Archive for กุมภาพันธ์, 2009

ครูทวงคืนนมโรงเรียนให้ศธ.ดูเอง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เผยให้โรงเรียนจัดซื้อยังมีเงินเหลือคืนคลัง
ชี้ถึงเวลาทบทวนกฎหมายกระจายอำนาจ

นายเพิ่ม หลวงแก้ว ประธานสหภาพครูแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่สถานศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ ได้รับอาหารเสริมนม (โรงเรียน) ที่ไม่มีคุณภาพนั้น สหภาพครูฯเห็นว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องทบทวนโครงการนมโรงเรียนใหม่ ว่า การให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลโครงการฯนั้น สามารถแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้จริงหรือไม่ มีปัญหาการฮั้วการขายนมโรงเรียนหรือไม่ อีกทั้งการให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อนมให้แก่สถานศึกษา ก็เหมือนกับคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ จึงทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมา ถึงแม้ในการรับนมจากผู้ขาย สถานศึกษาจะมีคณะกรรมการตรวจรับ แต่ก็ยังมีนมที่ไม่มีคุณภาพเข้าโรงเรียนได้นั้นเป็นเพราะในการตรวจรับ ครูที่เป็นคณะกรรมการตรวจรับจะนับจำนวนนมว่า ส่งมาครบหรือไม่ โดยครูไม่สามารถตรวจสอบได้ว่านมแต่ละถุงมีคุณภาพแค่ไหน อีกทั้งนมก็จะส่งมาเท่ากับจำนวนเด็ก ครูจึงไม่สามารถเปิดชิมได้

นายเพิ่ม กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ควรดูแล  โครงการนมโรงเรียนเอง โดยดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ คือ จัดสรรงบฯไปให้สถานศึกษาจัดซื้อเองเหมือนกับการซื้อหนังสือเรียน หรือจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครองไปเลือกซื้อนมที่ต้องการเอง ทั้งนี้จากการที่โรงเรียนเคยได้รับงบฯซื้อนมโรงเรียนให้เด็กดื่มก่อนที่จะถ่ายโอนเงินไปยัง อปท. ก็พบว่า แต่ละโรงเรียนมีเงินจากการซื้อนมเหลือคืนคลังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบางวันเด็กมาโรงเรียนไม่ครบ และยังมีวันหยุดต่าง ๆ อีก แต่เมื่อถ่ายโอนเงินไปให้ อปท. กลับไม่มีเงินเหลือคืนคลังเลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวหายไปไหน

“ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจับเข่าคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากกฎหมายกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า มีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งนมโรงเรียนก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องโอนเงินไปให้ อปท.ให้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่หากแก้ไขกฎหมายไม่ได้ก็ควรมาดูวิธีการว่าจะลดขั้นตอนในการจัดซื้อนมโรงเรียนอย่างไร ซึ่งอาจจะให้สถานศึกษาและชุมชนมาช่วยกันดำเนินงาน โดยไม่ต้องมารวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง” นายเพิ่ม กล่าว.

Advertisements

Leave a comment »

นมโรงเรียน : คุณภาพต้องมาก่อน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ การออกมาเปิดประเด็นของนายสุธรรม นทีทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเชื่อมโยงสาเหตุคุณภาพ น้ำนมที่ไม่ได้มาตรฐานกับประกาศคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดซื้อแจกจ่ายนมให้แก่เด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ ต้องผ่าน 68 บริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เป็นการ “ล็อก สเปก” เอื้อประโยชน์ให้บุคคลบางกลุ่ม แต่จะโยงถึงนักการเมืองในรัฐบาลชุดที่แล้วหรือไม่ เป็นเรื่องยากพิสูจน์ อย่างไรก็ตามนับเป็นโอกาสดีสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนมโรงเรียนจะได้ทบทวน ระดมความคิดเห็น เพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั้งเรื่องคุณภาพน้ำนมที่ต้องได้มาตรฐาน รวมถึงการกำจัดขบวนการทุจริต “ผู้ใหญ่แทะกระดูกเด็ก” ให้หมดสิ้นไป การส่งตัวอย่างนมโรงเรียนที่ถูกร้องเรียนจากนายบรรยงค์ ณ ธรรม ผอ.โรงเรียนบ้านปากเลข อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ไปตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพ คือหนทางพิสูจน์หาคำตอบว่า เหตุใดเด็กนักเรียนไม่ชอบดื่มนมที่ทางโรงเรียนแจก แต่กลับชอบดื่มนมที่ซื้อจากร้านค้ามากกว่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า อาจเป็นเพราะนมโรงเรียนไม่มีการเติมน้ำตาล ไม่มีการแต่งกลิ่นหรือรส แต่กระนั้นสิ่งสำคัญคือ คุณภาพน้ำนมได้มาตรฐานตามที่กำหนด ปราศจากสิ่งปนเปื้อน หรือไม่ มิใช่เพียงแค่ “หางนม” หรือน้ำนมผสมน้ำทำให้รสชาติจืดจาง หรือมาจากวัวด้อยคุณภาพ ตามที่หลายฝ่ายคาใจ ขณะที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ปถ.) กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า ผู้มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่มีสิทธิจำหน่ายนมคือ คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ส่วนการจัดซื้อโดย อปท. จะมีการตั้งคณะกรรมการอาหารเสริมนมโรงเรียนของแต่ละแห่งขึ้นมาพิจารณา ติดตาม ตรวจสอบตามคุณภาพที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด หากเกิดปัญหาการจัดซื้อนมไม่ได้คุณภาพ ณ โรงเรียนใด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต้องสอบสวนหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ที่ผ่านมาการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับความไม่โปร่งใส เนื่องเพราะ การกระทำใดมักเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้น ๆ กรณีการจัดซื้อนมโรงเรียนในอดีตก็เคยมีข่าว “ฮั้ว” หรือ “ล็อกสเปก” จนเป็นที่มาของ “นมด้อยคุณภาพ” แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องก็เงียบหาย หากการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าประสงค์เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนที่ มีคุณภาพ โดยเปิดกว้างให้ผู้ผลิตนมที่ได้มาตรฐาน มีความรับผิดชอบมา ร่วมแข่งขันอย่างเป็นธรรมก็เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน แต่หากเพียงเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องของนักการเมืองที่อยู่คนละฝ่ายก็น่าละอายยิ่ง เพราะงบประมาณจัดซื้อสูงถึง 11,000 ล้านบาท.

Leave a comment »

เริ่มให้นมแม่อย่างไร ไม่เจ็บหัวนม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2552 13:33 น.

อาการเจ็บหัวนมเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ส่วนมากล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้นมลูก ซึ่งการจะแก้ปัญหาเหล่านั้น อาจต้องเริ่มตั้งแต่การให้ลูกดูดนมครั้งแรกให้ถูกต้อง โดยต้องทำความเข้าใจว่า การเริ่มให้นมนั้น ให้ลูกเป็นฝ่ายแสดงว่าต้องการที่จะหาอะไรเข้าปากก่อน เพราะโดยปกติทารกแรกเกิดจะมีปฏิกริยาตอบสนองต่ออะไรก็ตามที่มาเขี่ยโดนที่มุมปากให้อ้าปากงับอยู่แล้ว และเมื่องับหัวนมเข้าไปแล้วหัวนมก็ไปกระตุ้นเพดาน ให้ลูกใช้ลิ้นดุน ดูดหัวนม และกลืน ดังนั้นคุณแม่อย่าไปคิดว่าลูกจะดูดนมไม่ได้ หรือดูดไม่เป็น

ให้นมแม่อย่างไร..ให้ถูกวิธี

แม่ควรเตรียมตัวด้วยโดยฝึกบีบน้ำนมด้วยตนเอง โดยในวันแรก อาจจะออกมาเพียงส่วนของหัวน้ำนม (มีลักษณะใส แต่ทรงคุณค่ามาก เพราะเต็มไปด้วยภูมิต้านทาน ถ้าพลาดนมส่วนนี้ไปลูกจะมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้บ่อย) ให้คุณแม่ลองบีบส่วนนี้ทิ้งไว้ให้เพื่อเป็นกลิ่นให้ลูกมาดม เมื่อลูกได้กลิ่น มาเลียและมาอมหัวนมเล่น อย่าใจร้อน ค่อย ๆ ดูไป เล่นกับลูกไป เทคนิคง่าย ๆ ที่คุณแม่ทำได้แน่นอน เพียงลองให้ลูกเล่นกับเต้านมและหัวนมแม่ ให้ลูกส่ายหัวไปมา ค้นหาหัวนมแม่ แม่เพียงประคองศรีษะลูกที่ยังมีกล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรงให้มาพบกับหัวนม แต่อย่าจับบังคับให้ต้องมางับหัวนม ควรให้เวลาลูกเล่นกับเต้านมและหัวนมสักครู่ ให้ลูกชินกับกลิ่นแม่ อุณหภูมิกายแม่ ความแข็งและนิ่มของเต้านมแม่ เมื่อลูกเริ่มชินกับการอมหัวนม แม่จึงค่อยเริ่มสอนลูกให้อมให้ลึก โดยช่วยประคองศรีษะลูกเอาไว้

ก้าวผ่าน อุปสรรค เพื่อลูกน้อยที่แม่รัก

คุณแม่ที่เพิ่งมีลูกครั้งแรกอาจยังไม่มีประสบการณ์ของการถูกดูดที่หัวนม เมื่อลูกเริ่มดูดจะรู้สึกเจ็บ ๆ จี้ ๆ คัน ๆ แต่เมื่อลูกดูดไปแล้วยังไม่มีน้ำนมไหลออกมาเลย ลูกจะดูดถี่ และแรงขึ้นๆ จนบางครั้ง จะรู้สึกเจ็บหัวนมขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยแม่ช่วยบีบให้น้ำนมไหลเข้าปากเด็กสักเล็กน้อย แต่ถ้าบีบเท่าไรมันก็ยังไม่ออก ก็อาจขอน้ำนมจากคุณพยาบาลมาสักถ้วยเล็กๆ แล้วใช้หลอดหยดเข้าปากลูก พร้อมกับประคองจัดท่าลูกให้อมหัวนมให้ลึก ๆ จะทำให้ปากลูกอ้ากว้างขึ้น เมื่อลูกได้รับน้ำนมเข้าปาก ลูกจะมีปฏิกริยาโดยสัญชาตญาณลดความรุนแรงในการดูดลงมาเป็นการดูดอย่างปกติ รวมทั้งการที่ลูกได้อมหัวนมได้มิด สนิท แน่น แก้มลูกเด็กแนบเต้านมแม่ เกิดสุญญากาศในปากของลูก ทำให้ลูกไม่ต้องออกแรงดูดมาก นั่นจะช่วยบรรเทาความเจ็บแม่ไปได้มากเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก ศูนย์นมแห่งประเทศไทย

Leave a comment »

ดนตรี เสริมภูมิต้านทานอารมณ์-จิตใจลูกได้!

11 ก.พ. 52 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ภูมิต้านทานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับร่างกาย คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่จึงต้องเตรียมเสริมภูมิต้านทานให้กับลูกตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง ซึ่งพบว่า ดนตรีมีส่วนช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกได้

และที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆนี้ ดูเม็กซ์ จึงร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพ จัดกิจกรรม “Immunity Concert เพื่อรณรงค์เติมรักสร้างภูมิต้านทานโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้และคำปรึกษาที่ห้องประชุมของโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย เพชรบุรีตัดใหม่ โดย นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์กล่าวว่า ดนตรีมีส่วนช่วยให้อารมณ์คุณแม่ขณะอุ้มท้องดีขึ้นได้ เป็นการเสริมสร้างสุขภาพทางหนึ่ง การดูแลสุขภาพและอารมณ์ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากการดูแลเรื่องโภชนาการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงอาหารเสริมพรีไบโอติก เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพดีในระบบทางเดินอาหารของแม่ ซึ่งช่วยป้องกันโรคภัยที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกในท้องแล้ว การฟังดนตรีที่ทำให้แม่สบายใจ ก็ช่วยให้ร่างกายของคุณแม่หลั่งสารเอ็นโดรฟิน ทำให้แม่มีความสุข ซึ่งเมื่อแม่สุขลูกก็สุขด้วย และจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย กล่าวว่า ดนตรีมีผลต่อร่างกาย อารมณ์ สมอง การเต้นของหัวใจ และระบบประสาทอัตโนมัติ รวมถึงการหลั่งสารต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งจังหวะดนตรีที่เหมาะแก่การฟังสำหรับคุณแม่ที่มีครรภ์ก็คือ จังหวะ 60-80 บีทต่อนาที ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลาย ในทางกลับกัน หากฟังดนตรีในจังหวะถึง 100 บีทขึ้นไป เช่น เพลงร็อก หรือเพลงคลาสสิกที่เร่งเร้าอารมณ์มากเกินไป จะทำให้คุณแม่หัวใจเต้นเร็วขึ้น ร่างกายก็จะหลั่งสารคอติซอล ซึ่งเป็นสารความเครียดออกมาโดยไม่รู้ตัว พลอยทำให้ลูกเครียดไปด้วย


ส่วนคุณแม่มือโปรที่มาร่วมงานอย่าง คุณจุ๊บ- ม.ล.จิราภรณ์ เทวกุล บอกว่า ในฐานะที่เคยตั้งท้องและมีลูกมาแล้วคิดว่า การเตรียมเสริมภูมิต้านทานให้ ลูกตั้งแต่อยู่ในท้องสำคัญที่สุด เพราะเวลา 9 เดือนนี้เท่านั้นที่จะกำหนดว่า ลูกของเราจะออกมาร่างกายแข็งแรงและมีสภาวะอารมณ์ที่ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น เรื่องโภชนาการทั้ง 5 หมู่อย่าให้บกพร่อง ยิ่งเสริมพรีไบโอติกให้ลูกได้ด้วยก็ยิ่งดี ส่วนเรื่องจิตใจและอารมณ์ลองเลือกฟังเพลงที่ช่วยผ่อนคลายเหมือนอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็ช่วยได้เยอะ

ปิดท้ายที่คุณแม่ คนใหม่ที่กำลังตั้งท้องได้เกือบ 6 เดือนแล้วอย่าง ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ซึ่งพูดถึงการดูแลท้องว่า ก่อนท้องก็คุมอาหารมาตลอด แต่พอรู้ว่ากำลังจะมีลูกก็นึกถึงลูกก่อน เลยพยายามจะทานอาหารให้ครบหมู่ ดื่มนมเยอะมากจะได้เสริมแคลเซียมและภูมิต้านทานให้ลูก ส่วนเรื่องการฟังเพลง ก็เน้นฟังเพลงแนวสบายๆ ระหว่างทำโยคะเบาๆหรือเวลาที่วิ่งเหยาะๆ บนสายพาน เราฟังแล้วอารมณ์ดี ลูกก็น่าจะอารมณ์ดีไปด้วย…การเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยในครรภ์ นอกจากการดูแลเรื่องโภชนาการให้เต็มที่สำหรับพัฒนาการทางกายแล้ว เรื่องดนตรีเพื่อภูมิต้านทานทางจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน.

Leave a comment »

9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ใครอยากสมองไบรท์ฟังทางนี้ เดลินิวส์ออนไลน์มี 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์มาบอก…

1.  จิบน้ำบ่อย ๆ  (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี  (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที  (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9.  ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีสมองไบร์ท ลองนำไปฝึกกันได้.

Comments (1) »

จี้สสวท.ผลิตตำราทันเปิดเทอม

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เมื่อวันที่4 ก.พ. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวในการตรวจเยี่ยมสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.)ว่า ไทยมีปัญหาคุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ต่ำกว่ามาตรฐานสากล

ดังนั้น สสวท.ต้องพัฒนาครูและพัฒนาการเรียนการสอนด้านนี้ในโรงเรียนขนาดเล็ก  2.6  หมื่นแห่ง  ซึ่งฉุดให้มาตรฐานการศึกษาด้านนี้ของไทยต่ำกว่าสากล  และหาวิธีทำให้สังคมไทยเห็นความสำคัญวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์   ปัจจุบันเด็กไทยที่เก่งด้านนี้  หันไปเรียนหมอ วิศวะแทนที่จะเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์  อาจารย์ หรือนักวิชาการ ซึ่งปัญหานี้น่าห่วงมากเพราะถ้าอาจารย์ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์รุ่นเก่าหมดไปไม่มีคนรุ่นใหม่มาแทนก็จะไม่มีคนมาสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่   อยากให้ส่งเสริมเด็กเก่งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์หันมาเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น

ส่วนงบประมาณสสวท.ซึ่งส่วนหนึ่งผูกอยู่กับรายได้จากการขายสื่อ อุปกรณ์และตำราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โดยองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น  จะต้องปรับให้ยืดหยุ่น ไม่ให้ผูกอยู่กับองค์การค้าฯเท่านั้น  โดยกระจายให้องค์กรอื่นช่วยพิมพ์  และวางแผนรับมือให้ตำราออกมาทันเปิดเทอมนี้    ซึ่งสสวท.จะต้องปรับปรุงองค์กร บุคลากร สื่อและตำราให้ทันสมัย มีการหารายได้โดยมองเชิงธุรกิจ   และหารายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่ใช่เพื่อหากำไรแต่หารายได้เพื่อเลี้ยงองค์กร

น.ส.นารี   วงศ์สิโรจน์กุล     รักษาการผอ.สสวท.  กล่าวว่า  สสวท.ห่วงว่าองค์การค้าฯจะพิมพ์ตำราวิทยาศาสตร์ม.ต้น 6 เล่มไม่ทันเปิดเทอมนี้  จะหารือเพื่อขอคำยืนยัน หากไม่ทันจะขอให้โรงพิมพ์หน่วยงานรัฐเช่น  กรมการศาสนา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วยพิมพ์  และขอให้สถาบันทรัพย์สินทางปัญญาของจุฬาฯช่วยให้คำแนะนำจดทะเบียนลิขสิทธิ์และหารายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา  ส่วนการส่งเสริมให้คนไทยเห็นความสำคัญวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์นั้น  สสวท.เตรียมทำศูนย์อบรมครูและห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ระหว่างหาอาคารรองรับซึ่งหารือกับรมช.ศธ.แล้วก็ได้รับปากว่าจะช่วยเหลือ

Leave a comment »

วิธีบำบัดเด็กสมาธิสั้น

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เด็กคนไหนที่รู้ตัวว่าเป็นคนสมาธิสั้น วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีบำบัดมาบอก…

1. อย่าเปิดทีวี ให้มีเสียงดังจนเกินไป หรือสภาพแวดล้อมในบ้านต้องไม่วุ่นวายหรือมีการทะเลาะกันบ่อยครั้ง

2. หามุมสงบสำหรับเด็ก เพื่อให้เกิดสมาธิในการทำการบ้าน

3. ฝึกฝนวินัยให้เด็ก สร้างกรอบกฎเกณฑ์ มีตารางเวลาชัดเจน ไม่ปล่อยละเลยหรือตามใจจนทำให้เด็กติดเกม

4. มีการสื่อสารที่สั้น กระชับ ชัดเจน หากไม่แน่ใจให้เด็กทบทวนว่าสิ่งที่สั่งสอนไปคืออะไรบ้าง

5. มีความเข้าใจในพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นอย่างจริงจังและจริงใจ

6. จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เกิดความมีระเบียบ ไม่ปล่อยให้บ้านรกรุงรัง

7. อย่าทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย

8. ไม่ควรจับกลุ่มให้เด็กสมาธิสั้นอยู่ใกล้ชิดกับเด็กที่มีปัญหาแบบเดียวกัน เพราะจะทำให้กลายเป็นเด็กที่เกเรก้าวร้าวได้

9. ส่งเสริมจุดแข็งข้อดีในตัวเด็ก เพื่อให้เด็กรู้สึกดี และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง

10. จัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้ได้ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ และใช้พลังงานส่วนเกินอย่างเหมาะสม รวมถึงเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว เช่น ออกกำลังกาย หรือเล่นดนตรี ตามที่เด็กสนใจ

รู้อย่างนี้แล้ว เด็กที่สมาธิสั้นก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

Leave a comment »