Archive for มิถุนายน, 2010

ผลประเมินอ่าน-เขียน-คิดคำนวณป.3ไม่กระเตื้อง

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สพฐ.ยอมรับแก้ไม่ตกปมเด็กอ่อนซ้ำซาก จี้ ผอ.สพท.เร่งรัดแผนฟื้นฟูทักษะพื้นฐาน

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่า สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ.ได้รายงานผลการประเมิน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดสพฐ. ทั่วประเทศ ประจำปีการศึกษา 2552 จำนวน 502,469 คน เรื่อง “การอ่านออก เขียนได้ คิดคำนวณได้” โดยได้ทำการประเมินในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งผลการประเมิน พบว่า ด้านความสามารถทางการอ่านออกเสียง มีนักเรียนอ่านไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 37,813 คน คิดเป็น 7.22% ลดลงจากปีการศึกษา 2551 ที่มีนักเรียนอ่านไม่ผ่านเกณฑ์ 49,499 คน คิดเป็น 8.82% ด้านความสามารถทางการเขียน มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ 93,880 คน คิดเป็น 17.74% คงที่จากปีการศึกษา 2551 ที่มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ 99,558 คน คิดเป็น 17.74% เช่นเดียวกัน และด้านความสามารถทางการคิดคำนวณ มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ 119,374 คน คิดเป็น 22.29% ลดลงจากปีการศึกษา 2551 ที่มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ 141,929 คน คิดเป็น 25.29%

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า วิธีการการประเมินความสามารถทางการอ่านนั้น จะมีข้อความให้นักเรียนอ่าน 7 ข้อความ เช่น คำที่ไม่มีตัวสะกด คำควบกล้ำ คำที่มีตัวการันต์ เป็นต้น ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่จะไม่สามารถอ่านคำที่มีตัวการันต์ได้และจะมีปัญหามากที่สุด ส่วนวิธีการประเมินความสามารถทางการเขียน จะให้นักเรียนพิจารณาภาพที่กำหนดให้แล้วเขียนเนื้อเรื่องความยาวไม่ต่ำกว่า 10 บรรทัด สำหรับการประเมินความสามารถทางการคิดคำนวณจะมีโจทย์ให้นักเรียนแสดงวิธีทำตามกระบวนการคณิตศาสตร์ ซึ่งผลการประเมินที่ออกมานั้นยังไม่น่าพอใจ สพฐ.จะกระตุ้นให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เร่งรัดการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในด้านดังกล่าวให้ดีขึ้น โดยจะจำแนกข้อมูลเป็นรายเขตพื้นที่ และให้แต่ละเขตพื้นที่ไปจัดทำแผนรณรงค์และส่งเสริมทักษะพื้นฐานนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีจำนวนนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดคำนวณไม่ได้ให้เหลือน้อยที่สุดและต้องให้หมดไปในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลา

“ยอมรับว่าปัญหานักเรียนอ่านไม่ออก เขียนและคิดคำนวณไม่ได้ น่าจะมีสาเหตุมาจากการเรียนการสอนของครู ภูมิหลังของนักเรียนที่เสียเปรียบ รวมทั้งการเรียนการสอนที่ไม่ได้ช่วยปัญหานักเรียนที่เรียนช้าหรือเรียนอ่อน ซึ่งจะให้ สพท.เร่งรัดต่อไป และจะบรรจุเป็นวาระในการประชุม ผอ.สพท.ทั่วประเทศในวันที่ 15-16 กรกฎาคมนี้ด้วย” ดร.ชินภัทร กล่าว.

Advertisements

Leave a comment »

หนุนกฎใหม่ทำข้อสอบคุรุสภาก่อนรับตั๋วครู

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการคุรุสภาจะปรับหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาใหม่ โดยผู้ขอรับใบอนุญาตฯทุกคนจะต้องทำข้อสอบของคุรุสภา หากได้คะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะได้รับใบอนุญาตฯ ซึ่งจะให้มีผลบังคับใช้ใน ปี 2557 ว่า ที่ผ่านมาตนได้ให้นโยบายคุรุสภาไปว่า จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาตฯ ซึ่งคุรุสภาต้องเดินหน้าดำเนิน การเรื่องนี้ต่อไป เพราะคุรุสภามีหน้าที่ทำให้ใบอนุญาตฯมีมาตรฐานและเชื่อมั่นได้ เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น อีกทั้งเราคงไม่สามารถไป บังคับสถาบันที่เปิดสอนคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ได้ เนื่องจากแต่ละแห่งก็มีพระราชบัญญัติของแต่ละมหาวิทยาลัยเอง ดังนั้นการให้ผู้ที่จบคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ไม่ว่าจากสถาบันใดต้องผ่านการทดสอบทุกคนจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้มาตรฐานวิชาชีพครูมีความเข้มแข็งขึ้น ซึ่งตนดีใจที่ประธานคณะกรรมการคุรุสภาออกมายอมรับในเรื่องคุณภาพของผู้ที่จบหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) สาขาวิชาชีพครู และรับปากว่าต่อไปจะเข้มงวดเรื่องการอนุมัติให้เปิดสอน ป.บัณฑิต รวมถึงเข้มงวดเรื่องการออกใบอนุญาตฯด้วย

รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ดี ทั้งเรื่องการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ และการออกใบอนุญาตฯ สอนเฉพาะวิชา เพื่อเป็นการกำกับมาตรฐานของการผลิตครูอีกชั้นหนึ่ง แต่การดำเนินการจะต้องทำให้รัดกุม โปร่งใส เป็นธรรมาภิบาล และตรวจสอบได้ อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นการยกมาตรฐานของสถาบันฝ่ายผลิตทั้งรัฐและเอกชนด้วย โดยขณะนี้เรามีสถาบันที่ผลิตครูเป็นจำนวนมากถึง 99 สถาบัน แบ่งเป็น สถาบันรัฐที่ผลิตครูหลักสูตร 5 ปี 72 สถาบัน ซึ่งในจำนวนนี้ได้ผลิตหลักสูตร ป.บัณฑิตด้วย 69 สถาบัน และยังมีสถาบันเอกชนที่เปิดสอนป.บัณฑิตอย่างเดียวอีก 30 แห่ง ดังนั้นในแต่ละปีจะมีผู้ที่ได้รับวุฒิครูเป็นจำนวนมาก.

Leave a comment »

“อานันท์” ชี้เด็กจะโกงหรือไม่ต้นแบบที่สำคัญอยู่ที่พ่อแม่และครู

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 มิถุนายน 2553 20:16 น.
“อานันท์” ชี้เด็กจะโกงหรือไม่ต้นแบบที่สำคัญอยู่ที่พ่อแม่และครู ระบุต้องเริ่มก่อน 4 ขวบใช้การอบรมบ่มนิสัย ส่วนครูต้องเป็นท่อน้ำที่บริสุทธิ์ ขณะที่อธิการบดีนิด้าระบุต้องทำหลักสูตรดังกล่าวให้เป็นเหมือนศีลธรรมที่ต้องปฏิบัติตามอบ่างเคร่งครัด ด้านเลขาธิการป.ป.ท. เผยจากการลงพื้นที่ติดตามงานทั่วประเทศพบเกือบทุกแห่งมีการทุจริตเกือบทุกพื้นที่

วันนี้(22 มิ.ย.) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(กทม.) นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดตัวโครงการโรงเรียนสีขาว หลักสูตร “โตไปไม่โกง” ซึ่งกทม.ร่วมกับศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยผลิตหลักสูตรดังกล่าวเพื่อใช้สอนนักเรียนระดับอนุบาล-ป.3 ในสังกัดกทม.ว่า

สิ่งที่ต้องระวังไม่ว่าจะทำโครงการอะไรว่าอย่าลืมกลุ่มเป้าหมายโดยตนเองมีข้อสังเกตอยู่ 3-4 ข้อด้วยกันคือ ตนเองเห็นว่าที่ต่างประเทศการรับค่านิยมที่ดีมาไม่ได้รับมาจากโรงเรียนส่วนใหญ่มาจากการเล่นกีฬาเพราะการเล่นกีฬานี้จะสอนตั้งแต่แรกเลยว่าการเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีกติกาไม่ใช่มาจากการเรียน ซึ่งหลักสูตรโตไปไม่โกงนี้ตนเองคงไม่มีโอกาสโตไปอีกแล้วแต่ขอรับประกันว่าไม่โกง ทั้งนี้ตนเห็นว่าการเรียนรู้นั้นมาจากเกมส์ กติกา ทุกอย่างในโลกทั้งชีวิตครอบครัว การงาน สังคม การปกครองมันต้องมีกติกาและเมื่อมีกติกาทุกคนก็ต้องเคารพกติกา สุดท้ายแพ้ก็ต้องแพ้อย่างมีศักดิ์ศรีไม่ใช่แพ้แล้วชวนตีเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากให้พึงสังวรไว้ว่ามันไม่ไม่ใช่เรื่องท่อง มันไม่ใช่เรื่องการโกง ไม่ใช่ศีล 5 แต่มันเหมือนกับเป็นการอบรมบ่มนิสัยซึ่งการอบรมบ่มนิสัยมันต้องมาจากพ่อแม่ที่เป็นแบบอย่างซึ่งอายุ 4 ขวบก็อาจไม่ทันแล้ว ฉะนั้นอย่าไปมองตัวเด็กแต่เพียงอย่างเดียวต้องมองผู้ปกครองด้วยดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องมีส่วนร่วมด้วยในการช่วยสอนลูก

นายอานันท์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ นิสัยที่ตนเองได้รับมานั้นเกิดมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านได้สั่งสอนซึ่งไม่ใช่วิธีการแบบครูแต่จะใช้วิธีการเล่าประสบการณ์โดยไม่ได้บอกว่าอย่าโกง อย่ากิน อย่าขโมย ไม่มีอย่าแต่จะเล่าให้ฟังและเปรียบเทียบให้ฟังตามหลักจิตวิทยา ซึ่งที่ลึกซึ้งกว่าการโกงคือการเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกันโดยเรื่องนี้จะสำคัญกว่าการโตไปไม่โกงอีก และเมื่อปลูกฝังเป็นนิสัยของคนๆ นั้นแล้วมันจะหมายถึงไม่เบียดเบียนและไม่เอาเปรียบธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคมซึ่งจะเป็นลูกโซ่ต่อกันไป ทั้งนี้ ถ้าถามเรื่องการโกงกินเด็กเคยเรียนรู้ที่ไหน เด็กจะตอบว่าเรียนรู้มาจากโรงเรียน ผู้อำนวยการ ครูใหญ่ ครูประจำชั้น เพราะฉะนั้นอีกกลุ่มเป้าหมายที่นอกเหนือจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองก็คือครูและระบบของโรงเรียนเพราะว่าหากเด็กพวกนี้ต้องอาศัยครูเราต้องแน่ใจว่าท่อน้ำที่ออกจากครูตกมาจนถึงมือเด็กหากเป็นท่อน้ำที่มีสิ่งเจือปนเด็กก็ต้องเชื่อครู ดังนั้นครูจึงต้องเป็นท่อน้ำที่บริสุทธิ์สำหรับเด็ก

ทั้งนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กล่าวในการเสวนาหลักสูตรโตไปไม่โกงตอนหนึ่งว่า ที่มาระบบการศึกษาของไทยจะเน้นสิ่งแรกคือการให้ความรู้ ขณะที่การปลูกฝังคุณธรรมเป็นเรื่องรองอาจไม่เน้นเท่าที่ควร และในช่วงในเกิดปัญหาบ้านเมืองซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าสิ่งสำคัญก็คือคุณธรรมจึงคิดว่ากทม.ควรปรับปรุงหลักสูตรเพื่อปลูกฝังเรื่องดังกล่าวโดยจะเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับประถมศึกษาเพราะเด็กในวัยนี้เหมือนกับผ้าขาวสะอาดหากเราปลูกฝังสิ่งที่ดีๆ ให้เด็กเหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไปซึ่งจะไม่เน้นการท่องจำหรือให้อ่านหนังสือเหมือนอย่างที่ผ่านมาซึ่งจะเป็นการดีต่อระบบการศึกษาของกทม.และหวังว่าโครงการนี้จะมีผลดีอย่างมากต่อสังคมโดยรวม หากหน่วยราชการอื่นจะนำไปปรับใช้ก็ยินดี

ด้านนางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า หลักสูตรโตไปไม่โกงจะเป็นโครงการระยะยาวซึ่งจะมีการต่อยอดไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาหรือระดับอุดมศึกษาเพราะเรามองว่าการปลูกฝังคุณธรรมต้องทำตั้งแต่เด็กให้เด็กที่เปรียบเสมือนผ้าขาวบางได้รับสิ่งที่ดีไม่ใช่ฉีดยาปฏิชีวนะเข้าไปแล้วจะทำให้ประเทศดีขึ้นในระยะอันสั้นแต่จะเป็นวัคซีนให้กับเด็กเป็นบุคลากรที่เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ

ขณะที่ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า การร่วมมือดังกล่าวจะช่วยกันแก้ไขปัญหาของชาติเพราะคนมีค่านิยมที่ผิดโดยเห็นว่าโกงไม่เป็นไรแต่ขอให้เก่งซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิดมาก ดังนั้นเราจึงควรให้ค่านิยมความดีงามแก่เด็กซึ่งในอนาคตจะทำให้การทุจริตลดลงซึ่งกทม.มีเด็กนักเรียนจำนวนมากหากถูกปลูกฝังดีๆ เมื่อเด็กกลับไปบ้านเด็กก็จะบอกว่าการโกงไม่ดียังไงซึ่งอาจทำให้พ่อแม่เด็กเปลี่ยนใจไม่คิดโกง ทั้งนี้ หลักสูตรโตไปไม่โกงจะเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงโดยจะส่งผลไปยังภาคส่วนอื่นๆ จังหวัดอื่นจะต้องมีดู ดังนั้นเราจึงต้องทำหลักสูตรโตไปไม่โกงให้เป็นเหมือนศีลธรรมอย่างเคร่งครัดที่ควรประพฤติปฏิบัติตามเพราะหากเด็กเชื่อเช่นนี้ประเทศชาติในอนาคตจะมีประชาชนที่มีคุณภาพซึ่งหากทำได้จริงประเทศเราจะมีความหวัง

ส่วนนายภิญโญ ทองชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงผลกระทบของการทุจริตต่อปัญหาสังคมว่า ตนเองเห็นว่าปัญหาการทุจริตไม่ใช่กระทบแต่สังคมหากกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่มาจากการคอรัปชั่น โดยจะเห็นได้จากวิกฤติทางการเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2548 ที่มีรากฐานมาจากการทุจริต และถ้ามองย้อนลึกๆ กลับไปจะเห็นว่าการปฏิวัติก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการทุจริต หรือเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาที่ได้มีการจับกุมสถานบริหารแห่งหนึ่งซึ่งมีเด็กเข้าไปใช้บริการถึง 800 กว่าคนจากที่รับได้ 1,000 คนซึ่งมีการเปิดปิดโดยผิดกฎหมายอันมีสาเหตุมาจากการทุจริตซึ่งในสังคมเราการทุจริตได้ส่งผลกระทบตั้งแต่เกิดจนตายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า น้ำมันทำไมถึงมีราคาแพงทั้งหมดนี้มาจากการทุจริต

เลขาธิการป.ป.ท. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้มีองค์ประกอบ 4 ข้อที่ทำให้เกิดการทุจริตคือ 1.นโยบายที่ในโครงการใหญ่ๆ มักมีร่องรอยของการทุจริตจนทำให้ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความโปร่งใส และจากการลงติดตามโครงการต่างๆทั่วประเทศเกือบทุกโครงการที่ลงมีการทุจริตเกือบทุกพื้นที่ 2.กลไกการทำงานของภาครัฐ 3.ด้านธุรกิจ และ 4. ค่านิยมของประชาชนซึ่งจากผลการสำรวจพบว่า 75-76 % ยอมรับการทุจริตเป็นเรื่องปรกติและถ้าสำรวจใหม่อาจจะเพิ่มสูงถึง 80% จึงเป็นเรื่องอันตรายต่อประเทศ ฉะนั้นต้องมุ่งแก้ค่านิยมอันนี้ให้แก่เด็ก

Leave a comment »

ให้ทุนเด็กไทยเรียนญี่ปุ่น

จาก เดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน 2553
ให้ทุนเด็กไทยเรียนญี่ปุ่น

สำนักข่าวญี่ปุ่น สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เปิดสอบคัดเลือกผู้ขอรับทุนประเภทนักศึกษาระดับปริญญาตรี 10 คน และทุนนักศึกษาวิจัย 50 คน เพื่อไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น โดยผู้สมัครระดับปริญญาตรี ต้องมีคะแนนสะสมเฉลี่ยในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่ต่ำกว่า 3.80 ส่วนระดับนักศึกษาวิจัย ต้องมีคะแนนเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า 3.25 ผู้สนใจสมัครได้ถึงวันที่ 22 มิ.ย.ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ถนนวิทยุ หรือสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่นที่เชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2207-8504, 0-2696-3004, 0-5320-3367 หรือ http://th.emb-japan.go.jp, http:// http://www.chiangmai.th.emb-japan.go.jp

Leave a comment »

เผยยอดนักเรียนแห่กู้เงิน กยศ.เกือบล้านคนแล้ว

จากไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวการศึกษา
17 มิถุนายน 2553, 05:32 น.
หลังจากนี้ สถานศึกษาต้องคัดเลือกผู้กู้ที่มีคุณสมบัติ ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งตนขอให้สถานศึกษาช่วยกลั่นกรองคุณสมบัติอย่างรอบคอบ…

นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากการที่ กยศ. กำหนดให้นักเรียน นักศึกษา ยื่นกู้ผ่าน ระบบ e-Studentloan ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.- 30 มิ.ย. 53 นั้น จนถึงขณะนี้มีนักเรียน นักศึกษาทั้งผู้กู้รายเก่าและรายใหม่ ยื่นกู้แล้ว 9.2 แสนราย สูงกว่าเป้าหมายปี 2553 ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ 8.9 แสนราย ซึ่งเหมือนกับทุกปีที่มักจะมีผู้ยื่นกู้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลังจากนี้ สถานศึกษาต้องคัดเลือกผู้กู้ที่มีคุณสมบัติ ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งตนขอให้สถานศึกษาช่วยกลั่นกรองคุณสมบัติอย่างรอบคอบ เพราะเป็นงบประมาณของรัฐบาลที่มาจากภาษีประชาชน จึงอยากให้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการกู้เข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากสถานศึกษาขยายฐานการรับโดยไม่จำกัดจำนวนนักเรียน นักศึกษา ก็จะทำให้รัฐบาลสิ้นเปลืองเงินโดยไม่จำเป็น ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ คณะกรรมการสถานศึกษาจะ กลั่นกรองคุณสมบัติและจัดส่งรายชื่อผู้กู้ มายัง กยศ. เพื่ออนุมัติการกู้ยืมต่อไป

ผู้จัดการ กยศ. กล่าวอีกว่า สำหรับผู้กู้ กยศ. ที่จบการศึกษาไปแล้ว 2 ปี และครบกำหนดชำระหนี้งวดวันที่ 5 ก.ค. จะมีจำนวนทั้งสิ้น 2.1 ล้านคน จึงขอเชิญชวนให้มาชำระหนี้ภายในกำหนด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับโดยไม่จำเป็น เพราะยอดหนี้ที่ต้องชำระในแต่ละงวดก็เป็นจำนวนเงินไม่มาก เพื่อที่ กยศ.จะได้นำเงินมาหมุนเวียนให้ รุ่นน้องได้กู้ยืมเรียนต่อไป.

Leave a comment »

สสค.ใจดีให้ทุน โรงเรียนมัธยม สายพันธุ์ใหม่

จากไทยรัฐออนไลน์
โดย ไทยรัฐออนไลน์
17 มิถุนายน 2553, 17:38 น.
สสค. เปิดโอกาสให้โรงเรียนระดับมัธยม ร่วมส่งโครงการส่งเสริมนวัตกรรมเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อชิงทุนสนับสนุน 3 แสนบาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 16 ก.ค. เท่านั้น…

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดโอกาสให้โรงเรียนระดับมัธยม พัฒนาโครงการที่มีเป้าหมาย เพื่อให้เยาวชนสามารถค้นพบศักยภาพตามความถนัด และพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ที่มิใช่การเรียนที่แยกออกจากชีวิต

ทั้งนี้ สสค. ขอเชิญชวนโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งโครงการส่งเสริมนวัตกรรม การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนครั้ง 1 มาที่ตู้ปณ.34 ปณฝ.สนามเป้า กทม. 10406 โดยสามารถดาว์นโหลดแบบเสนอโครงการได้ที่ http://www.QLF.or.th และส่งโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 16 กรกฎาคม ซึ่งโครงการที่ผ่านเกฑณ์การคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 080-587-8908 และ 080-587-8909

ลิงค์สสค. http://www.qlf.or.th/home.html

Comments (1) »

มือเผา ร.ร. จำยอมเปลี่ยนที่เรียนตามพ่อแม่

ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวการศึกษา
7 มิถุนายน 2553, 14:35 น.
พรรณสิริ กุลนาถสิริ รมช.สาธารณสุข เผย เด็กมือเผาโรงเรียน จำยอมเปลี่ยนที่เรียน ตามความต้องการพ่อแม่ จนเกิดภาวะความเครียด…

นางพรรณสิริ กุลนาถสิริ รมช.สาธารณสุข ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5/7 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่ก่อเหตุเผาอาคารเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ โดยมี นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาราชนครินทร์ ให้การต้อนรับ

นพ.ศิริศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้รับตัวนายเอ็ม(นามสมมติ)ไว้เพื่อให้จิตแพทย์ประเมินสภาพจิตใจของเด็กว่า เด็กมีปัญหาอะไร และมีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้ก่อเหตุ ซึ่งจากการที่จิตแพทย์เข้าไปพูดคุย ในเบื้องต้น เด็กให้ความร่วมมือดี และพ่อแม่ของเด็กเองก็เดินทางมาเยี่ยมลูกพร้อมกับให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมของเด็ก เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการดูแลสภาพจิตใจของเด็กได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์และทีมจิตเวช ที่เข้าไปประเมินสภาพจิตใจ จะมีการประชุมกันในบ่ายวันนี้ ในรายละเอียด เบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กมีอาการทางจิตหรือไม่ ต้องรอผลการประเมินทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุสภาพจิตใจของเด็กยังไม่ปรกติ เด็กมีอาการซึมและนิ่งเงียบเป็นบางครั้ง แต่เมื่อมีคนเข้ามาถามหรือพูดคุยด้วย ก็สามารถที่จะโต้ตอบและให้ข้อมูลได้

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จากการเข้าไปพูดคุยกับเด็ก ทราบว่าเด็กทำไปเพราะเกิดความเครียด หลังจากที่ต้องย้ายจากโรงเรียนเดิมใน จ.อุดรธานี มาเรียนที่ ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ โดยพ่อแม่ของเด็กที่เดินทางมาเยี่ยม ยืนยันว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หลังจากมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ โดยมักจะพูดอยู่เสมอว่าไม่มีความสุขเหมือนตอนเรียนที่โรงเรียนเดิม แต่เป็นความต้องการของพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่มีเด็กซึ่งถือว่าเป็นระดับที่หนึ่งจากทั่วประเทศ มาเรียนด้วยกัน

จุดนี้ทำให้มองเห็นว่า รัฐบาลอาจต้องทบทวนแนวทางการให้การศึกษาแก่เด็ก ไม่ใช่ให้แข่งขันกันเพื่อที่จะเก่งอย่างเดียว แย่งชิงความเป็นที่หนึ่งอย่างเดียว มีระดับสติปัญญาหรือไอคิวสูง แต่ไม่ได้พัฒนาเรื่องของอีคิว หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ ตรงนี้ทุกฝ่ายคงต้องช่วยกันพิจารณาด้วย

Leave a comment »