Archive for พฤษภาคม, 2011

“บัตรประชาชนเด็ก” มิติใหม่…มากมายสิทธิประโยชน์

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม 2554
กลายเป็นประเด็นฮอตที่กำลังฮือฮาอยู่ในขณะนี้ เมื่อเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปจะต้องมีบัตรประชาชน!! จากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ที่มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปี และมีชื่อในทะเบียนบ้าน ต้องมีบัตรประชาชน โดยร่างพระราชบัญญัติประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ 60 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นจึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ที่จะถึงนี้

“ทำไมเด็ก 7 ปี ต้องมีบัตรประชาชนด้วย” จึงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจใครหลายคน รวมทั้ง ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยนี้ จักรี ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กรมการปกครอง ไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ว่า จริง ๆ แล้วประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยหารือกันมานานแล้ว โดยเป็นความต้องการของสังคมมากกว่าที่ต้องการให้คนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี มีบัตรประชาชนเหมือนกับผู้ใหญ่เพื่อแสดงตน โดยเฉพาะในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการออกบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน

“แต่เดิมมีสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้จากรัฐ เช่น โครงการประกันด้านสุขภาพ ซึ่งจะใช้บัตรทองในการเข้ารับบริการ โดยคนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ก็มีบัตรทองใช้ เมื่อโครงการดังกล่าวยกเลิกไป เปลี่ยนมาใช้บัตรประชาชนแทน ตรงนี้จะทำให้เกิดปัญหากับกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะไม่มีหลักฐานแสดงตัว

โดยปัจจุบันที่ใช้อยู่ คือ สูติบัตรและทะเบียนบ้าน ซึ่งมีปัญหาอีกที่ว่ามีแต่เฉพาะข้อความ ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด แต่ไม่มีรูปถ่าย จึงทำให้มีปัญหาตามมาว่า เอกสารที่นำมายืนยันกับตัวเด็กเป็นของคนเดียวกันหรือไม่ เพราะบางครั้งเกิดเหตุการณ์ เด็กชาย ก.มายื่นเอกสารเข้ารับบริการทุกวัน แต่หน้าตาของเด็กชาย ก. ไม่เหมือนกันสักวันเลย ซึ่งตรงนี้รัฐเองก็ต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้ที่เข้ารับบริการเป็นใคร เป็นคนไทยหรือไม่ มีสิทธิในสวัสดิการนั้นจริงหรือเปล่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงควรขยายการทำบัตรประชาชนมายังกลุ่มที่มีปัญหาในเรื่องการแสดงตน”

ส่วนเรื่องที่กำหนดให้เด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันในรัฐสภาแล้ว ซึ่งมีบางคนเสนอให้มีการทำบัตรตั้งแต่อายุ 1 ปี แต่ก็มาสรุปที่ 7 ปี เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าระบบการศึกษาแล้ว มีโอกาสที่จะได้ใช้เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งเด็กจะสามารถแสดงตัวได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง การลักลอบสวมสิทธิก็ทำได้ยากขึ้น

นอกจากนั้น ยังเกิดความสะดวกในการใช้งาน แทนที่จะต้องพกทะเบียนบ้าน สูติบัตร ก็พกบัตรประชาชนเพียงใบเดียวก็สามารถแสดงตนในเจ้าของสิทธินั้นได้ทันที รวมทั้ง หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะสามารถแยกแยะกลุ่มคนได้ชัดเจน เพราะกลุ่มการบริการมีหลายหน่วยงานด้วยกัน ทั้งประกันสังคม ประกันสุขภาพ สวัสดิการจากราชการ ฯลฯ

ตลอดจนในอนาคตสามารถที่จะตรวจสอบประวัติได้ด้วย เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบการทำบัตรประชาชนแล้ว จะมีการจัดเก็บข้อมูลของประชาชนเพิ่มขึ้น คือ นอกเหนือจาก ชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปี เกิด บิดา มารดาแล้ว จะมีการเก็บรูปถ่ายของเด็ก ลายนิ้วมือของเด็กเพิ่มเข้าไป อีกทั้ง เมื่อเด็กได้ทำบัตรครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะไม่มีใครมาสวมสิทธิของเด็กได้ เพราะมีการตรวจสอบเกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่คนที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไป

ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้

ผู้อำนวยการสำนักทะเบียน กล่าวถึงการดำเนินงานในเรื่องนี้ว่า สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่มีอายุ 7-14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับให้เด็กกลุ่มนี้ต้องทำบัตรพร้อมกัน เพราะระบุไว้ว่า ให้เด็กมาทำได้ในช่วง 1 ปี และสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความเหมาะสม แต่กรมการปกครองก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อดำเนินการให้บริการกับเด็ก ๆ โดยในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาของการกำหนดวิธีการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กมาเข้ารับบริการ ในส่วนของการยื่นเอกสารต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องยุ่งยากกับตัวเด็กและผู้ปกครองมากนัก

“สำหรับขั้นตอนในการทำบัตรจะเน้นให้บริการเป็นกลุ่ม เพราะเด็กที่มีอายุ 7- 14 ปี จะเป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีหลักฐานในการเข้าโรงเรียนซึ่งเป็นการตรวจสอบในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงอาจจะต้องจัดให้มีบริการในวันธรรมดาและวันหยุด เพื่อจะให้มีแผนในการนัดหมายกัน อาทิ ในวันธรรมดาวันที่นี้ สำหรับโรงเรียนนี้ เด็กชั้นนี้ หรือในวันหยุด ช่วงเช้า ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงสำหรับโรงเรียนนี้ ชั้นนี้มาทำบัตร โดยมีคุณครูพานักเรียนมาที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ตรงนี้คงต้องประสานขอความร่วมมือกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อจะได้ให้ครูช่วยดูแลเด็กด้วย ก็จะมากันเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งตรงนี้ก็จะเกิดความสะดวกและรวดเร็วทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งในการให้บริการและเข้ารับบริการ ผู้ปกครองก็จะได้เกิดความสะดวกไม่ต้องมาดูแลหรือเสียเวลาพาเด็กมาทำบัตรด้วยตนเอง”

กรณีที่ 2 จะเป็นการจัดชุดเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์เข้าไปทำบัตรประชาชนให้กับเด็กที่โรงเรียน ที่เรียกว่า ชุดเคลื่อนที่ หรือชุดโมบาย ก็จะมีส่วนหนึ่ง ซึ่งจะดำเนินการทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเช่นกัน แต่ชุดนี้จะมีไม่มากนักถ้าเทียบกับจำนวนโรงเรียน และจำนวนอำเภอในท้องที่ต่าง ๆ ในอนาคตอาจจะมีการขยายจำนวนให้มากขึ้นหากมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยประสานกับทางโรงเรียนในการจัดเรียงตามความเหมาะสมในแต่ละชั้นปีของเด็กที่จะเข้ารับบริการ ซึ่งทางโรงเรียนก็จะมีข้อมูลเหมือนกับที่ทางหน่วยงานมีข้อมูล ตรงนี้จะเป็นการตรวจสอบไปในตัวว่าตรงกันหรือไม่ ก็จะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะดวกในการดำเนินการ รวมทั้ง ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำบัตรประชาชนให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องดูความพร้อมและความเหมาะสมด้วย

สุดท้าย บริการทั่วไปจะเหมือนกับที่บุคคลอื่น ๆ มาทำบัตรประชาชนกัน คือ ถ้าผู้ปกครองสะดวกที่จะพาบุตรหลานมาทำบัตรประชาชนก็สามารถมาทำได้ที่สำนักงานเขตและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งก็จะมีขั้นตอนตามปกติทั่วไปของการทำบัตรประชาชน โดยขั้นตอนทั้งหมดหลังจากวันที่ 9 ก.ค. ระเบียบเหล่านี้จะชัดเจน เพราะจะต้องพร้อมที่จะดำเนินการ โดยลักษณะบัตรประชาชนของเด็กจะเหมือนกับของผู้ใหญ่ทุกประการ และมีอายุ 8 ปี นับแต่วันเกิดของผู้ถือบัตร ที่ถึงกำหนดภายหลังจากวันออกบัตร

จักรี กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการครั้งนี้ คือ ต้องการให้แน่ใจว่า เด็กที่มาทำบัตรประชาชนเป็นเด็กในเอกสารที่นำมายืนยันจริง ๆ อีกประการหนึ่ง คือ การทำบัตรในครั้งที่ 2 หรือครั้งต่อ ๆ ไปจะมีการอ้างอิงจากหลักฐาน ข้อมูลในครั้งแรกเพราะเป็นประวัติของเด็ก ถ้ามีการปลอมแปลงตั้งแต่แรกก็จะเกิดปัญหาความยุ่งยาก วุ่นวายในการหาหลักฐานเพื่อมาพิสูจน์ ฉะนั้น การทำบัตรประชาชนให้กับเด็ก 7-14 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญ

อย่ามองภาพลบจนเกินไปในเรื่องการนำเด็กมาทำบัตร ถึงเด็กอาจจะไม่รู้เรื่องในการทำบัตร แต่ผู้ปกครอง พ่อ แม่ ต้องเข้าใจรู้ว่าการทำบัตรเป็นประโยชน์กับตัวเด็ก นั่นคือ สิทธิของลูกหลานคุณที่คนอื่นจะมาใช้ไม่ได้ ทำวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากการมีบัตรเมื่ออายุ 15 ปี เพราะมีโอกาสที่จะได้ใช้อยู่แล้ว

ในเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป การแสดงตัว การใช้สิทธิต่าง ๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ในประเทศไทยมีคนที่ไม่ใช่คนสัญชาติไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิของตนเอง การมีบัตรประชนก็ย่อมได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่พึงมี พึงได้ ซึ่งเด็กจะได้รักษาผลประโยชน์ของตนเองตามสิทธิของคนไทยอย่างเต็มที่ อย่าไปมองความยุ่งยากเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำบัตร เพราะเมื่อมีบัตรแล้วจะสะดวกมากขึ้นในการเข้ารับบริการต่าง ๆ.

หนังสือเดินทางสำหรับราษฎร

ต้นกำเนิดบัตรประจำตัวประชาชน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถชี้ชัดได้ว่าคนไทยเริ่มมีการใช้หนังสือยืนยันตัวบุคคลปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยในมาตรา 90 บัญญัติว่า “กรมการอำเภอเป็นพนักงานทำหนังสือเดินทางสำหรับราษฎรในท้องที่อำเภอนั้น จะนำไปมาค้าขายในท้องที่อื่น”

วัตถุประสงค์ของการออกหนังสือเดินทางรับรองราษฎรดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของราษฎรโดยตรง เพราะการมีหนังสือเดินทางของทางราชการไว้แสดงตัวบุคคลว่า ตัวเขาเป็นใคร มาจากแห่งหนตำบลใด ย่อมทำให้การเดินทางในต่างท้องที่เป็นไปด้วยความสะดวก และหากเจ้าหน้าที่เกิดความสงสัยขอตรวจค้นตัว ก็สามารถใช้หนังสือเดินทางที่ออกให้เป็นหลักฐานยืนยันและพิสูจน์ได้ว่า เป็นคนบริสุทธิ์ที่ทางราชการรับรองแล้ว ไม่ได้เป็นพวกมิจฉาชีพหรือพวกโจรแต่อย่างใด

หนังสือดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในสมัยนั้นและเหมาะสมกับสภาพกาลเวลาของสังคมเมื่อประมาณ 80 ปีที่แล้ว ความสำคัญของหนังสือเดินทางตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ จึงไม่แตกต่างไปจากความสำคัญของบัตรประจำตัวประชาชนในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ต้นกำเนิดของบัตรประจำตัวประชาชนมีที่มาจากหนังสือเดินทางสำหรับราษฎร เพื่อใช้เดินทางไปท้องที่ที่อื่นสำหรับการค้าขายติดต่อกันโดยมีกรมการอำเภอ (หรือนายอำเภอปัจจุบัน) เป็นพนักงานทำหนังสือดังกล่าวให้.

“ผลจากกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชน ซึ่งในขณะนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 8 ล้านคนในกลุ่มของคนไทยที่สามารถทำบัตรประชาชนได้ โดยในช่วง 60 วันนี้จึงต้องมีการออกระเบียบ ออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนวิธีการทำบัตรเด็กอายุ 7 ปีเอาไว้”

ทีมวาไรตี้

Advertisements

Leave a comment »

พ่อแม่ยุคใหม่สร้างลูก “ฉลาด” อย่างเดียวไม่พอ

จาก myfirstbrain.com
เมื่อก่อนหลายบ้านเคยยึดหลักของการเลี้ยงลูกให้ เก่งและเฉลียวฉลาด ซึ่งปัจจุบันพูดได้ว่า ไม่เพียงพอแล้วอีกต่อไป เนื่องจากคนเก่งมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงกัน เพราะสิ่งแวดล้อมรอบข้างมันคอยบีบคั้นและเพิ่มความกดดันให้กับเด็กอยู่ตลอด เวลา จนทำให้เด็กบางคนขาดทักษะการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น เพราะคิดว่าตัวเองมีความสามารถ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นๆ…
“นพ. อุดม เพชรสังหาร” จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการสมองเด็ก กล่าวสะท้อนมุมมองในการเปิดงานเทศกาลนิทานในสวนครั้งที่ 7 ว่า คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ให้ความใส่ใจการเลี้ยงดูลูกกันมากขึ้น แต่ลืมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้การเลี้ยงดูลูกๆ ไม่มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องเลี้ยงลูกเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการ เปลี่ยนแปลงในสังคมให้ได้ สอนให้เขามองโลกในแง่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ที่สำคัญต้องสอนให้ลูกเผชิญหน้ากับความล้มเหลว ความผิดหวัง และความพ่ายแพ้ด้วย
หลายครั้งพบว่า เด็กบางคนเก่งและมีความสามารถ แต่อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไม่ได้ เพราะขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดี นพ.อุดม อธิบายว่า เด็กที่เก่งแต่ไม่ดี เด็กคนนั้นอาจกลายเป็นคนโกง จนทำให้คนในสังคมรังเกียจและไม่อยากจะคบค้าสมาคมด้วย แต่ถ้าเป็นคนดีแล้วไม่เก่งก็อาจจะถูกโกงได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็ยังมีเพื่อน เพราะฉะนั้นคนเราต้องมีทั้งความเก่งและความดีอยู่ในตัว ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยในการสอนลูกให้มีคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้
ทั้ง นี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถหยิบเอาสิ่งของใกล้ๆ ตัว อย่างเช่น หนังสือมาเป็นสื่อในการสอนลูก นอกจากจะปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับลูกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ลูกจะได้รับ คือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวที่สามารถหาได้จากการใช้เวลา เพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน แถมยังได้ฝึกให้ลูกรู้จักการแบ่งปัน เมื่อเขาเข้าใจเรื่องที่อ่าน เขาก็พร้อมจะถ่ายทอดและเล่าให้คนอื่นฟังต่อๆ ได้อีก

“ทุกๆ ครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง สิ่งแรกที่ลูกจะได้รับ คือ ความรู้เรื่องภาษา เพราะภาษาจะสามารถช่วยในกระบวนการของความจำให้มีประสิทธิภาพ คนที่มีความสามารถทางภาษาจะมีความจำดีกว่าคนอื่น เพราะสามารถจัดเก็บและเรียบเรียงข้อมูลต่างๆ ไว้ในสมองอย่างเป็นระบบ พอถึงเวลาก็สามารถดึงเอาข้อมูลออกมาใช้ได้อย่างง่ายดาย ลองสังเกตดูว่าเด็กที่เข้าใจเรื่องของภาษาจะกล้าสื่อสารกับผู้อื่น และสามารถทำได้ดีมาก ถ้าเด็กมีความจำที่ดี การเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวก็จะดีตามไปด้วย โดยเฉพาะช่วง 5 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก หากคุณพ่อคุณแม่ไม่ใส่ใจกับช่วงเวลานี้ อาจจะทำให้ลูกขาดการเรียนรู้ที่ดีไป”

นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการสมองเด็กท่านนี้ ยังบอกอีกว่า ตรงกันข้ามกับการปล่อยให้ลูกอยู่กับโทรทัศน์หรือเกมวิดีโอ ที่เป็นสื่อที่เด็กๆ ไม่สามารถโต้ตอบหรือสื่อสารได้ เด็กจึงไม่ได้พัฒนาเรื่องภาษา อีกอย่างมีความเชื่อที่ว่า การสอนให้เด็กเป็นคนดีจะต้องสอนให้เด็กรู้จักผิด รู้จักถูก ซึ่งเป็นแนวทางที่ผิดพลาด เนื่องจากสมองส่วนหน้าของเด็กๆ ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ การตัดสินใจถูกผิดต่างๆ ยังทำได้ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องที่มันกำกวม เช่น สีเทา ซึ่งเด็กบางคนอาจจะไม่เข้าใจ เพราะมันไม่ใช่สีขาวและไม่ใช่สีดำ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรื่องถูกผิดหรือความดีความชั่วมันจะยังเป็นเรื่องที่ยากเกินสำหรับ เด็กเล็ก นพ. อุดม แนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้นิทานเป็นสื่อในการสอนลูกได้ โดยยกตัวอย่างของตัวละครในเรื่อง หรือพฤติกรรมแบบไหนที่ควรทำหรือแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อเขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว การปลูกฝังเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมันจะเกิดจากความงดงามและความอ่อนโยนของจิตใจ อีกอย่างคุณพ่อคุณแม่ต้องอย่างลืมว่า “คุณธรรมสำคัญกว่าความเก่ง”

ที่มาข้อมูล : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 30 ธันวาคม 2553

Leave a comment »

วิธีลดความฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือ

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม 2554
เคยหรือไม่? อ่านหนังสือหลายรอบแต่ยังจำไม่ได้สักที ลองสำรวจ “ใจพร้อม” หรือไม่ เพราะอาจเป็นสาเหตุ “ทำสมาธิสั้น” โดยไม่รู้ตัว “เดลินิวส์ แคมปัส” มีผลการศึกษาน่าสนใจช่วยลดความฟุ้งซ่านมาฝากวัยเรียนกัน

การวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เผยว่า การฟังเพลงโปรด จะช่วยขยายหลอดเลือด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งไม่เพียงทำให้รู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อหัวใจด้วย แต่หากต้องการปรับอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือแล้วล่ะก็ ควรเลือกฟังเพลงในจังหวะไม่เร็วเกินไปอย่าง “แจ๊ส” จะดีกว่า นอกจากนี้ การวิจัยจากมหาวิทยาลัยในฮ่องกงยังพบว่า การกดจุดบนฝ่ามือ ตรงบริเวณมุมส่วนโค้งระหว่างนิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือ เพียง 30 วินาที จะช่วยลดความตึงเครียด และเมื่อยล้าของร่างกายส่วนบนได้ถึงร้อยละ 39

จากนั้น ก็ถึงเวลาอ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยน้อง ๆ ควรให้เวลาในการอ่านต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เนื่องจากครึ่งชั่วโมงแรกจิตใจมักยังไม่นิ่ง ส่วนใหญ่จะเริ่มมีสมาธิมากขึ้นหลังล่วงเวลานั้นไปแล้ว ระหว่างนี้ อาจเสริมบรรยากาศภายในห้องด้วยกลิ่นลาเวนเดอร์ก็ได้ เพราะเปรียบเหมือนยาคลายความวิตกกังวลชั้นดีทีเดียว

เมื่อจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน สมองก็พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ได้อย่างเต็มที่ วัยเรียนที่มักประสบปัญหาดังกล่าว ก็ลองนำเทคนิคข้างต้นไปพิสูจน์กันดูนะคะ.

rattikarnt@dailynews.co.th

Leave a comment »

ยังพบเด็ก 100 คนไร้ที่เรียน “ชินวรณ์” เตือนอย่าคิดว่าฝากได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันศุกร์ที่19 พฤษภาคม 2554
“ชินวรณ์” เผย มีนักเรียน 100 คน ไร้ที่เรียน สั่ง ผอ.สพท.เคลียร์ใน 1 สัปดาห์ ระบุ พื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีเก้าอี้เหลือ 1,500 ตัว เตือนผู้ปกครองอย่าคิดว่าฝากได้ ย้ำไม่รับเด็กฝาก

วันนี้ (19 พ.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากประธานคณะกรรมการประเมินผลการรับนักเรียนว่าขณะนี้มีนักเรียน 100 คนยังไม่ตัดสินใจเลือกที่เรียน จึงให้กลับไปตรวจสอบใหม่ ว่า นักเรียนมีเหตุผลอะไร ถ้านักเรียนยังยืนยันว่าจะเรียนในเขตบริการพื้นที่การศึกษานั้นๆ จะมอบหมายให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้องดำเนินการรับผิดชอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าผู้ปกครองยังยึดติดค่านิยมเรียน ร.ร.ดังหรือคิดว่าจะฝากผู้หลักผู้ใหญ่ได้ ตนขอยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ว่า การรับนักเรียนปีนี้จะไม่มีการฝาก และเรียกรับเงินเป็นอันขาด ใครก็ตามที่จะไปพูดว่า มีการฝากเรียนได้ เพิ่มห้องเรียนได้ ไม่จริง เพราะยุคนี้เป็นยุคปฏิรูปการศึกษา ที่เราจะต้องเอาเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ
นายชินวรณ์ กล่าวว่า การรับนักเรียนมีปัญหา โดยมีนักเรียน อ้างว่า ไม่มีที่เรียน ตนขอยืนยันว่า ศธ.มีตัวเลขที่ชัดเจน ในเขต กทม.เรายังมีที่ให้นักเรียนเหลืออยู่ 1,500 ที่นั่ง ที่สามารถรองรับนักเรียนทั้งหมดได้ เพียงแต่ว่า ผู้ปกครองต้องไม่ยึดติดค่านิยมเดิม ที่มุ่งให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยม และปี 2554 ตนได้สั่งการให้ สพฐ.เตรียมการพัฒนาโรงเรียนคู่พัฒนา ที่นักเรียนไปเรียนโดยจะจัดสรรงบประมาณให้พิเศษ เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น

นายชินวรณ์ กล่าวว่า สำหรับปีนี้เป็นปีแรกที่เรารับนักเรียนความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ไปยังโรงเรียนภูมิภาค ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 12 แห่ง โดยนักเรียนต่างจังหวัดไม่ต้องเดินทางมาเรียนที่กรุงเทพฯ หรือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ แต่เรามีโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนเท่าเทียมกัน ซึ่งได้รับเงิน 94,000 บาทต่อคน

Leave a comment »

ไล่ยุงโดยวิธีธรรมชาติ

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2554
ยุงกัดปัญหาระดับชาติ อยู่บ้านหรือไปไหนก็ต้องเจอ แต่ถ้าใครไม่อยากตบ ไม่อยากฆ่าสัตว์ มีวิธีธรรมชาติในการไล่ยุงมาฝาก

มนุษย์ดึงดูดยุงให้เข้ามาหาจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากลมหายใจ กลิ่นเหงื่อ กลิ่นตัว และความร้อนจากร่างกาย คนเราไม่สามารถกำจัดยุงให้หมดไปจากโลกนี้ได้ และคนบางคนก็มีสารเคมีในร่างกายไม่เหมือนกัน ทำให้สูตรการไล่ยุงสูตรหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับไล่ยุงโดยวิธีธรรมชาติที่หลากหลายมาฝากไปให้เลือกใช้กัน

@@@ วานิลลา ให้ใช้ทาที่จุดชีพจร หรือถ้ามีปริมาณมากให้ทาทั่วผิวหนัง และแต้มลงบนเสื้อผ้า จะเลือกใช้แบบเข้มข้น หรือผสมน้ำก่อนแล้วฉีดบนผิวก็ได้

@@@ กระเทียม เวลาไปแค้มป์ปิ้ง ไปเที่ยวนอกสถานที่ที่มียุงชุม ให้ลองใช้กระเทียมผงซึ่งหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ผสมกับน้ำ ทาลงที่จุดชีพจร หรือบนใบหน้า แต่ระวังอย่าให้เข้าตา

@@@ น้ำมันหอมระเหย ใช้ผสมกับแอลกอฮอล์เช็ดแผลหรือน้ำกลั่น แล้วฉีดลงบนร่างกายหรือผ้าแล้วใช้เช็ดบริเวณผิวที่โดนยุงตอม หรือเติมน้ำมันหอมระเหยสองสามหยดลงในเบบี้ออยล์ หรือน้ำมันมะกอกแล้วทาบนผิว แต่ระวังอย่าให้เข้าตาและปาก ก็จะแก้ปัญหายุงกัดได้ โดยกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่แนะนำ คือ ลาเวนเดอร์ ยูคาลิปตัส มะนาว ตะไคร้ ทีทรีไธม์ เปปเปอร์มินต์ และเบซิล

@@@ ส่วนที่บ้านถ้ายุงเยอะ ให้ฉีดกระเทียมผงผสมน้ำตามสนามหญ้าและพุ่มไม้ เพื่อไล่ยุง ควรทำสองสัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง หรือหลังจากฝนตกหนัก จะลดปริมาณยุงได้

@@@ เปลือกส้ม หลังจากที่ปลอกส้มแล้ว อย่าทิ้ง ให้นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาเผาในชามอ่าง ตั้งไว้บริเวณที่ยุงชุม กลิ่นจากเปลือกส้มจะช่วยกำจัดยุงไม่ไห้มารบกวนได้ และยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย.

Leave a comment »

‘ชิน​ภัทร’ยัน​เดิน​หน้า​ยุบ​โรงเรียน​เล็ก

จากไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2554
“ชิน​ภัทร”ยัน​เดิน​หน้า​ยุบ​โรงเรียน​เล็ก ชี้​ฉุด​ประสิทธิภาพ​การบริหาร​งาน โยน​เขต​พื้นที่ฯ​คุย​ชุมชน​ก่อน​ทำ​แผน…

เมื่อ ​วัน​ที่ 11 พ.ค. ที่​โรงแรม​ปริ๊นซ์​พา​เลส มหา​นาค ดร.​ชิน​ภัทร ภูมิ​รั​ตน เลขาธิการ​คณะ​กรรมการ​การ​ศึกษา​ขั้น​พื้นฐาน (สพฐ.) กล่าว​ใน​การ​ประชุม​สัมมนา​ผู้​อำนวยการ​สำนักงาน​เขต​พื้นที่​การ​ศึกษา​ ประถม​ศึกษา และ​ผู้​อำนวยการ​สำนักงาน​เขต​พื้นที่​การ​ศึกษา​มัธยมศึกษา​ทั่ว​ประเทศ ว่า ได้​มอบ​นโยบาย​เรื่อง​การบริหาร​จัดการ​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก เพื่อ​ให้​เขต​พื้นที่​การ​ศึกษา​ดำเนิน​การ​อย่าง​จริงจัง โดย​มุ่ง​เน้น​ไป​ที่​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​ ที่​มี​นักเรียน​น้อย​กว่า 40 คน จำนวน 2,500 โรงเรียน​ทั่ว​ประเทศ โดย​ให้​กำหนด​ราย​ชื่อ​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​ใน​แผนที่ GIS ว่า​อยู่​ใน​เขต​ ใด​และ​ทำ​แผน​บริหาร​จัดการ​ว่า​จะ​ยุบ​รวม ยุบ​เลิก​หรือ​สอน​รวม ซึ่ง​ไม่ได้​หมายความ​ว่า​จะ​ยุบ​ทั้งหมด 2,500 โรงเรียนใน 1-2 จาก​นี้​ไป แต่​ขึ้น​อยู่​กับ​บริบท​และ​ความ​จำเป็น อย่างไรก็ตาม สพฐ.​จะ​ไม่​ใช้​วิธีการ​ประกาศ​แล้ว​ยุบ แต่​เขต​พื้นที่ฯ ต้อง​ไป​ทำ​งาน​ร่วม​กับ​ชุมชน​ก่อน โดย​ให้​เวลา​หนึ่ง​เดือน​สำหรับ​เขต​พื้นที่ฯ ใน​การ​ทำ​แผนการ​ที่​ชัดเจน ​ใน​การบริหาร​จัดการ​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก

ดร.​ชิน​ภัทรกล่าว​อีก​ว่า ส่วน​กรณี​ที่​สภา​การ​ศึกษา​ทาง​เลือก​แสดง​ความ​ห่วงใย​การ​ยุบ​โรงเรียน​ ขนาด​เล็ก​นั้น สามารถ​ส่ง​ราย​ชื่อ​โรงเรียน​ที่​ยัง​ไม่​ต้องการ​ยุบ​มา​และ สพฐ.​จะ​ส่ง​ต่อ​ให้​เขต​พื้นที่ฯ​ใช้​เป็น​ข้อมูล​ประกอบ​การ​พิจารณา​ต่อ​ ไป หรือ​หาก​มี​ข้อ​เสนอ​ใด​ก็​ส่ง​มา​ได้​เพื่อ​หลีกเลี่ยง​ข้อ​ขัดแย้ง​ที่​ อาจ​เกิด​ขึ้น แต่​ยืนยัน​ว่า​แนว​คิด​นี้​ต้อง​มี​การ​ดำเนิน​การ​ต่อ​ไป เพราะ​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​มี​จำนวน​มาก​และ​เพิ่ม​ขึ้น​เรื่อยๆ ทำให้​ดึง​ประสิทธิภาพ​ใน​การบริหาร​จัดการ​ลง ภาย​ใต้​สภาวะ​ทรัพยากร​บุคลา​กร​และ​งบประมาณ​ที่​จำกัด ส่วน​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​ที่​นักเรียน​ไม่​มี​ที่​เรียน​ใน​บริเวณ​ใกล้​ เคียง หรือ​ผู้​ปกครอง​ไม่​มี​ความ​มั่นใจ​จาก​การ​เดินทาง​ไป​เรียน​ใน​ที่​แห่ง​ ใหม่ สพฐ.​ก็​ไม่​บังคับ​ให้​ยุบ​โรงเรียน​เหล่า​นั้น​  แต่​สำหรับ 137 โรงเรียน​ที่​ไม่​มี​นักเรียน​เลย​ก็​คง​ต้อง​ยุบ เนื่องจาก​ สพฐ.​มี​หน้าที่​ต้อง​บริหาร​การ​จัดการ​ศึกษา​ให้​เกิด​ ประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าว​รายงาน​ว่า ขณะ​นี้​มี​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก จำนวน 137 โรงเรียน​ที่​ไม่​มี​นักเรียน​ไป​เรียน​หนังสือ​เลย ขณะ​ที่​มี​นักเรียน​ไป​เรียน​ไม่​เกิน 20 คน อยู่​จำนวน 444 โรง นักเรียน​ไม่​เกิน 40 คน จำนวน 1,964 โรง นักเรียน​ไม่​เกิน 60 คน จำนวน 3,082 โรงนักเรียน​ไม่​เกิน 80 คน จำนวน 3,355 โรง นักเรียน​ไม่​เกิน 100 คน จำนวน 3,040 โรง และ​นักเรียน​ไม่​เกิน 120 คน จำนวน 2,372 โรงรวม​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​ทั้งหมด​ที่​มี​นักเรียน​น้อย​กว่า 120 คน จำนวน 14,387 โรง.

Leave a comment »

ตบเท้าคัดค้านนโยบายยุบโรงเรียนเล็ก

จากไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2554
เลขาธิการ​สภา​การ​ศึกษา​ทาง​เลือก ได้​ถือ​ป้าย​ประท้วตบเท้า คัดค้านนโยบายยุบโรงเรียนเล็ก สั่ง​เบรก​ทำ​ประชาพิจารณ์​ก่อน​ชี้ขาด ขู่​ฟ้อง​ศาล​เหตุ​ทำ​คน​จน​เสีย​สิทธิ…

เมื่อ​วัน​ที่ 10 พ.ค.​ที่​กระทรวง​ศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้​แทน​กลุ่ม​โรงเรียน​ทาง​เลือก​ประมาณ 20 คน นำ​โดยนาย​ชัชวาลย์ ทอง​ดี​เลิศ เลขาธิการ​สภา​การ​ศึกษา​ทาง​เลือก ได้​ถือ​ป้าย​ประท้วง​พร้อม​ยื่น​หนังสือ​คัดค้าน​นโยบาย​ยุบ​ควบ​รวม​ โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​ต่อนาย​ชิน​วรณ์ บุ​ณย​เกียรติ รมว.​ศึกษาธิการ และ ดร.​ชิน​ภัทร ภูมิ​รั​ตน เลขาธิการ​คณะ​กรรมการ​การ​ศึกษา​ขั้น​พื้นฐาน (กพฐ.) โดย​มี​ผู้​แทน​จาก​สำนักงาน​รัฐมนตรี​รับ​เรื่อง​ร้องเรียน​ดัง​กล่าว​ไว้  โดย​นาย​ชัชวาลย์กล่าว​ว่า นโยบาย​ยุบ​ควบ​รวม​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก ใน​สังกัด​สำนักงาน​คณะ​กรรมการ​การ​ศึกษา​ขั้น​พื้นฐาน (สพฐ.) จาก​ที่​มี​ทั้งหมด 14,000 โรงเรียน​ทั่ว​ประเทศ​ลง​เหลือ 7,000 โรงเรียน หรือ 50% ภายใน​ปี 2561 ซึ่ง สพฐ.ได้​สั่ง​การ​ให้​สำนักงาน​เขต​พื้นที่​การ​ศึกษา​ไป​จัด​ทำ​ แผน​ยุบ หรือ​ควบ​รวม​โรงเรียน​ที่​ชัดเจน​มา โดย​มี​เป้าหมาย​ลอต​แรก 2,500 โรงเรียน นโยบาย​ดัง​กล่าว​ส่ง​ผล​กระทบ​ต่อ​ประชาชน​ใน​วง​กว้าง และ​เด็ก​กว่า 1 ล้าน​คน​ที่​มี​ฐานะ​ยากจน​ได้​รับ​ความ​เดือดร้อน

นาย ​ชัชวาลย์กล่าว​อีก​ว่า นโยบาย​ดัง​กล่าว​ขัด​กับ​เจตนารมณ์​ของ​รัฐธรรมนูญ เพราะ​จะ​ทำให้​ประชาชน​ไม่ได้​รับ​บริการ​ทางการ​ศึกษา​อย่าง​ทั่วถึง​และ​ มี​คุณภาพ คือ ลูก​หลาน​ต้อง​ย้าย​ไป​เรียน​ใน​โรงเรียน​ใหม่​ที่​ห่างไกล​จาก​บ้าน และ​ขัด​หลักการ​กระจาย​อำนาจ​การบริหารและ​การ​จัดการ​ศึกษา​ที่​ให้​มุ่ง​ เน้น​การ​มี​ส่วน​ร่วม​ของ​ชุมชนและ​ผู้​มี​ส่วน ได้ส่วนเสีย​ใน​พื้นที่ เพราะ​แผน​ยุบ หรือ​ควบ​รวม​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​ไม่ได้​มี​การ​ทำ​ประชาพิจารณ์​สอบ​ถาม​ ความ​คิดเห็น​จาก​ประชาชน​ใน​พื้นที่​เลย ดังนั้น ​สภา​การ​ศึกษา​ทาง​เลือก จึง​ขอ​ให้​กระทรวง​ศึกษาธิการ​และ สพฐ. ยุติ​การ​ดำเนิน​การ​ตาม​นโยบาย  รวม​ถึง​ยุติ​การ​สั่ง​การ​ให้​เขต​ พื้นที่​การ​ศึกษา​ยุบ หรือควบ​รวม​โรงเรียน​ขนาด​เล็ก​ไว้​ก่อน โดย​จัดตั้ง​คณะ​ทำ​งาน​ร่วม​กัน​ระหว่าง​ภาค​รัฐ​และ​ภาค​ประชาสังคม จัด​ให้​มี​เวที​ประชาคม​รับ​ฟัง​ปัญหา​และ​ข้อ​เสนอ​แนะ​จาก​ทุก​ภาค​ส่วน​ ใน​เรื่อง​ดัง​กล่าว  เพื่อ​ให้​ทุก​ฝ่าย​ที่​เกี่ยวข้อง​ได้​มี​ส่วน​ร่วม​ ใน​การ​แก้​ปัญหา หาก​มี​การ​ประชาพิจารณ์​แล้ว​พบ​ว่า​โรงเรียน​ใดไม่​สามารถ​ที่​จะ​หา​ ทางออก​อื่น​ได้​ก็​ค่อย​ยุบ ทั้งนี้ สภา​การ​ศึกษา​ทาง​เลือกขอ​ให้​กระทรวง​ศึกษาธิการ​และ สพฐ.​ให้​คำ​ตอบ​ภาย ใน 30 วัน หาก​ยัง​ไม่​มี​การ​ดำเนิน​การ​ใดๆ ทาง​สภา​การ​ศึกษา​ทาง​เลือก​จะ​ดำเนิน​การ​ยื่น​ฟ้อง​ต่อ​ศาล​ปกครอง หรือศาล​รัฐธรรมนูญ​ต่อ​ไป เนื่องจาก​ออก​นโยบาย​ที่​ทำให้​ประชาชน​เสีย​สิทธิ

Leave a comment »