Archive for มิถุนายน, 2009

ครม.ไฟเขียวเพิ่มเงินเดือนครู 8% เท่าขรก.พลเรือน

โดย ไทยรัฐออนไลน์
24 มิถุนายน 2552, 15:35 น.
รมว.ศธ.ชี้ถ้าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ทางกม.จะส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นระบบเดียวกับข้าราชการพลเรือน…

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าววันนี้ (24 มิ.ย.) ว่า ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ยกร่างขึ้นใหม่ โดยเทียบเคียงกับบัญชีเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนนั้น ได้ผ่านมติความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จากนี้จะเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติต่อไป โดยถ้าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายจะส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นระบบเดียวกับข้าราชการพลเรือน โดยจะส่งผลให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีเงินเดือนสูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 8

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะ (ว 25 ปี 2548 และ ว 2 ปี 2551) นั้น ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เสร็จแล้ว สำนักงาน ก.ค.ศ. กำลังนำไปประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาก่อนจะมาสังเคราะห์เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.พิจารณาเห็นชอบในขั้นสุดท้ายภายในเดือนก.ค.นี้ โดยร่างหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะให้ค่าน้ำหนักผลจากการพัฒนาของผู้เรียนร้อยละ 60 และให้ค่าน้ำหนักเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวพันกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ 40 ต่างจากเดิมที่เน้นทำเอกสารทางวิชาการเป็นหลักซึ่งส่งผลให้ครูนำเวลาการเรียนไปทำเอกสาร ทั้งยังมีข่าวว่ามีการจ้างบริษัทรับจ้างทำเอกสารด้วย ซึ่งผิดเจตนารมณ์ แต่ตนไม่ขอตำหนิกับเรื่องที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหามาจากระบบ และทุกคนก็ย่อมอยากได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น

Advertisements

Leave a comment »

“ปทุมวัน” ไร้ นศ.ใหม่เข้าเรียน อธิการฯ แจงไม่มีผู้ทำคะแนนผ่านเกณฑ์สักคนเดียว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 มิถุนายน 2552 17:03 น.

“ปทุมวัน” ไร้นักศึกษาปี 1 เข้าเรียน อธิการบดี เผย นร.ปวช.สอบไม่ผ่านเกณฑ์ ทำคะแนนวิชาพื้นฐานได้ ไม่ถึงเกณฑ์ 50 คะแนน จากเต็ม 100 แจงคะแนนวิทย์สูงสุดทำได้แค่ 14 คะแนน ส่วน คณิต ต่ำกว่า 14 คะแนน ระบุแจ้ง สกอ.รับทราบแล้ว มั่นใจไม่กระทบการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.สมเกียรติ จงประสิทธิ์พร อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เปิดเผยว่า ปีการศึกษา 2552 นี้ สถาบันฯ ปทุมวัน ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์เพียงคณะเดียวของมหาวิทยาลัย จำนวน 500 คน ซึ่งมีนักเรียนมาสมัครสอบเข้าเรียนรอบแรก ประมาณ 300 กว่าคน รอบที่ 2 ประมาณ 200 คน ปรากฏว่า นักเรียนที่มาสอบ ซึ่งทุกคนเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไม่มีคนใดสอบผ่านเกณฑ์ของสถาบันฯ ปทุมวัน ที่ตั้งไว้เลย ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้กำหนดเกณฑ์ว่า นักเรียนที่มีสิทธิ์เข้าศึกษาต่อ ต้องได้คะแนนวิชาพื้นฐานทุกวิชา 50 คะแนนขึ้นไป จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน แต่นักเรียนที่มาสอบกลับได้คะแนนต่ำมาก เช่น วิทยาศาสตร์ คะแนนสูงสุด 14 คะแนน คณิตศาสตร์ ไม่เกิน 14 คะแนน ส่วนวิชาอื่นๆ ไม่ถึง 50 คะแนน เป็นต้น ดังนั้น ปีการศึกษา 2552 นี้ สถาบันฯ ปทุมวัน จึงไม่มีนักศึกษาชั้นปีที่1 เนื่องจากไม่มีนักเรียนคนใดสอบผ่านเกณฑ์ตามที่สถาบันกำหนดได้

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวอีกว่า ยอมรับว่า นักเรียน ปวช.ที่มาสอบทุกคนมีความรู้พื้นฐานต่ำมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กอาชีวะส่วนใหญ่คุณภาพทางวิชาการต่ำ หรือหลักสูตรอาชีวะไม่ได้มาตรฐาน เพราะน่าจะขึ้นอยู่กับตัวของนักเรียนเอง และปีการศึกษานี้ สถาบันฯ เปิดรับนักศึกษาช้ากว่าทุกปี คาดว่า เด็ก ปวช.ที่มาสอบ อาจเป็นเด็กที่พลาดหวังจากที่อื่นและมาสอบเข้าเรียน จึงอยากให้นักเรียน ปวช.หรือมัธยมศึกษาตอนปลายตั้งใจเรียนให้มาก อย่าคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องการแต่ปริมาณของนักศึกษาเพียงอย่างเดียว

“การไม่มีนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เข้าเรียน กระทบกับทางมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง แต่ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.รับทราบ รวมทั้งมีการวางแผนบริหารจัดการเรียนร้อย เช่น ครู อาจารย์ จะส่งเสริมให้ทำงานวิจัยมากขึ้น เปิดสอนแก่กลุ่มชุมชนต่างๆ และสอนนักศึกษาปริญญาโท จึงคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามปีการศึกษาหน้าคงไม่มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์แต่อย่างไร เนื่องจากต้องการนักศึกษาที่มีคุณภาพ ความรู้พื้นฐานทางวิชาการที่ดี โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เข้ามาเรียนคณะวิศวะ เพื่อมาตรฐานของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เป็นที่รองรับของนักเรียนที่ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจเรียน และเกเร”

รศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาสถาบันฯ ปทุมวัน และนักศึกษา มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายนั้น ขณะนี้ ยังไม่มีการดำเนินการใด เนื่องจาก ปีนี้สถาบันฯปทุมวันไม่มีนักศึกษา อีกทั้งในส่วนของ สกอ.ก็ไม่สามารถหาที่เรียนได้

Leave a comment »

สร้างคุณภาพนักเรียน ‘สอบตก-ซ้ำชั้น’ หรือว่าต้อง ‘รื้อฟื้น?’

วันที่ 1 มิถุนายน 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
เมื่อหลายวันก่อนมีข่าวเกี่ยวกับแวดวงการศึกษาข่าวหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียน 15 ปีฟรีจริง-ไม่จริง ?? แต่เกี่ยวกับเรื่อง “คุณภาพนักเรียนไทย” ซึ่งข่าวนี้แม้จะเป็นเพียงข่าวเล็ก ๆ ท่ามกลางข่าวใหญ่ ๆ มากมายบนพื้นที่สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ หากแต่เนื้อหา-ประเด็นของข่าวนี้ก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย…

เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของชาติ-กับเด็กจำนวนมาก

เป็นข่าว-เป็นประเด็นเรื่องการ “สอบตก-เรียนซ้ำชั้น !!”

ทั้งนี้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทบทวนเกี่ยวกับการนำนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น” มาใช้ในการวัดและประมวลผลนักเรียนในแต่ละช่วงชั้นเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอดีต รมว.ศึกษาธิการ ได้เคยฝากให้ สพฐ.ศึกษาแนวทางดังกล่าวนี้ แล้วเรื่องก็เงียบไป ทั้งที่นโยบายนี้สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสุดท้ายที่ประชุม สพฐ. ก็เห็นด้วย พร้อมรับไปศึกษาแนวนโยบายนี้เพิ่มเติม และจะเสนอ รมว.ศึกษา ธิการ คนปัจจุบัน คือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พิจารณาต่อไป

“นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำในแต่ละระดับชั้น จะต้องเข้าสู่กระบวนการซ่อมเสริมที่มีประสิทธิภาพ และหากไม่ผ่านอีก จะต้องเรียนซ้ำชั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะทำให้คุณภาพการเรียนการสอนเข้มข้นขึ้น เพราะทุกวันนี้แม้จะประเมินแล้วนักเรียนมีผลการเรียนต่ำแค่ไหนก็จะได้เลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ทำให้เด็กบางคนที่ยังอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ สามารถจบชั้น ป.6 ได้” …นี่เป็นเหตุผลของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม กับนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น” ซึ่งวงการศึกษาไทยเคยใช้ในอดีต แต่มีการยกเลิกเปลี่ยนแปลงไปนี้ หากจะมีการ “รื้อฟื้นมาใช้” อีก ก็ย่อมก่อให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปตามแต่มุมมองของแต่ละคน

กับเรื่องนี้ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สะท้อนมุมมองผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวนี้ ซึ่งการระบุของ ผอ.สมศ. ก็มีส่วนถูก เพราะมีปัญหาเช่นที่ว่าเกิดขึ้นจริง ๆ แต่…เกณฑ์ที่ประเมินนั้นจะต้องมีมาตรฐานเชื่อถือได้ และมีความยุติธรรมกับเด็กด้วย

“เพราะถ้าหากเป็นเกณฑ์ที่ครูประเมินกันเอง อาจจะขาดคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะครูอาจจะไม่ให้เด็กเรียนซ้ำชั้น แต่ต้องไปเรียนพิเศษกับครู หรือซ้ำชั้น และก็ต้องเรียนพิเศษกับครู เป็นต้น ซึ่งหากพบว่ามีจริง คงต้องลงโทษอย่างจริงจัง” …พญ.กมลพรรณกล่าว

พร้อมทั้งบอกอีกว่า… อย่างไรก็ดี ปัญหาการเรียนเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้นี้ ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กหรือครูเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากนโยบายการเรียนของกระทรวงศึกษาธิการที่เพิ่มภาระการเรียนให้เด็กโดยไม่จำเป็น และเพิ่มการสอนให้ครูมากมาย ซึ่งจุดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนครูและจำนวนเด็กที่ไม่เหมาะสมกัน เช่น เนื้อหาสาระเรียนซ้ำ ๆ ทำให้เด็กเรียนมากเกินไป และทำให้ครูต้องสอนมากโดยไม่จำเป็น อย่างการเรียนวิชาสังคม เพื่อที่จะให้เด็กรักชาติ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังมากกว่าการสอนในห้องเรียน ซึ่งเสียเวลา แทนที่จะเอาเวลาให้เด็กไปทำอย่างอื่น หรือให้ครูเอาเวลาไปพัฒนาการสอนให้เป็นแบบมืออาชีพมากขึ้น จะได้ประโยชน์กว่า

“เด็กนักเรียนในต่างประเทศไม่ต้องเรียนกันมากเท่าเด็กนักเรียนไทย ทำให้การพัฒนาการเรียนของเด็กนักเรียนต่างประเทศดีกว่าเด็กนักเรียนไทยมาก ไม่ต้องเคร่งเครียดมากมายจากระบบการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนในไทย” …ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษากล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… นโยบายที่จะมีการทบทวนนั้น เห็นว่าถูกต้อง เพราะโดยหลักการที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือเด็กไม่ควรสอบตก แต่หลักการนี้เมื่อถูกนำไปใช้ “เด็กถูกปล่อยปละละเลย” และเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งหากดูจากการวัดและประเมินผลแล้ว มีเด็กที่ “เลื่อนชั้นโดยไร้คุณภาพ”

“การแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพเด็กนั้น เรื่องการเรียนซ้ำชั้นนั้นถูกจุด แต่ก็เป็นการถูกเพียง 25% เท่านั้น เพราะถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ ต้องแก้ไขในภาพรวมทั้งหมด อาทิ กระบวนการสอนของครู พฤติกรรมของเด็กนักเรียน การวัดสัมฤทธิผลอย่างการสอบวิชาหลัก” …รศ.ดร.สมพงษ์ระบุ

และยังบอกต่อไปอีกว่า… ยกตัวอย่างเช่น หลักเกณฑ์การทำวิทยฐานะครู ควรจะดูที่ผลรวมการศึกษาของเด็กด้วย ไม่ใช่เพียงแค่การทำเอกสารหรืองานวิจัยเท่านั้น โดยดูจากคะแนนสอบวิชาหลัก ๆ อาทิ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ หรือดูจากการใช้เวลาของเด็กในการทำกิจกรรมทางวิชาการ และเวลาในทางบันเทิง แตกต่างกันแค่ไหน เพราะทุกวันนี้เด็กใช้เวลาทำการบ้าน 1-3 ชั่วโมง ในขณะที่ใช้เวลาดูทีวีหรือเล่นเกม 6-8 ชั่วโมง

นอกจากนี้ควรมีการดูแลแก้ไขในเรื่องการพัฒนาส่งเสริมผู้เรียน พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม กิจกรรมเสริมสร้างลักษณะนิสัย และกิจกรรมเชิงวิชาการ กิจกรรมส่งเสริมความรู้ ซึ่งถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมวิชาการหรือส่งเสริมการเรียนเพียงอย่างเดียว ถือว่ายังไม่ใช่ ต้องมีกิจกรรมอื่น ๆ เสริมด้วย และเวลาการทำงานของผู้บริหารในโรงเรียนเมื่อเทียบกับเวลาการทำงานนอกโรงเรียน ก็ควรต้องดู รวมไปจนถึงสัดส่วนรายได้ของโรงเรียนที่ได้รับจากภาครัฐ (ตาม นโยบายเรียนฟรี 15 ปี) ในการพัฒนาคุณภาพ เมื่อเทียบกับการทำงานด้าน อื่น ๆ เหล่านี้เป็นต้น

ก็เป็นมุมมองที่เกี่ยวกับการจะทบทวนนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น”

ที่สุดแล้วจะมีการรื้อฟื้นมาใช้-ไม่รื้อฟื้น…ยังต้องรอดูกัน ???.

Leave a comment »