Archive for พฤศจิกายน, 2010

ไฟเขียว รร.วิทยาศาสตร์ภูมิภาค

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันเสาร์ ที่ 27 พฤศจิกายน 2553

ครม.อนุมัติรร.จุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อกระจายโอกาส

วันนี้(26พ.ย.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเร็ว ๆนี้ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติโครงการโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อกระจายโอกาสสำหรับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตามที่ศธ.เสนอ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาโรงเรียนจุฬาฯ 12แห่งทั่วประเทศ ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 อยู่แล้ว ให้เข้มข้นขึ้น โดยเปิดให้เด็กในชนบทและภูมิภาคของประเทศไทยที่มีศักยภาพทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูง ได้เข้ามาเรียน โดยคัดผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรม.ปลายหรือ GPAX 3.50 ขึ้นไป รวมทั้งจัดโควต้าพิเศษแก่โรงเรียนดีประจำตำบลแห่งละ 1-2 ทุนได้คัดนักเรียนที่เป็นช้างเผือกหรือมีความสามารถสูงเข้ามาเรียนด้วย ตลอดจนเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กเก่งได้เรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งนักเรียนในโครงการนี้จะได้ทุนเรียนฟรี คนละ 94,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ที่ได้ให้การสนับสนุนนักเรียนที่เข้าเรียน

นายชินวรณ์ กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวจะรับนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2554 จำนวน 576 คน โรงเรียนละ 48 คน แบ่งเป็นรับ ม.1 จำนวน 24 คนและ ม. 4 รับ จำนวน 24 คน นอกจากนี้ครม.ยังได้อนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 27 ล้านบาท เพื่อให้โรงเรียนจุฬาฯ ดำเนินการรับนักเรียน เนื่องจากยังไม่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้ใปีงบประมาณ 2554 ส่วนแผนโครงการการดำเนินงานระยะตั้งแต่ปีการศึกษา 2554-2557มีดังนี้ รับนักเรียนรวม 53,568 คน โดยในปีการศึกษา 2555 รับนักเรียน 3,456 คน ปี 2556 รับ 6,336 คนและปี 2557 รับ 8,640 คนนอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งมาบริหารโครงการนี้โดยมีดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่กำหนดนโยบายในภาพรวม กรอบและทิศทางการพัฒนาเพื่อให้การดำเนินการของแต่ละโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ส่วนรูปแบบการบริหารโรงเรียนระยะแรกจะยังเหมือนเดิม แต่ในอนาคตจะปรับเป็นนิติบุคคลเต็มรูปแบบหรือเป็นโรงเรียนในกำกับของรัฐ

“นอกจากจะพัฒนาโรงเรียนจุฬาฯให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาคแล้ว ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ที่สามารถทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความรู้และนวัตกรรมใหม่ให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี”นายชินวรณ์ กล่าว

Leave a comment »

‘โครงการทำดีเพื่อแผ่นดิน’ …ทำดีเพื่อชาติและพระเจ้าแผ่นดิน

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากทรงได้ชื่อว่าเป็น “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” แล้ว ยังทรงเป็น “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” จึงทรงแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยนำโครงการตามแนวพระราชดำริต่าง ๆ เข้าไปดำเนินการ เพื่อหยุดยั้ง การบุกรุกทำลายป่า อาทิ โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา โครงการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร โครงการปลูกป่าทดแทน และโครงการอาชีพเสริม เป็นต้น หลังจากที่ทรงดำเนินโครงการเหล่านี้ไปแล้ว ทำให้ราษฎรที่เป็นชาวไทยภูเขา และชาวไทยพื้นราบมีอาชีพใหม่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้การบุกรุกทำลายป่าลดลงเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่จะถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา และเพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีแก่ปวงชนชาวไทยทั้งหลาย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจัดทำ “โครงการทำดีเพื่อแผ่นดิน” ขึ้น เพื่อให้ข้าราชการของ กระทรวง และหน่วยงานในสังกัด ได้ตระหนักถึงการทำภารกิจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน และเพื่อพระเจ้าแผ่นดินอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้มีดำริให้จัดทำโครงการฯ ขึ้น เปิดเผยว่า โครงการทำดีเพื่อแผ่นดิน จัดทำขึ้นเพื่อให้ ข้าราชการของกระทรวงและหน่วยงานในสังกัด ตระหนักถึงการทำภารกิจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินและเพื่อพระเจ้าแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งรณรงค์ให้คนไทยมีความสนใจที่จะกระ ทำความดีเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปลูกฝังให้ประชาชนได้รับรู้ถึงกิจกรรม หรือ เรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นในมุมต่าง ๆ ของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานในสังกัด เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำให้ประชาชนตระหนักถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ว่าหากไม่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ ป่าไม้และร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพย์ของแผ่นดินแล้วก็จะเกิดผล เสียเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุดคือให้ตระหนักถึงพระราชดำรัส ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยทรัพยากร ธรรมชาติ ห่วงใยพสกนิกรตลอดมา จึงอยากส่งเสริมให้คนไทยหันมาทำความดีต่อตนเอง ทำดีต่อผู้อื่น สังคม และทำดีต่อทรัพยากรธรรมชาติ และประเทศชาติกันมากขึ้น เพื่อให้สังคมมีความน่าอยู่ และมีความสงบสุขต่อไป

ด้าน นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมแรกภายใต้โครงการทำดีเพื่อแผ่นดิน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นั้น เริ่มต้นด้วยการจัดกิจกรรมเจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ 6,069 รูป ที่พุทธอุทยานโลก เขาอีโต้ จ.ปราจีนบุรี ในวันที่ 1-2 ธันวาคม 2553 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา และครบ 7 รอบ ในปีหน้า นอกจากนี้จะเป็นการเชิญชวนให้ประชาชนคนไทย ร่วมถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติ บ้านเมืองไทย และต่อปวงชนชาวไทย สืบมาจนทุกวันนี้

นอกจากนี้ จะรณรงค์ให้ประชาชนได้ ตระหนักถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาไว้ เพราะน้ำ อากาศ และป่าไม้ คือสิ่งแวดล้อม รอบตัว หากมนุษย์ไม่ดูแลรักษาธรรมชาติก็ไม่ดูแลรักษาเราเช่นกัน ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใย และมีกระแสพระราชดำรัสถึงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และน้ำอยู่เสมอ ที่สำคัญภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเราไม่ดูแลธรรมชาติ ฉะนั้นตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ธรรมชาติเอาคืนแล้ว

…การแก้ปัญหาให้คนอยู่กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน โดยรู้จักเกื้อกูลพึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและกัน มีจิตสำนึกถึงส่วนรวมมากกว่า ส่วนตน รู้ถึงคุณค่าของป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติว่าคนต้องพึ่งป่า ป่าต้องพึ่งคน ป่ามีความจำเป็นกับมนุษย์มากมายแค่ไหน ก็จะช่วยให้การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น และคงจะไม่สายเกินไปที่เราทุกคนจะหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้มากกว่านี้.

Leave a comment »

กทม.นำร่อง3โรงเรียนพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

จากคมชัดลึกออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
คมชัดลึก :”การขยายโครงการเข้าสู่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครจะช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาของเด็กไทย และส่งเสริมให้ครูมีบทบาทสำคัญที่จะค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน และคอยกระตุ้นให้เด็กได้พัฒนาความโดดเด่นของตนเองอย่างเต็มที่” คุณหญิงชดช้อยโสภณพนิช ผู้อำนวยการ มูลนิธิชิน โสภณพนิช อธิบาย
และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้มูลนิธิโสภณพนิช ขยายโครงการโรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ โดยได้นำแนวคิดการจัดการการศึกษาแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือ “Child Centred Education” (CCE) ซึ่งมีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษและนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของระบบการศึกษาไทย โดยมีโรงเรียนเอกชนไทยเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่โรงเรียน มาแตร์ เดอี วิทยาลัย, อำนวยศิลป์, ศรีวิกรม์, พิชญศึกษาและสาธิตบางนา โรงเรียนเอกชนทั้ง 5 แห่ง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ทำให้เกิดแนวคิดที่จะขยายโครงการไปสู่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครจึงเป็นที่มาของ “โครงการโรงเรียนกรุงเทพมหานครสู่ความเป็นเลิศ” โดยเริ่มจากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดเทวราชกุญชร โรงเรียนคลองทรงกระเทียม และโรงเรียนวัดสุทธิสะอาด เป็นโรงเรียนนำร่องเพื่อขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นในสังกัดกรุงเทพมหานคร

ครูพวงผกาแสงเงิน ผู้อำนวยการโรงเรียนเทวราชกุญชรหนึ่งในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า ได้ส่งคุณครูของระดับชั้นอนุบาลและประถมส่วนหนึ่งไปอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมมูลนิธิ โสภณพนิช ตลอดปิดภาคเรียนช่วงเดือนตุลาคม ปี 2552 ทีมงานวิทยากรได้ให้ความรู้ในเรื่องเทคนิคการสอนแบบ CCE ที่ให้ความสำคัญกับการคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน

เน้นการทำงานกลุ่ม โดยจำแนกผู้เรียนออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายงานที่แตกต่างกัน ครูจะให้เด็กเข้าไปใช้มุมการเรียนรู้ที่จัดไว้ในห้องเรียนตามความสนใจของเด็กแต่ละคน อาทิ มุมบทบาทสมมุติ ฝึกให้เด็กๆ จินตนาการในบทบาทต่างๆ เช่น เป็นพ่อครัว เป็นนักวิทยาศาสตร์

การวัดผลความสำเร็จของเด็กที่เข้าสู่โครงการนี้คือเด็กจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป จะรักการเรียนรู้เพิ่มขึ้น มีสมาธิมากขึ้น รู้จักการโต้ตอบระหว่างครูกับเด็ก รู้จักการใช้สัญญาณ รู้จักข้อตกลงของห้อง อยากมาโรงเรียน สามารถช่วยเหลือตนเองได้ดี มีระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังมีกิริยามารยาทที่งดงามแบบไทยๆ อยากใฝ่รู้ใฝ่เรียน นับเป็นก้าวหนึ่งของความสำเร็จ เนื่องจากเรามีการทำโครงการต่อเนื่อง 4 ปี โดยเริ่มจากระดับอนุบาลก่อน แล้วต่อไปค่อยขยับไปสู่ชั้นประถม

“เชื่อว่าหากมีการขยายโครงการนี้ออกไปมากๆเด็กไทยจะพัฒนาขึ้นเทียบเท่ากับสากลในการจัดการเรียนการสอนในรูปนี้ทำให้ครูใช้เทคนิคสอนอย่างเต็มที่ เด็กกล้าแสดงออก ได้เรียนรู้มากขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ และหากเป็นไปได้อยากให้ โรงเรียนในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 436 แห่งเข้าในรูปแบบของ CCE”ครูพวงผกากล่าวอย่างมีความหวัง

ครูวิไล ตั้วสมพงษ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนคลองทรงกระเทียมเล่าถึงการเข้าร่วมโครงการนี้ ว่าได้ช่วยพัฒนาศักยภาพของทั้งครู และนักเรียน เพราะไม่เพียงแต่ครูจะได้รับความรู้จาการเข้าอบรม แต่ครูยังมีโอกาสได้เข้าศึกษาดูงานที่โรงเรียนต้นแบบอีกด้วย ทำให้เห็นภาพจริงของการจัดการเรียนการสอนแบบ CCE และนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้นเมื่อนำวิธีดังกล่าวมาสอน จะเห็นว่าเด็กมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ครูอนุชรีวรรณสาร ที่ดูแลนักเรียนชั้นอนุบาล2 โรงเรียนวัดสุทธิสะอาด กล่าวว่า โรงเรียนจะมีนโยบายให้ครูอนุบาลตามมาสอนเด็กห้องเดิมเวลาเปลี่ยนชั้นปีด้วย เพื่อให้ครูรู้จักเด็ก และเด็กก็มีความคุ้นเคยกับครู ยิ่งตอนนี้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีการใช้สัญญาณ ใช้กติกาข้อตกลง ถ้าครูได้ตามมาดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง เด็กก็ไม่ต้องไปปรับตัวใหม่ ใช้กติกาเดิมต่อเนื่อง เท่าที่สังเกตดูก็เห็นว่าได้ผลดี เด็กไม่เครียด เพราะเวลาเขาไปเจอครูคนใหม่ ต้องปรับตัวนาน

ในห้องเรียนครูอนุชรี ได้เขียนข้อตกลงเชิงบวกที่ครูและเด็กๆ ได้ช่วยกันสร้างขึ้นได้แก่ “ฟังอย่างตั้งใจ” “พูดคุยกันเบาๆ” “จะไปไหนก็บอกครูด้วย” “เล่นแล้วอย่าลืมเก็บนะ” “เป็นเด็กดีของครูนะจ๊ะ” “เดินดีกว่าวิ่ง” ข้อตกลงที่ใช้กับเด็กจะหลีกเลี่ยงคำว่า”ห้าม” “ไม่” .”อย่า” เพราะเป็นคำพูดเชิงลบซึ่งถือเป็นการนำแนวทางการจัดการชั้นเรียนแบบ CCE มาใช้อย่างได้ประสิทธิภาพนอกจากนี้ในห้องเรียนของคุณครูยังมีการสมมุติพี่นางฟ้าใจดีขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนในการเสริมแรงพฤติกรรมทางบวกให้กับเด็กอีกด้วย

โครงการโรงเรียนกรุงเทพมหานครสู่ความเป็นเลิศถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการจัดหลักสูตรที่บูรณาการ และเน้นจัดประสบการณ์ตรงแก่ผู้เรียน ส่งเสริมเด็กไทยให้กล้าคิดกล้าทำ อีกทั้งให้ครูมีความเข้าใจ สามารถจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และปลูกฝังความเชื่อที่ว่า เด็กทุกคนมีจุดเด่นของตน ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูในการที่จะค้นหาและส่งเสริมจุดเด่นของเด็กเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เรียนอย่างมีความสุข และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฯ สอบถามได้ที่ โทร.02- 252- 5699

Leave a comment »

HOT SCHOOL โรงเรียนแห่งความคิด

จากเมเนเจอร์ออนไลน์
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ปัจจุบันในระบบการศึกษามีการตื่นตัวในการพัฒนานักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษ (Gifed & Talent) กันอย่างแพร่หลาย โดนเฉพาะในต่างประเทศมีแผนงานหรือโครงการพัฒนากันมาก เพราะเขาต่างตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของศักยภาพนักเรียนเหล่านี้ เพื่อนำมาพัฒนาและช่วยแก้ปัญหาของสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยทั่วไปคุณลักษณะของนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษ (Gifed & Talent) ในภาพรวมสามารถสรุปได้ 5 ด้าน ดังนี้

1. ด้านความคิด นักเรียนจะเป็นผู้มีความโดดเด่นในด้านความคิดในแบบต่างๆ อาทิ ความสามารถในความคิดเชิงสรุป (Abstract thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) และความคิดระดับสูง (Higher Order Thinking)

2. ด้านภาวะผู้นำ เป็นผู้มีความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ วางแผน กำกับ ติดตาม ควบคุม และประเมินผล รวมถึงสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ด้านจิตวิทยา เป็นผู้มีความสามารถในการใช้แรงจูงใจทั้งภายในและภายนอก สร้างความสัมพันธ์กับบุคลากร มีคุณภาพอารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง และเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้

4. ด้านการสื่อสาร เป็นผู้มีความสามารถ รับรู้และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถสื่อสารทั้งการพูด ฟัง อ่าน และเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ด้านการแก้ปัญหา เป็นผู้มีความสามารถในการแก้ปัญหา โดยสามารถกำหนดปัญหา และค้นหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด สามารถบริหารความเสี่ยง รวมถึงสามารถพลิกวิกฤติเป็นวิวัฒน์ได้

นักเรียนผู้มีความสามารถ พิเศษ อาจจะมีคุณลักษณะ ทักษะความสามารถโดเด่นอย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่างก็ได้ โดยเฉพาะด้านความคิดนั้นเป็นคุณลักษณะที่สำคัญ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการและความคิดระดับสูงจะช่วยพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศได้ ดังที่ไอน์สไตน์กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” และที่สำคัญงานวิจัยส่วนใหญ่สนับสนุนว่า นักเรียนที่มีทักษะความคิดระดับสูงจะมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่านักเรียนที่มีทักษะความคิดระดับต่ำ

HOT คืออะไร

HOT เป็นคำย่อมาจาก Higher Order Thinking แปลว่า ความคิดระดับสูง ในแนวคิดของ Bloom แบ่งความคิดออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้
1. ระดับความรู้ความจำ (The Knowledge Level) เป็นความคิดระดับการรับรู้ของบุคคล ด้านข้อมูลข่าวสาร และสามารถจำในสิ่งที่ยังไม่ได้เน้นกระบวนการ

2. ระดับความเข้าใจ (The Comprehension Level) เป็นความคิดระดับความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารเชิงลึก สามารถอธิบายคำตอบได้อย่างเหมาะสม

3. ระดับการประยุกต์ (The Application Level) เป็นความคิดระดับความสามารถที่จะนำความรู้ หลักการ คำนิยามไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้

4. ระดับการณ์วิเคราะห์ (The Analysis Level) เป็นความคิดระดับความสามารถในการแยกแยะ องค์ประกอบของสิ่งต่างๆ เรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ได้ โดยจำแนกเป็นส่วนๆ และอธิบายความสัมพันธ์ของแต่ละอย่างได้เป็นอย่างดี

5. ระดับการสังเคราะห์ (The Synthesis Level) เป็นความคิดในระดับความสามารถในการนำรายละเอียดของสิ่งต่างๆ มาสร้างและรวบรวม หรือเรียบเรียงเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มีความแตกต่างกับสิ่งเดิมได้

6. ระดับการประเมิน (The Evaluation Level) เป็นความคิดในระดับความสามารถในการตัดสินใจ วินิจฉัย เปรียบเทียบ และประเมินสิ่งต่างๆ ได้

แนวคิดของ Bloom จะนับความคิดระดับต่ำ (Lower Order Thinking) เฉพาะระดับความจำและความเข้าใจ ส่วนระดับการประยุกต์ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินเป็นความคิดระดับสูง (Higher Order Thinking หรือ HOT)

แนวคิดและความเชื่อเกี่ยวกับ HOT

นอกจากจะมีการจำแนกระดับของความคิด ดังกล่าวแล้ว ยังมีแนวคิดและความเชื่อเกี่ยวกับ HOT ดังนี้

* ไม่มีแนวคิดใดที่สมบูรณ์และไม่ดีตลอดเวลา

* ท่านสามารถจำบางอย่างโดยปราศจากความเข้าใจ

* รูปแบบเชาว์ปัญญาของความคิดมีสามประการ ได้แก่ การวิเคราะห์ สังเคราะห์และการนำไปใช้ และความคิดทั้งสามประการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ วัน

* แก่นทางปัญญา (Metacognition-thinking) เป็นส่วนหนึ่งของความคิดระดับสูง

HOT เป็นความคิดที่สามารถพัฒนาได้ ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งครู และผู้ปกครองจึงควรส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาทักษะความคิดอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนานักเรียนให้เกิดทักษะความคิดระดับสูง (HOT)

โรงเรียนเป็นสถานที่สำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ที่แท้จริงคือ การปฏิรูปโรงเรียน ซึ่ง เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด จุดเน้นที่สำคัญคือ การพัฒนาความรู้ความสามารถของนักเรียนโดยเฉพาะการพัฒนาความคิดด้านต่างๆ เพื่อนำความคิดสร้างสรรค์จินตนาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น โรงเรียนจึงควรมีแนวทางในการพัฒนาความคิดระดับสูงของนักเรียน ดังนี้

1. สร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้สนับสนุนความคิดระดับสูง ดังนี้

* จัดสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ มีความหลากหลายเพื่อใช้กับนักเรียนที่มีความคิดระดับสูง

* ใช้กิจกรรมการเรียนการสอนหรือวิธีการสอนพัฒนาความคิดของนักเรียน เช่น การอภิปรายการสืบสวน การศึกษาเป็นรายกรณี การสอนแบบโครงการ การจัดกลุ่มสนทนา หรือกระบวนการกลุ่ม เป็นต้น

* จัดกิจกรรมการอสนที่หลากหลายสนองความคิดในระดับต่างๆ

* กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ

* สร้างความตระหนักในด้านการยอมรับนับถือตนเอง ยอมรับความแตกต่างของบุคคล

* มีการคาดการณ์สูงหรือ เล็งผลเสียในด้านความคิดหรือ ผลงานของนักเรียน

* จูงใจให้นักเรียนทำงานนอกกรอบ หรือ ใช้หลักการบริหารความเสี่ยง

2. ใกล้ชิดกับนักเรียนโดยพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์ให้นักเรียนเกิดความคิดระดับสูง ดังนี้

* ให้โอกาสนักเรียนทำงานร่วมกับบุคคลต่างๆ และเรียนแบบกลุ่ม และมีส่วนร่วมกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมใจ
* ใช้คำถามปลายเปิด (Open-ended Question) โดยเน้นคำถามที่มีคำตอบมากกว่า 1 ข้อ

* ใช้กิจกรรมการเรียนรู้หลายรูปแบบ

* พัฒนากิจกรรมการแก้ปัญหาในรูปแบบความคิดที่แตกต่างกัน

3. สร้างรูปแบบคำถามเพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดระดับสูง

* ใช้คำถามหลากหลาย ซับซ้อนเพื่อให้ขบคิด

* ตั้งคำถามให้สอดคล้องกับระดับของความคิดระดับสูง

การ พัฒนาผู้เรียนให้เกิดความคิดระดับสูง นอกจากครูจะสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้นักเรียนเกิดความคิดแล้ว บทบาทครูนับว่ามีความสำคัญทั้งการใช้คำถามกระตุ้นให้เกิดความคิด ตลอดจนใช้วิธีการสอนและจัดกิจกรรมที่หลากหลาย รวมถึงหาวิธีการในการพัฒนาความคิดของนักเรียน

กลยุทธ์ในการพัฒนาทักษะความคิดระดับสูง ()

ครูนับว่ามีส่วนใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด ครูจึงควรใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาทักษะความคิดระดับสูง ดังนี้

* สร้างความกระจ่างชัดเกี่ยวกับมโนทัศน์ของความคิดระดับสูง และฝึกฝนการตั้งคำถาม รวมทั้งกระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำถามในชั้นเรียน

* ตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของคำถามอย่างชัดเจน

* ถามคำถามแบบปลายเปิด และมีคำตอบหรือทางเลือกหลายๆ ทาง

* สร้างบรรยากาศทางบวก เพื่อตอบสนองความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ และให้เวลากับนักเรียนในการใช้ความคิดอย่างอิสระ

* เน้นคำถามที่ขึ้นต้นด้วย ทำไมและอย่างไร

* กระตุ้นให้นักเรียนสร้างแผนที่ความคิด (Concept Mapping) หรือใช้ความคิดสรุปเชิงสรุป (Abstract thinking)

กลยุทธ์ ในการพัฒนาความคิดระดับสูง ได้แก่ การกระตุ้นให้นักเรียนใช้ความคิดด้วยการตั้งคำถามปลายเปิด และเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดอย่างอิสระ โดยไม่สร้างแรงกดดันกับนักเรียน ทำให้นักเรียนสามารถใช้ความคิดอย่างอิสระ โดยไม่มีการควบคุมทำให้เกิดความคิดหลากหลาย สร้างความแปลกใหม่สม่ำเสมอ

คุณลักษณะของ

หมายถึง โรงเรียนที่เน้นนักเรียนให้เกิดความคิด หรือโรงเรียนแห่งปัญญา (Wisdom School) โดยวิสัยทัศน์ของโรงเรียนจะเน้นศิลปะแห่งการพัฒนาด้านวิชาการที่เข้มแข็ง ไม่เน้นผลลัพธ์ของหลักสูตรที่ผ่านสาขาวิชาการเพียงอย่างเดียว ใช้ศิลปะพัฒนาทักษะความคิดระดับต่างๆ ที่หลากหลาย สร้างแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ พัฒนาหลักสูตรพิเศษ รวมถึงสร้างการยอมรับนับถือตนเอง (Self esteem) และการแก้ปัญหาสังคม โดยให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน สังคม และทุกภาคส่วน นอกจากนี้ มีองค์ประกอบ 3 ส่วน ดังนี้

1. ศิลปะที่เข้มแข็ง การจัดการศึกษาผ่านการใช้ศิลปะในการช่วยให้นักเรียนพัฒนาความสามารถ ด้านความคิดระดับสูงอย่างอิสระ พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เน้นวิชาการที่เข้มแข็ง นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ

2. บูรณาการด้านศิลปะ บุคลากรในโรงเรียนใช้ศิลปะจูงใจให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เชิงลึก กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และเปิดโอกาสให้ระดมความคิดและนำความคิดไปใช้ต่อส่วนรวม และสร้างความภาคภูมิใจในผลงานที่เกิดขึ้น

3. เน้นประชาธิปไตย สนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง โดยสนับสนุนการคัดเลือก การลงคะแนนเสียงของสมาชิกในระบบเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียงของสมาชิกในระบบเลือกตั้ง และการทำงานร่วมกับบุคคลต่างๆ ทั้งความเป็นหุ้นส่วนหรือการมีส่วนร่วมกับบุคลต่างๆ

จึงเป็นโรงเรียนที่ส่งเสริมความคิดระดับสูง โดยบุคลากรในโรงเรียนต้องใช้ศิลปะในการจูงใจให้นักเรียนเกิดความคิด และส่งเสริมการแสดงออกด้วยระบอบประชาธิปไตย ทำให้นักเรียนกล้าคิดกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง สร้างความตระหนักถึงคุณค่าและการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง อันเป็นรากฐานในการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยไม่เกิดความขัดแย้งสืบไป

โดยสรุปแล้ว มีลักษณะ ดังนี้

* วิสัยทัศน์เน้นการพัฒนาความคิด

* หลักสูตรเน้นวิชาการที่เข้มแข็ง

* มีความเข้มข้นด้านประชาธิปไตย

* ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านการเรียนการสอน โดยเน้นทักษะด้านความคิด

* บรรยากาศในชั้นเรียนอบอุ่น แบบมิตรภาพ

* ใช้คำถามกระตุ้นอย่างซับซ้อน ชวนคิด

* เน้นสร้างสรรค์ แปลกใหม่

* การเรียนการสอนที่ตื่นเต้น สงสัย ชวนคิด

* เน้นการมรส่วนร่วมทั้งครู ผู้ปกครองและเพื่อน

* สร่งการยอมรับนับถือจนเองและตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง

นับว่าเป็นโรงเรียนที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความคิดระดับสูง จึงนับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ รวมทั้งสร้างนักคิดรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ รวมถึงสามารถประเมิน นำไปสู่การตัดสินใจ และสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างถูกต้อง อันเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ เพราะประเทศใดก็ตามที่มีคนที่มีความคิดดี ก็จะช่วยสร้างชาติให้เกิดความมั่นคงถาวรและเจริญก้าวหน้าสืบไป

โดย ดร.สมชาย เทพแสง
ที่มาข้อมูล : วารสารวิชาการ ปีที 12 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2552

Leave a comment »

แห่สมัครกลุ่มแพทย์ทะลุ 2 หมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม 2553
ยอดสมัครกลุ่มแพทย์ ปี 54 ทะลุ 20,000 เลขาฯ กสพท.ระบุ คาดไม่ถึงเด็กแห่สมัครจนล้น ย้ำไม่ขยายเวลารับสมัครอีกแล้ว

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการรับสมัครนักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ประจำปีการศึกษา 2554 ว่า จากการเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค. มีนักเรียนมาสมัครกว่า 20,000 คน แต่มีสิทธิ์สอบไม่ถึง 20,000 คน โดยคนที่ไม่มีสิทธิ์สอบจะมีทั้งที่ขาดคุณสมบัติ และสละสิทธิ์ ซึ่งมีไม่มากนัก สำหรับจำนวนรับของคณะแพทยศาสตร์ 12 สถาบัน และคณะทันตแพทยศาสตร์ 5 สถาบัน รวม 17 คณะ รับได้เพียง 1,432 คน ซึ่งเมื่อเทียบจำนวนผู้สมัครปีนี้กับปีก่อน ๆ ถือว่าปีนี้มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยปีที่แล้วมียอดผู้สมัครเพียงแค่ 15,000-16,000 คน ขณะที่ ปีนี้คาดการณ์เบื้องต้นว่า จะมีผู้สมัคร 12,000 คน แต่กลับมาสมัครถึง 20,000 คน ซึ่งตนก็คาดไม่ถึงว่าจะมาสมัครมากขนาดนี้

นพ.อาวุธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ที่เอกสารไม่ครบ เช่น ขาดภาพถ่าย กสพท.คงไม่สามารถขยายเวลายื่นหลักฐานได้อีกแล้ว เพราะจะสอบวิชาเฉพาะในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ซึ่งรอ กสพท.คงเตรียมการไม่ทัน เพราะต้องเตรียมทั้งเรื่องสถานที่สอบ เลขที่นั่ง จัดโค้ดเลขที่นั่ง ซึ่งขณะนี้ ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว โดยเฉพาะสถานที่สอบ ซึ่งพอดีกับผู้มีสิทธิ์สอบ ถ้าต้องเพิ่มเข้ามาแม้แต่คนเดียว ก็ต้องหาสถานที่สอบเพิ่มเติม ซึ่งไม่ทันแน่นอน

“ที่ผ่านมา กสพท.เปิดให้ยื่นคำร้องโดยดาวน์โหลดคำร้องที่เว็บไซต์ของ กสพท. และมีผู้มายื่นคำร้องเนื่องจากขาดเอกสารเป็นระยะ ๆ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก็ได้นำคำร้องเข้าสู่การพิจารณาตลอดมา กระทั่งมีการประชุมเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉะนั้น หากจะยื่นคำร้องเข้ามาตอนนี้ คณะกรรมการก็คงพิจารณา และดำเนินการให้ไม่ทันแล้ว” นพ.อาวุธ กล่าว.

Leave a comment »

คุรุสภาเปิดทดสอบความรู้ครูไทย-เทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 04 พฤศจิกายน 2553
นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภาประกาศรับสมัครทดสอบความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 11-22 พ.ย. 2553 ซึ่งเป็นการรับสมัครทดสอบความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครู สำหรับผู้ที่ประสงค์จะประกอบวิชาชีพครูทั้งครูชาวไทยและ ต่างประเทศ ที่มีมาตรฐานความรู้ไม่ตรงตามที่กำหนด โดยผู้ขอรับการทดสอบต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และไม่มีคุณลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด ซึ่งครูไทยสามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp. or.th หรือ http://testth.ksp.or.th ส่วนครูต่างประเทศสมัครที่ http://testeng.ksp.or.th และจัดทดสอบวันที่ 21-23 ม.ค. 2554 โดยภาคกลางจัดที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จังหวัดขอนแก่น และภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า สำหรับ การทดสอบมาตรฐานความรู้ครูไทย นั้น สามารถเลือกทดสอบได้ 9 มาตรฐานความรู้ ประกอบด้วย 1.ภาษาและเทคโนโลยีสำหรับครู 2.การพัฒนาหลักสูตร 3.การจัดการเรียนรู้ 4.จิตวิทยาสำหรับครู 5.การวัดและประเมินผลการศึกษา 6.การบริการจัดการในห้องเรียน 7.การวิจัยทางการศึกษา 8.นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา และ 9.ความเป็นครู ส่วนมาตรฐานความรู้ครูชาวต่างประเทศ ประกอบด้วยมาตรฐาน 9 ด้าน รวม 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ภาษาและเทคโนโลยีสำหรับครู และนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ฉบับที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และ การบริหารจัดการในห้องเรียน ฉบับที่ 3 การวัด และประเมินผลการศึกษา และการวิจัยทางการ ศึกษา และฉบับที่ 4 จิตวิทยาสำหรับครู และความเป็นครู.

Leave a comment »

เรียนรู้บูรณาการในโรงเรียนเล็ก

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

“อันโรงเรียนทั่วไปในประเทศ
ต่างประเภทต่างชั้นกันหนักหนา
ตั้งแต่ตึกสูงงามอร่ามตา
จนกระทั่งหลังคาเป็นตองตึง

โรงเรียนเล็กหรือใหญ่เป็นไรเล่า
ถ้าครูเอาใจใส่ได้ทั่วถึง
พบครูดีทีไรใจคะนึง
ว่าเมืองไทยได้หนึ่งโรงเรียนดี”

บทกลอนดังกล่าว เป็นบทประพันธ์ของศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ที่นับเป็นปูชนียบุคคลในวงการการศึกษาไทย ผู้ซึ่งทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอเนกประการ คงไม่มีผู้ใดที่อยู่ในแวดวงการศึกษาจะไม่รู้จัก

เราจะเห็นว่า การแบ่งโรงเรียนในประเทศไทยมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เรารู้จักโดยทั่วกันคือ โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ แต่ความเป็นจริงยังมีรายละเอียดมากกว่านี้ สำหรับโรงเรียนที่จัดอยู่ในประเภทโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ตามเกณฑ์การจัดขนาดโรงเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนเด็กตั้งแต่ 120 คนลงมา ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายทั้งในเมืองและนอกเมือง บางแห่งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ส่วนใหญ่เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 แต่มีบางแห่งที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งเปิดสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

จากการรายงานผลการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พบว่า โรงเรียนจำนวนมากที่ยังไม่สามารถพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างน่าพึงพอใจนั้น ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โดยมาตรฐานที่โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่ผ่านรับรองการประเมินมาตรฐานภายนอกของ สมศ. โดยเฉพาะด้านผู้เรียน เช่น มาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

หลายเหตุผลที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านการประเมินภายนอก เช่น ปัญหามีครูไม่ครบชั้น ขาดครูบางสาขาวิชา ไม่มีแผนการสอนครบทุกสาระ ซึ่งล้วนส่งผลถึงคุณภาพ นักเรียนที่ทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำหลายคนเคยเสนอความเห็นให้ “ยุบ/เลิก” ในกรณีโรงเรียนในที่ไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพได้ ซึ่งความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ว่า กรณีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยมาก ๆ หากโรงเรียนใดพึงเลิกได้ก็ให้ “เลิก” หากโรงเรียนใดพึงรวมกับโรงเรียนอื่นใกล้เคียงได้ก็ให้ “รวม” แต่ต้องหาวิธีการที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองหรือผู้เรียน แต่หากโรงเรียนใดยังคงเปิดสอนก็จะต้องดำเนินการได้อย่างมีคุณภาพ

วิธีการหนึ่งในการเพิ่มเติมคุณภาพ จากการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น นอกจากจะช่วยเพิ่มอัตราครูต่อนักเรียนแล้ว ยังส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นด้วย ส่วนการเรียนการสอนที่แยกส่วนตามรายวิชา จะขาดการบูรณาการทั้งด้านเนื้อหา และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนั้น สพฐ. นำโดย ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพ และได้นำวิธีการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น (Multigrade Teaching) มาใช้ เพราะเล็งเห็นว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้กรณีที่โรงเรียนมีครูไม่ครบชั้น

การจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น เป็นการดำเนินการจัดชั้นเรียนที่นำนักเรียนต่างชั้น ต่างกลุ่มอายุ และต่างความสามารถมาเรียนรู้พร้อมกันในห้องเดียวโดยมีครูคนเดียวจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ ถือเป็นการจัดการเรียนรู้ที่สนองตอบความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มย่อย

ในการจัดเด็กที่เรียนอยู่ต่างชั้น ต่างกลุ่มย่อย ต่างกลุ่มอายุ ต่างความสามารถ แล้วนำมาจัดการเรียนรู้พร้อมกันนั้น ต้องอาศัยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การจัดกิจกรรมแบบรวมชั้น การทำงานกลุ่มย่อย การทำงานแบบคู่ การทำงานรายบุคคล ซึ่งการจัดกลุ่มนักเรียนในชั้นเรียนแบบคละนี้ ครูต้องคำนึงถึงพัฒนาการหรือระดับความสามารถของเด็ก และไม่จัดเด็กที่มีความสามารถต่างกันมาก ๆ มาเรียนรวมกัน เช่น ป.1 กับ ป.5 แต่ต้องจัดเด็กที่มีระดับพัฒนาการในการเรียนรู้ใกล้เคียงกันมาเรียนรวมกัน เช่น ป.1 รวมกับ ป.2 ป.2 รวมกับ ป.3 ป.1-ป.3 ป.4-6 รวมทั้งปริมาณเด็กในชั้นเรียนแบบ คละนี้ต้องมีสัดส่วนครูต่อเด็กไม่เกิน 1 ต่อ 20 คน เพื่อให้การดูแลเด็ก ที่ต่างความสามารถในการเรียนรู้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประ สิทธิภาพ
ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. ได้มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ทั้งในรูปแบบการบริหารจัดการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการควบคู่กับการเน้นทักษะพื้นฐานที่จำเป็น มีการจัดการเรียนรู้หลักสูตรบูรณาการตามจุดเน้นคุณภาพผู้เรียน สำหรับการจัดตารางเรียนนั้นในช่วงเช้าเน้นการเรียนรู้ด้านภาษาและคณิตศาสตร์ ส่วนภาคบ่ายจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้โดยเน้นทักษะที่สำคัญที่เป็นทักษะร่วมในการแสวงหาความรู้ เช่น ทักษะการคิด ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ประกาศ “จุดเน้นคุณภาพผู้เรียน จุดเปลี่ยนการปฏิรูปการศึกษาไทย” สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กได้เน้นการจัดการเรียนรู้บูรณาการตามจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของกระทรวงศึกษาธิการด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทยรอบสองเช่นกัน.

ฟาฏินา วงศ์เลขา

Leave a comment »