 48.24 คะแนน ซึ่งรายการนี้ตัวแทนของไทยสามารถคว้ามาได้ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง

โดยนายธิปก รักอำนวยกิจ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน ได้รับรางวัลเหรียญทอง และสามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากตัวแทนประเทศไต้หวัน ขณะที่นายกำพล อัครวราวงศ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ นายภคพล ศุภนิรัติศัย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้รับเหรียญทองเช่นเดียวกัน ด้านนายพงศภัค สวัสดิรักษ์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา คว้าเหรียญเงิน และนายจิรัฏฐ์ จิระวิชิตชัย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สามารถคว้าเหรียญทองแดง

“ผลการแข่งขันครั้งนี้นับเป็นผลงานที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งของเยาวชนตัวแทนประเทศไทย ที่นักเรียนสามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับที่ 2 ของโลก จึงถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ เพราะเคยมีตัวแทนประเทศไทยทำคะแนนสูงสุดได้อันดับที่ 5 ของการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่สนใจศึกษาข้อสอบที่ใช้ในการแข่งขันพร้อมเฉลย สามารถเข้าดูได้ที่ http://www.IPhO2011.org” คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ กล่าว

สำหรับนายธิปก ซึ่งได้คะแนนอันดับ 2 ของโลก กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ทำคะแนนได้อันดับ 2 ของโลก เพราะถือว่า ได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว และต้องอาศัยความแม่นยำในการตอบคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุด ทั้งนี้ ตนคิดว่าข้อสอบถือว่า ไม่ง่าย ไม่ยาก อาจจะเป็นเพราะคุ้นเคยกับแนวข้อสอบในช่วงเก็บตัว และคิดว่า ตนได้พยายามใช้ความรู้ที่มีตอบคำถามให้ดีที่สุด

วันเดียวกัน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้คัดเลือกและส่งนักเรียนระดับประถมศึกษาของไทยเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โลก 2011 ซึ่งมีคู่แข่งรวม 15 ประเทศ ระหว่างวันที่ 11-18 ก.ค. 2554 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 2 ทีม รวม 8 คน

ผลปรากฏว่านักเรียนไทยทั้งหมดสามารถกวาดมาได้ 12 รางวัล รวม 24 เหรียญ ประกอบด้วย ประเภทบุคคล รางวัลเหรียญทอง 4 รางวัล ได้แก่ ด.ช.วรัชญ์ วีระนนท์ชัย โรงเรียนสยามสามไตร กรุงเทพมหานคร ด.ช. อธิคม วาณิชย์กุล โรงเรียนเด็กสากลนิมิตใหม่กรุงเทพมหานคร ด.ญ.ขันเงิน สุริยบุตร โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จ.นครราชสีมา และ ด.ช.ชิษณุพงศ์ จงมีพรชัย โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม กรุงเทพมหานคร เหรียญเงิน 3 รางวัล ได้แก่ ด.ญ.วรัญญา มหาวนากูล โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี ด.ช.กันตพงศ์ โคตรชุม โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น และ ด.ช.ธนภัทร ประกายรุ้งทอง โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร เหรียญทองแดง 1 รางวัล ได้แก่ ด.ช.สุวิจักขณ์ มงคลากร โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

สำหรับรางวัลประเภททีม ปรากฏว่า ทีมบี สามารถคว้าแชมป์ หลังชนะเลิศประเภทคะแนนรวมสูงสุด รางวัลเหรียญทอง 4 เหรียญ ได้แก่ ด.ช.กันตพงศ์ โคตรชุม ด.ญ.ขันเงิน สุริยบุตร ด.ช.ชิษณุพงศ์ จงมีพรชัย และ ด.ช.ธนภัทร ประกายรุ้งทอง ส่วนทีมเอ คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง เหรียญเงิน 4 เหรียญ ได้แก่ ด.ช.วรัชญ์ วีระนนท์ชัย ด.ญ.วรัญญา มหาวนากูล ด.ช.สุวิจักขณ์ มงคลากร และ ด.ช.อธิคม วาณิชย์กุล

ขณะที่รางวัลประเภทกลุ่มบุคคล ซึ่งมีคะแนนรวม 3 ใน 4 สูงสุดของทีม ปรากฏว่า ทีมบี สามารถคว้า 4 เหรียญทองแดง ส่วนทีมเอ คว้ารางวัลชมเชย 4 เหรียญ นอกจากนี้ยังมีทีมอิสระจากโรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม สามารถคว้า 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และ 4 รางวัลชมเชยกลับมาได้ด้วย.

Leave a comment »

“ โ พ ธิ วิ ช ช า ลั ย ” วิทยาลัยแห่งความพอเพียง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กรกฎาคม 2554
ท่ามกลางกระแสโลกยุคโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้การพัฒนาด้านเทคโนโลยี ก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในระหว่างนั้น ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะวิกฤต อาทิ การเกิดปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ได้รับผลกระทบด้านการเงินไปด้วย และในระหว่างนั้นเอง ที่บังเกิดแสงสว่างฉายฉานลงมาส่องทางให้แก่ชาวไทยทุกคน นั่นคือหลักปรัชญาพระราชทาน “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมาให้น้อมนำยึดถือเป็นแนวทางดำเนินชีวิตให้พ้นวิกฤตคณนาไปได้

และจากแนวทางอันล้ำค่านี่เอง ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย ได้น้อมนำมาปรับใช้เป็นหลักสูตร เพื่อผลิตบุคลากรที่รู้คุณค่าดุลยภาพชีวิต โดยเน้นการสร้างภูมิธรรมแก่ผู้เรียน สร้างบัณฑิตที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ จากการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่า

รศ.อำนาจ เย็นสบาย ผู้ดูแลโครงการวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้รายละเอียดเบื้องต้นของโครงการสร้างวิทยาลัยแห่งความพอเพียงนี้ว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เห็นคุณค่าและความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของแนวคิดและปรัชญาอื่นที่นำไปสู่การพัฒนาแบบ จึงขยายผลของหลักคิดดังกล่าวไปสู่การสร้างกระบวนการความร่วมมือ แบบภาคีเครือข่าย เพื่อจัดตั้งวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ขึ้นในพื้นที่ภูมิรัฐศาสตร์ 4 จังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ โพธิวิชชาลัย มศว สระแก้ว ติดกับราชอาณาจักรกัมพูชา ดำเนินการปีการศึกษา 2552 ,โพธิวิชชาลัย มศว ตาก ติดกับประเทศพม่า ดำเนินการปีการศึกษา 2554,โพธิวิชชาลัย มศว สตูล ติดกับมาเลเซีย อยู่ในช่วงของการประสานงาน และโพธิวิชชาลัย มศว น่าน – อุตรดิตถ์ ติดกับลาว อยู่ในช่วงของการประสานงาน

“หลักสูตรที่จัดทำขึ้นนี้ จะไม่เหมือนกันในแต่ละจังหวัด เพราะเราปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับข้อเด่นและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ เป็นการทำงานเชิงรุกที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่พื้นที่ ต่อยอดจากข้อดีที่มีอยู่แล้ว ในขณะที่จุดด้อยเราก็เข้าไปช่วยแก้ไปพร้อมๆ กัน อย่างที่สตูลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี่ เราก็ไม่กล้าพูดว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จะช่วยลดปัญหาไฟใต้ แต่สิ่งที่เราจะทำก็คือ เราทำให้คนในพื้นที่รู้ว่า เรามาให้ความรู้แก่ลูกหลานของเขา ที่เป็นคนไทยด้วยกัน เราไม่ได้ทอดทิ้งเขา เราเอาโอกาสไปให้คนรุ่นลูกเขา ให้เข้มแข็งเพื่อจะดูแลพื้นที่บ้านเราได้ จัดการทรัพยากรในพื้นที่บ้านเขาให้เกิดประโยชน์ได้ สร้างสังคมที่สงบสุขและพอเพียงได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำนี่กำลังช่วยได้เหมือนกัน”

รศ.อำนาจอธิบายต่อว่า ด้วยเหตุที่โพธิวิชชาลัยเป็นสถาบันต้นแบบ และหลักสูตรที่สอนก็เป็นหลักสูตรต้นแบบ ทำให้ในการหาคณาจารย์มาสอนในระยะแรกๆ ค่อนข้างขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ภายหลังก็ลงตัวด้วยการ นำอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ การจัดการพลังงาน เกษตร ประมง มาบูรณาการการสอน ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญในภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละท้องถิ่นในฐานะอาจารย์พิเศษ

“การเรียนการสอนที่นี่ไม่ทิ้งด้านวิชาการ ยังคงเรียนวิชาการที่จำเป็น แต่จะเรียนแบบปฏิบัติในด้านของภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำนา การทำการเกษตร ประมง การจัดการทรัพยากรป่าชายเลน เราเชิญปราชญ์ท้องถิ่นมาช่วยสอน เราขอความร่วมมือไปกับทางอ่างเก็บน้ำ กับเขื่อน กับโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เพื่อเข้าไปศึกษาจริงในสถานที่จริง โดยการเรียนแบบนี้จะเรียกวิชาละ1เดือนติดต่อกัน ไม่มีแบบทั่วไปที่วิชาละ 1-2ชั่วโมง เพื่อความต่อเนื่องของการเรียน”

“จุกกู๋” – สายชล เดชงาม นิสิตชั้นปีที่3 สาขาการจัดการภูมิสังคม สถาบันโพธิวิชาลัย มศว สระแก้ว กล่าวว่าเป็นคนจังหวัดสระแก้วโดยกำเนิด ที่เลือกมาเรียนที่นี่เพราะด้วยเหตุผลหลักที่ได้รับทุนและใกล้บ้าน แต่ที่สำคัญที่สุดคือได้เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสังคมและชุมชน

“ที่เลือกเรียนสาขานี้ เพราะผมคิดว่าแถวสังคมชนบทที่ผมอยู่มันยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาการพัฒนามันเข้าไม่ถึง พอมาเรียนสาขานี้ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ การพัฒนาชุมชน ได้เอาแนวคิดต่างๆที่เราได้เรียนไปปรับใช้ในชุมชนเรา ซึ่งอาจารย์ก็จะเน้นสอนเกี่ยวกับแนวคิดปรัชญาพอเพียงเป็นหลัก ถามว่าในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันอาจจะเลือกเรียนที่อื่น อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยดังๆ แต่เราเลือกมาเรียนที่นี่ ผมคิดว่าการเรียนการสอนแตกต่างกันแน่นอนครับ ข้อดีข้อเด่นของโพธิวิชชาลัยคือเวลาเรียนเราได้ลงพื้นที่จริง มันได้สัมผัสชุมชน ดูวิถีชีวิตจากชุมชนจริงๆ แต่เป้าหมายเดียวกันครับ ผมเรียนไปเพื่อรับใช้สังคม เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสังคมให้ดีขึ้น ผมเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยก็สอนเพื่อจุดหมายนี้ แม้ว่าการเรียนของโพธิวิชชาลัยกับที่อื่นจะคนละแนวกัน แต่เราก็มีเป้าหมายเดียวกัน”

อ่านถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจจะอมยิ้มและชื่นชมอุดมการณ์ของหนุ่มจุกกู๋ แต่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนอาจจะห่วงและตั้งคำถามว่า เรียนที่แล้วและเมื่อจบไปจะทำงานอะไร ซึ่งนิสิตจากสระแก้วรายนี้เฉลยว่า สามารถทำงานได้หลากหลาย เช่น ทำงานที่อบต. ทำงานที่เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ การพัฒนาหมู่บ้าน เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือเป็นวิทยากรพิเศษเข้าไปให้ความรู้ชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ

“คุณพ่อคุณแม่ก็ชอบที่เรามาเรียนที่นี่ เขาเห็นความแตกต่างของเรา เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ค่อยเข้าสังคม พอมาเรียนที่นี้เราต้องออกชุมชนบ่อยๆ เราก็เข้าหาคนได้ง่ายขึ้น ได้ออกไปสัมผัสความเป็นอยู่ของสังคมอื่นๆมากขึ้น ความรู้ที่เราได้มา ผมมองว่าเอาไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างเราเห็นปัญหาอะไรในชุมชนเรา เราก็เข้าไปให้ข้อเสนอแนะกับผู้นำของหมู่บ้านได้ครับ เราเป็นผู้นำทางความคิดให้ชาวบ้านได้ ช่วยพูดช่วยให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ บางทีชาวบ้านเขาไม่กล้าพูด หรือไม่สามารอธิบายได้ดี เราก็เข้าไปช่วยพูดในสิ่งที่เขาต้องการจะเสนอได้ เราพูดในในแง่มุมเชิงวิชาการ ชาวบ้านจะพูดมาในเชิงภูมิปัญญา เราก็เอามาเรียบเรียงต่อยอดให้เขา จากภูมิปัญญาก็กลายเป็นความรู้ในทางวิชาการออกมาได้ครับ”

ในขณะที่รุ่นน้องอย่าง “แพร” – นงลักษณ์ คชลักษณ์ นิสิตปีที่ 2 สาขาการจัดการภูมิสังคม สถาบันโพธิวิชาลัย มศว สระแก้ว ที่ขณะนี้ยังไม่ได้มีโอกาสไปเรียนที่จ.สระแก้วอย่างรุ่นพี่ เพราะนิสิตปี1และ2ยังต้องเรียนที่วิทยาเขตองครักษ์อยู่ เปิดเผยว่า เธอเป็นคนจังหวัดสุโขทัย และเป็นคนสุโขทัยคนเดียวที่มาเรียนที่นี่ ที่เลือกเรียนที่นี่เพราะเห็นว่า สถาบันนี้เป็นการเรียนการสอนอีกแนวทางหนึ่งที่เหมาะกับสังคมไทย และมีความสอดคล้องกับครอบครัวของเธอด้วยเพราะที่บ้านมีอาชีพทำนา และเห็นว่าเป็นหลักสูตรที่แปลก ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่ามีการเรียนการสอนแบบนี้ ตอนม.6 ได้ทราบจากการค้นหาในอินเทอร์เนตทำให้ทราบว่ามีสถาบันแห่งนี้อยู่ และเป็นวิชาที่เมื่อเรียนจบไปแล้ว สามารถนำความรู้ที่ได้กลับไปพัฒนาหมู่บ้านของตัวเองได้

“ที่สถาบันสอนการจัดการพื้นที่ใช้สอยในที่ดินที่เรามี สอนการพัฒนา ส่วนตัวชอบเรียนในส่วนของการออกพื้นที่ ศึกษาดูพื้นที่ต่างๆว่าเป็นอย่างไร อาจารย์จะให้เราคิดว่าเราจะนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ที่บ้านเราได้อย่างไรบ้าง ก็มีสอนทำบ้านดิน สอนเกี่ยวข้าว ซึ่งจริงๆการทำนา เกี่ยวข้าวก็เป็นพื้นฐานของเราอยู่แล้ว เพราะมันเป็นอาชีพหลักของที่บ้าน จบไป เราก็อาจจะเอาองค์ความรู้ไปทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มเติมได้ จริงๆ อยากทำอาชีพอิสระค่ะ อยากทำเกี่ยวกับด้านอาหาร คหกรรม ส่วนองค์ความรู้ที่เราได้จากที่นี่เราก็เอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างการทำการเกษตรช่วยที่บ้าน หรืออย่างความรู้เรื่องปรัญาพอเพียง เราก็เอาตรงนี้มาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตของเราได้ค่ะ”

ว่าที่นักจัดการภูมิสังคมสาวรายนี้ สะท้อนภาพปัญหาในยุคโลกาภิวัตน์เป็นการสรุปทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่า ปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ท่ามกลางการไหลบ่าของกระแสความเจริญทางเทคโนโลยี ที่จ.สระแก้วแห่งนี้ ยังมีหลักสูตรการเรียนการสอนอีกแนวทางหนึ่งให้นักศึกษาไทยเลือกมาเรียนได้ ได้นำเอาแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่ตามกระแสนิยมที่นับวันก็ยิ่งจะพัดเข้ามาหาเรามากขึ้นเรื่อยๆ

“อยากให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงความยั่งยืนแบบดั้งเดิมของเราคนไทย ซึ่งก็คือเราทำเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ไม่อยากให้หลงลืมตรงนี้ ก็อยากจะเชิญชวนให้เพื่อนๆน้องๆมาช่วยกันพัฒนาชุมชนหมู่บ้านของตัวเอง หรือเข้ามาเรียนหลักสูตรของที่นี่ดูก็ได้ค่ะ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ชุมชนเรา ไม่ใช่เจริญในด้านวัตถุ แต่มาช่วยกันพัฒนาทั้งคนทั้งสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นไปพร้อมๆกันค่ะ” แพรกล่าว

ทั้งนี้ วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย ยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณ ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อนิสิตในโครงการ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเด็กท้องถิ่น หลายคนเป็นเด็กชนเผ่า บ่อยครั้งที่รุ่นพี่ที่สระแก้ว ต้องเกี่ยวข้าวที่ปลูกไว้ในแปลงทดลอง นำมาสีฟรีที่โรงสีพระราชทาน ก่อนจะหอบใส่รถมาให้รุ่นน้องที่วิทยาเขตองครักษ์เพื่อใช้รับประทานเนื่องจากไม่ค่อยมีสตางค์ซื้ออะไรกิน แต่มศว ก็เร่งตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือนิสิตเหล่านี้อยู่ ซึ่งหากท่านผู้มีจิตศรัทธาอยากร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงกำลัง สร้างนิสิตที่จะกลายเป็นบัณฑิตนักพัฒนาบ้านเกิดในอนาคต สามารถร่วมบริจาคทุนทรัพย์ได้ที่ บัญชีเงินรายได้มศว ออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาอโศก หมายเลขบัญชี 015-1-32836-6

Leave a comment »