Archive for กรกฎาคม, 2010

เด็กไทยสร้างชื่อคว้า3ทองเคมีโอลิมปิก

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม 2553
เด็กไทยสร้างชื่อ คว้า 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกที่ประเทศญี่ปุ่น

วันนี้ (27 ก.ค.) นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ สสวท.ได้คัดเลือก และจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ จำนวน 4 คน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19-28 ก.ค. ขณะนี้การแข่งขันได้เสร็จสิ้นแล้ว ปรากฎว่า ผู้แทนประเทศไทยคว้าเหรียญรางวัลได้ทั้ง 4 คน คือ 3 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน โดย 3 เหรียญทอง ได้แก่ นายอลิฟ น้อยคำ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ นายเขตภากร ชาครเวท โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และ น.ส.พิณนรี เตี่ยมังกรพันธุ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ส่วนเหรียญเงิน ได้แก่ นายจิราบริรักษ์ เจริญภัทรปรีดา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ผอ.สสวท. กล่าวต่อว่า การแข่งขันเคมีโอลิมปิกปีนี้ มีประเทศเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 68 ประเทศ 267 คน ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ จีน รัสเซีย และเกาหลี อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผู้แทนประเทศไทย คือ น.ส.พิณนรี เตี่ยมังกรพันธุ์ ยังได้รับรางวัลผู้ทำคะแนนสอบภาคทฤษฎีเต็มอีกด้วย สำหรับคณะอาจารย์ร่วมเดินทางประกอบด้วย ผศ.ดร.เอกสิทธิ์ สมสุข จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าทีม รศ.ดร.ธรรมรัตน์ อารีย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม ผศ.ดร.ยงศักดิ์ ศรีธนาอนันต์ และ ผศ.ดร.อรุณศิริ ชิตางกูร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และ อ.สุพรรณี ชาญประเสริฐ จาก สสวท.เป็นผู้จัดการทีม ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยจะเดินทางกลับถึงไทยในวันที่ 28 ก.ค.นี้ เวลา 21.25 น.

นายอลิฟ น้อยคำ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า ก่อนไปแข่งขันได้เตรียมตัวด้วยการอ่านหนังสือ และทำโจทย์ให้มาก ๆ เพื่อสร้างความพร้อมเต็มที่ โดยส่วนตัวชอบเรียนเคมี เพราะชอบการทดลอง และเป็นสิ่งที่ท้าทาย รวมทั้งยังชอบชีววิทยาด้วย เพราะพื้นฐานเคมีบางส่วนนำไปอธิบายปรากฏการณ์ หรือกลไกต่าง ๆ ของชีววิทยาได้ ปกติตนไม่ใช่เด็กเรียนอย่างเดียว หลังเลิกเรียนจะชอบเล่นบาสเกตบอลกับเพื่อน ๆ และอาจเล่มเกมบ้างบางครั้ง เพื่อผ่อนคลาย แต่ต้องว่างจากการอ่านหนังสือแล้วเท่านั้น

ด้าน นายเขตภากร ชาครเวท หรือ จ๊อบ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า การได้เป็นผู้แทนประเทศไทย ช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ เพราะการเรียนในโรงเรียนมีโอกาสทำการทดลองไม่มากนัก มักเป็นการเรียนในภาคทฤษฎี ซึ่งเรารับความรู้อย่างเดียว ขณะที่ ภาคปฏิบัติเป็นการแสดงความสามารถ ทำให้รู้ว่าต้องปรับปรุงแก้ไขจุดใดบ้าง.

Advertisements

Leave a comment »

เตือนพ่อแม่ระวังภัย Top 5 ทำร้ายสมองลูก!

จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ได้ชื่อว่า “เด็ก” ถือเป็นมนุษย์ตัวเล็กที่อยู่ไม่นิ่ง ชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะปีนป่าย วิ่ง หรือกระโดด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นธรรมชาติของเด็กทั้งสิ้น แต่การเล่นของเด็กนั้น นอกจากจะให้ความสนุก ผ่อนคลาย และส่งเสริมพัฒนาการในหลายๆ ด้านแล้ว ยังก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่ายอีกด้วย เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ตลอดจนการประสานงานของเด็กยังไม่สมบูรณ์

ดังนั้น การเลี้ยงลูกให้ปลอดภัย เป็นสิ่งที่จำเป็น และทำได้ไม่ยาก วันนี้ทีมงาน Life and Family มีคำแนะนำดีๆ จาก “รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์” หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาฝากเป็นแนวทางเพื่อรับมือกับภัยใกล้ตัวลูกกัน

1. ระวัง! การเขย่าตัวเด็ก

การจับลูกทารกมาเขย่าอย่างแรง โดยเฉพาะพ่อแม่ หรือผู้ดูแลที่มีอารมณ์โกรธ หรือหงุดหงิดกับการร้องไห้ของลูก และต้องเขย่าเพื่อให้เด็กเงียบ การกระทำโดยรู้ไม่เท่าทันนี้ หารู้ไม่ว่า อาจส่งผลให้เกิดเลือดออกในสมอง และประสาทตาของเด็ก ทำให้เด็กพิการทางสมอง ตาบอด หรือ เสียชีวิตได้ ดังนั้น ห้ามจับทารกเขย่า! เป็นอันขาด

2. ระวัง! จมน้ำ

การจมน้ำเป็นอุบัติเหตุอันตรายที่ทำให้เด็กพิการ หรือเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่ง และมักเกิดขึ้นกับเด็กที่เริ่มเคลื่อนตัวได้ ซึ่งมักเกิดเหตุในแหล่งน้ำใกล้บ้าน หรือสระว่ายน้ำที่เด็กๆ ไปเล่น อย่างไรก็ดี การจมน้ำของเด็กยังเกิดขึ้นขณะที่ลูกอยู่ในความดูแลของพ่อแม่เองที่เผอเรอ หรือเผลอหลับไปเพียงครู่เดียว ทั้งในอ่างอาบน้ำ กะละมัง ถังน้ำ หรือแหล่งน้ำที่อยู่ติดกับบ้าน

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรแยกเด็กออกจากแหล่งน้ำ และเตรียมพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยให้ลูก และเมื่อลูกอายุ 2 ขวบขึ้นไป ควรเริ่มให้ลูกหัดว่ายน้ำ และสอนทักษะการช่วยเหลือตัวเอง ที่สำคัญ พ่อแม่ หรือผู้ดูแลยังคงต้องดูแลใกล้ชิดไม่คลาดสายตาเวลาเมื่อเด็กอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ไม่ว่าจะในบ้าน หรือนอกบ้าน
3. ระวัง! สิ่งอุดตันทางเดินหายใจ

เด็กทารกอายุ 3-6 เดือนขึ้นไป จะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมด้วยการเอาทุกสิ่งที่สนใจเข้าปาก ส่วนเด็กวัยเตาะแตะที่ฟันเริ่มขึ้น และเคลื่อนไหวอยู่ไม่นิ่ง มักจะถือของไว้ในมือ พร้อมกับกินไปพลาง ซุกซนไปพลาง ซึ่งอาจทำให้อาหาร หรือสิ่งแปลกปลอมสำลักอุดตันทางเดินหายใจ ส่งผลให้สมองพิการ หรือเสียชีวิตได้เพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้น ดังนั้นอย่าให้เด็กอยู่กับสิ่งของชิ้นเล็กเพียงลำพัง เช่น ของใช้ ของเล่น หรือของกินบางอย่าง อาทิ ผลไม้ที่เป็นลูกๆ อย่าง ลำไย น้อยหน่า ลิ้นจี่ เป็นต้น

4. ระวัง! ลูกพลัดตกจากที่สูง

เด็กทารกแม้ยังเดินไม่ได้ แต่ก็สามารถพลิกหงาย และถีบตัวเองขึ้นได้ การวางลูกน้อยวัยแรกเกิดไว้บนเตียง โซฟา โต๊ะ หรือแม้เพียงชั่วขณะเพื่อไปทำธุระ อาจเป็นเหตุให้ลูกพลัดตกได้ ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวบนที่สูง หากไม่มีที่กั้น อย่างน้อยมือหนึ่งของคุณแม่ต้องวางอยู่บนตัวเด็กเสมอ

ส่วนเด็กวัยเตาะแตะ มักได้รับบาดเจ็บในบ้านจากการพลัดตกหกล้ม และตกจากที่สูง เช่น บันได ฉะนั้นการจัดบ้านให้ปลอดภัยจึงสำคัญมาก บันไดควรติดตั้งประตูกั้นตั้งแต่ลูกเริ่มคลานได้แล้ว และต้องทำทั้ง 2 บาน คือ กั้นทางขึ้น และทางลง นอกจากนั้นต้องมีกลอนล็อคไว้เสมอ และล็อคทุกครั้งหลังจากที่เปิดเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญต้องทำให้เปิดเข้าหาตัวได้เท่านั้น เพื่อกันไม่ให้เด็กผลัก หรือไถลตกลงไป

5. ระวัง! เฟอร์นิเจอร์…อันตราย

เมื่อลูกเข้าสู่วัยเตาะแตะ จะเป็นเด็กช่างสำรวจ และชอบปีนป่ายซุกซน จุดต่างๆ ในบ้าน หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ที่เคยดูปกติดี ก็อาจกลายเป็นจุดอันตรายสำหรับลูกได้ ดังนั้น การจัดบ้าน ควรเลือกโต๊ะที่เป็นรูปทรงกลม หรือรูปไข่ ไม่มีกระจก เพื่อจะได้ไม่มีขอบหรือมุมแหลมคมที่ลูกอาจเดินหรือวิ่งเข้ามาชน ควรซื้ออุปกรณ์กันกระแทกมุมขอบโต๊ะใส่ทั้ง 4 มุม ตู้เก็บของ หรือชั้นวางของทั้งที่มีหรือไม่มีลิ้นชักต้องแข็งแรง วางบนพื้นราบ มีอุปกรณ์ยึดติดกับกำแพงที่มั่นคง ไม่ล้มง่ายเมื่อเด็กเข็น ดัน โหน หรือปีนป่าย เพราะไม่เช่นนั้น เด็กอาจถูกเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นล้มทับจนเป็นอันตรายต่อศีรษะและสมองได้ ดังนั้นพ่อแม่ หรือผู้ดูแลต้องให้เด็กวัยดังกล่าวอยู่ในสายตา และอยู่ในระยะที่จะเข้าถึงตัวลูกอย่างทันท่วงทีได้ตลอดเวลาด้วย

เห็นได้ว่า “อุบัติเหตุ” กับ “เด็ก” เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ดังนั้นการรู้เท่าทัน และจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกบ้านควรทำ เพราะการเลี้ยงลูกให้ปลอดภัย ความรักอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

Leave a comment »

กลุ่มสถาบันแพทย์ยันปี54ไม่ใช้GAT,PATรับนศ.

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม 2553
เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ศ.นพ. อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) พร้อมด้วย ศ.พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ ประธานอนุกรรมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิตผ่านระบบรับตรง ของกลุ่ม กสพท. แถลงข่าวหลักเกณฑ์การรับสมัคร ประจำปีการศึกษา 2554 โดย ศ.พญ.บุญมี กล่าวว่า ปี 2554 คณะแพทยศาสตร์ 12 สถาบัน และคณะทันตแพทยศาสตร์ 5 สถาบัน จะร่วมรับตรง ทั้งสิ้น 1,432 คน ดังนี้ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น http://www.md.kku.ac.th รับ 20 คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.md.chula.ac.th รับ 200 คน ม.เชียงใหม่ http://www.med.cmu.ac.th รับ 52 คน ม.ธรรมศาสตร์ http://www.med.tu.ac.th รับ 72 คน ม.นเรศวร http://www.med.nu.ac.th รับ 30 คน โรงพยาบาลรามาธิบดี http://www.ra. mahidol.ac.th รับ 158 คน โรงพยาบาลศิริราช http://www.si.mahidol.ac.th รับ 250 คน ม.ศรีนครินทรวิโรฒ http://www.medicine.swu.ac.th รับ 165 คน ม.สงขลานครินทร์ http://www.medinfo.psu.ac.th รับ 40 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ ม.รังสิต http://www.rsu.ac.th รับ 40 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล http://www.vajira.ac.th รับ 70 คน วิทยาลัยแพทย์พระมงกุฎ http://www.pcm.ac.th รับ ชาย 60 คน หญิง 40 คน

ส่วนคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ http://www.dent.chula.ac.th รับ 80 คน ม.มหิดล http://www.dt.mahidol.ac.th รับ 80 คน ม.เชียงใหม่ http://www.dent.cmu.ac.th รับ 30 คน ม.สงขลานครินทร์ www. dent.psu.ac.th รับ 20 และ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ http://www.dent.swu.ac.th รับ 25 คน โดยรับสมัครวันที่ 1-31 ส.ค.53 ทางเว็บไซต์ของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ สอบวิชาเฉพาะ วันที่ 30 ต.ค.53 สอบวิชาสามัญ วันที่ 22-23 ม.ค.54 ประกาศผลภายในเดือน มี.ค.54

ศ.พญ.บุญมี กล่าวด้วยว่า การคัดเลือกยังคงใช้องค์ประกอบเดิม ดังนี้ 1. คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET 5 กลุ่มสาระวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยได้คะแนนรวมเทียบเท่าหรือไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณา แต่ไม่นำมาคิดเป็นคะแนน 2.วิชาสามัญให้ค่าน้ำหนัก 70% ซึ่งคะแนนแต่ละกลุ่มสาระวิชาต้องได้เท่ากับหรือมากกว่า 30% และ 3.วิชาเฉพาะค่าน้ำหนัก 30% ทั้งนี้ได้มีการปรับคุณสมบัติเพิ่ม คือ ผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในคณะแพทยศาสตรบัณฑิต และทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ยกเว้นได้ลาออกก่อนวันที่ 15 ส.ค.53 หรือผู้ที่คาดว่าจะสำเร็จบัณฑิตศึกษาในปี 53 ทั้งนี้ กสพท.ยืนยันจัดสอบวิชาสามัญเอง โดยไม่ใช้คะแนนการทดสอบความถนัดทั่วไปหรือ GAT และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการหรือ PAT.

Leave a comment »

ศูนย์รวมตำราแปลจากทั่วโลก

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม 2553

ความต้องการความรู้และตำราจากต่างประเทศสำหรับวงการการศึกษามีมากขึ้น จึงมีบริการด้วยธุรกิจออนไลน์ โดยมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์นานกว่าสิบปี จนเทียบชั้นเป็นคู่แข่งกับศูนย์หนังสือชั้นนำ และเว็บขายหนังสือระดับโลกอย่าง อะมาซอนดอตคอม มีเป้าหมายเป็นแหล่งผลิต จำหน่าย และเป็นศูนย์รวมตำราแปลชั้นนำจากทั่วโลก
บริษัทสำนักพิมพ์ท้อปจำกัด http://www.toptext book.com

สุพจน์ รัตนาพันธุ์ ผู้บริหารของสำนักพิมพ์ เปิดเผยว่าก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3 เมษายน 2545 โดยนำประสบการณ์ทำหนังสือเรียนมานานกว่า 2 ทศวรรษ จากสำนักพิมพ์ทั้งในและต่างประเทศ มากำหนดเป้าหมายเป็นแหล่งผลิตจำหน่ายและศูนย์รวมตำราแปลชั้นนำจากทั่วโลก และได้ผลิตตำราวิชาการ ลิขสิทธิ์ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกจากทุกสำนักพิมพ์ เรียบเรียงเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะศาสตร์หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ ชีววิทยา สิ่งแวดล้อม วิศวกรรมศาสตร์-ไฟฟ้า เครื่องกล โยธา อุตสาหการ คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการ บริหารธุรกิจ การบริหาร การตลาด การเงิน การบัญชี โลจิสติกส์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ออกแบบ ศิลปะ ภาษา คู่มือสอบ เตรียมสอบ หนังสืออ่านนอกเวลา หนังสืออ้างอิง พจนานุกรม ปทานานุกรม ดิกชันนารีหนังสือเด็ก และหนังสือแพทย์ ที่แยกมาเปิดเว็บต่างหากที่ http://www.topmedicalbook.com

สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นและความแตกต่างของท้อป อยู่ที่การเป็นศูนย์รวมตำราแปลจากทุกสำนักพิมพ์ทั่วโลก ครอบคลุมทุกสาขาโดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์ วิศว กรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ บริหาร บัญชีการเงิน คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตย กรรมศาสตร์ และหนังสือสอนภาษา อีกด้านคือการเป็น ผู้นำเข้าและจำหน่ายตำรา (เท็กซ์บุ๊ก) จากต่างประเทศ ทั้งจาก เอเชีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ครอบคลุมทุกสาขา

สุพจน์บอกว่า นอกจากธุรกิจผลิตจำหน่ายตำรา ในอนาคต จะจำหน่ายฐานข้อมูลและสื่อการศึกษาออน ไลน์อีกด้วย
สำหรับช่องทางจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์ท้อป ปัจจุบันมีหน้าร้าน 2 สาขาคือ คือ ราม อินทรา และจตุจักร ส่วนช่องทางออนไลน์มี 3 เว็บ ไซต์ คือ http://www.toptextbook.com; http://www.topmedicalbook.com และ http://www.elttopbook.com

ส่วนการจำหน่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต เริ่มจากความต้องการเผยแพร่ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายหนังสือที่สำนักพิมพ์ท้อปผลิตขึ้น ตั้งแต่ปี 2545 ต่อมามีลูกค้าถามถึงหนังสือของสำนักพิมพ์ว่าแปลจากเล่มใด มีฉบับภาษาอังกฤษขายหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีผู้ต้องการใช้หนังสือต่างประเทศ แต่ไม่มีผู้บริการนำเข้าหรือมีก็ไม่ทันเวลา ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจกับสำนักพิมพ์ต่างประเทศมาก่อน จึงเริ่มเจรจานำหนังสือต่างประเทศมาขายด้วยแบบออร์เดอร์ ทู ออร์ เดอร์ หรือตามคำสั่งซื้อ และพัฒนามาสู่การเปิดร้านค้า ตำราเรียนและ เท็กซ์บุ๊กออนไลน์เต็มรูปแบบ

ระบบการขายผ่านอินเทอร์เน็ต ออกแบบให้เป็นเสมือนหน้าร้านที่ค้นหาได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา ว่ามีหนังสือที่ต้องการหรือไม่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สืบค้นผ่านระบบนี้ ได้แก่ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี และปริญญาโท อาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งสองระดับ รวมถึงห้องสมุด/มหาวิทยาลัย ราชมงคล ราชภัฏ วิทยาลัยเทคนิค

“การซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตจะเป็นลูกค้ารายย่อย ที่สั่งผ่านหน้าร้านเป็นลูกค้าที่ดูจากอินเทอร์เน็ตหรือร้านหนังสือทั่วไปมาก่อน และจะเป็นผู้ซื้อจำนวนมากหลายเล่ม หรือซื้อยกห้อง” สุพจน์อธิบายช่องทางการค้าขายทั้งสองระบบที่เอื้อต่อกัน

นักการตลาดออนไลน์บางคนเคยสรุปว่า ระบบการค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ค้ารายเล็ก หรือใหญ่ มีโอกาสเสมอกัน ท้อป ก็อยู่ในสถานะนั้น สุพจน์บอกว่า เขามีคู่แข่งที่ต้องปรับตัวตลอดเวลาทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลยุทธ์การตั้งราคา จะมีเจ้าหน้าที่ของเว็บคู่แข่งคอยเทียบเคียงและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเว็บไซต์ที่เห็นเป็นคู่แข่งของ http://www.toptextbook.com มีทั้ง http://www.chulabook. com และ http://www.amazon.com ซึ่งเป็นเว็บจำหน่ายหนังสือชื่อดังระดับโลก

สำหรับข้อมูลทางเทคนิคการทำเว็บ ท้อป เลือกใช้เว็บสำเร็จรูป และเพิ่มส่วนที่ต้องการเข้าไป มีการอัพเดท หรือปรับปรุงข้อมูลทุกวัน รวมถึงการเพิ่มหนังสือใหม่ แจ้งหนังสือหมด หนังสือนำเข้ามาใหม่ เมื่อลูกค้ามีคำสั่งซื้อก็มีระบบอีเมล ตอบรับอัตโนมัติทันที เพื่อยืนยันว่ามีสินค้าและพร้อมส่ง แล้วให้ชำระเงิน ส่วนบริการส่งสินค้า มีทั้งส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ บริษัทขนส่งส่งให้ถึงมือ

มีบริการลูกค้าสัมพันธ์ (ซีอาร์เอ็ม) หลังการขาย และการจัดการฐานข้อมูลลูกค้า ซึ่งกำลังพัฒนา โดยมีเว็บอะมาซอน เป็นต้นแบบ

ในฐานะที่เป็นผู้ทำผ่านประสบการณ์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ช่วงต้นมาจนปัจจุบัน สุพจน์ แนะนำผู้กำลังเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ ว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือลูกค้าไม่เห็นและไม่รู้จักเรา ดังนั้น ขั้นแรกต้องเริ่มจากสินค้าที่มีอยู่ใน มือก่อน และมองกลุ่มลูกค้าเดิมเป็นหลัก เพราะเชื่อถือเราอยู่แล้ว หรือเป็นเพียงแต่นำสินค้าขึ้นไปขายในโลกออนไลน์ สิ่งที่ต้องเตรียมต่อไปก็คือระบบการจัดการสั่งซื้อ (หาสินค้าให้ลูกค้า) และจัดส่งสินค้าที่ถูกต้องรวดเร็ว และสภาพดี หลังจากนั้นจึงค่อยขยายสินค้า และฐานลูกค้าออกไป

สรุปว่า ก่อนจะถึงวันเติบใหญ่ ต้องเริ่มต้นแบบ ค่อยเป็นค่อยไป

โอกาสเทียบชั้นระดับบิ๊กไม่ใช่เรื่องเกินฝัน.

วีระพันธ์ โตมีบุญ
VeeraphanT@Gmail.com

Leave a comment »

แข่งไอเดียอนุรักษ์พลังงาน

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไทยแลนด์ จะจัดโครงการประกวดนวัตกรรมการอนุรักษ์พลังงานระดับอุดมศึกษา ในหัวข้อ “การแก้ไขปัญหาพลังงานไฟฟ้าในมหาวิทยาลัย” ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท พร้อมโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป โดยเป็นการแข่งขันเสนอแนวคิดการใช้นวัตกรรมเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในสถานศึกษา โดยน้อง ๆ นักศึกษาที่สนใจร่วมส่งไอเดียเข้าประกวดจะต้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ไม่จำกัดชั้น ปี ในสาขาไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบควบคุมอัตโนมัติ หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีสมาชิกในทีม 2 คน ติดต่อขอใบสมัครได้ ที่ฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาในสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่ หรือดาวน์โหลด ใบสมัครได้ที่ http://www.schneider-electric.co.th และส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาที่ ฝ่ายการตลาด บริษัทชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) เลขที่ 44/1 อาคารรุ่งโรจน์ธนกุล ชั้น 14 ถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553

Leave a comment »

ทุ่ม 4 พันล.ผลิตครูพันธุ์ใหม่เฟส 2 ใน 5 ปี ปั้น 30,000 คน ประกันมีงานทำ – ทุน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กรกฎาคม 2553 13:35 น.

ทุ่ม SP2 อีก 4 พันกว่าล้านผลิตครูพันธุ์ใหม่เฟส 2 ปี 2554-2558 ปั้น 5 รุ่น 30,000 คน จบครุศาสตร์ 5 ปี 17,500 คน จบสาขาอื่นต่อครูอีกปีครึ่ง 12,500 คน พร้อมประกันมีงานทำ ระบุผู้ขอบรรจุพื้นที่ชายขอบ – 3 จชต. มีทุนให้ เล็งยกเครื่องผลิต พัฒนาครูทั้งระบบ สร้างความเข้มแข็งให้กับคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศ

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะอนุกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการครูพันธุ์ใหม่ว่ามี 2 โครงการด้วยกัน โครงการแรก ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว คือ ผลิตครูพันธุ์ใหม่ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือ SP2 มีเป้าหมายผลิตครู 3 รุ่น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 – 2554 ทั้งหมด 6,600 คน ในปีแรกมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วม 24 แห่ง โดยคัดเด็กเรียนดี ได้เกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป เมื่อจบการศึกษาจะบรรจุเข้ารับราชการทันทีในปี 2554 จำนวน 2,000 คน โดยไม่ต้องสอบแต่อย่างใดถือเป็นการประกันการมีงานทำด้วย ส่วนรุ่นที่ 2 มีการประกันการมีงานทำเช่นกันโดยจะคัดเลือกนักศึกษาที่อยู่ชั้นปี 4 และจะมีเวลาบ่มเพาะอีก 1 ปี ในช่วงนี้เด็กจะได้รู้ล่วงหน้าหนึ่งปีว่าจบแล้วจะไปอยู่ที่ไหนในพื้นที่ที่อัตราครูขาดแคลน เช่น อยู่ตามแนวชายขอบ และรุ่นที่ 3 จะมีการประกันการมีงานทำอีกเช่นกัน
รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ 2 ของครูพันธุ์ใหม่ จะใช้งบประมาณ 4,235 ล้านบาท โดยจะผลิตครู 5 รุ่น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554-2558 รวม 30,000 คน โดยโครงการนี้แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ กลุ่มที่เรียนครุศาสตร์ 5 ปี 17,500 คน ส่วนผู้ที่จบสาขา เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาไทย สังคมศึกษาและสาขาใดก็ได้มาเรียนอีกปีครึ่ง เพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 12,500 คน ผู้ที่เข้าโครงการนี้ทั้งหมดจะได้รับประกันการมีงานทำ แต่กลุ่มที่จะบรรจุลงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ชายขอบจะได้รับทุนด้วย

“จำนวน 36,600 คนที่เรียกว่าครูพันธุ์ใหม่ จะออกไปทดแทนครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่จะเกษียณอายุใน 10 ปีข้างหน้า 188,000 คน จากครูทั้งหมดที่อยู่ในระบบ 450,000 คน ซึ่งการทดแทนในจำนวนดังกล่าว ถือว่าน้อยมาก แต่เชื่อมั่นว่ามีคุณภาพ ส่วนเรื่องใหญ่ที่กำลังพิจารณาอยู่ในคณะอนุกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษา (กนป.) เป็นเรื่องผลิตและใช้ครู พัฒนาครูทั้งระบบ ส่วนการสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ในประเทศไทย ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือร้อยละ 38 ของอาจารย์คณะครุศาสตร์จะเกษียณอายุ ดังนั้นในส่วนข้อเสนอทั้งหมดนี้จะได้นำเสนอ กนป.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต่อไป” รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าว

Leave a comment »