Archive for มกราคม, 2009

สพฐ.แจงซื้อตำรา-ชุดนร.ฟรี ยึดราคาปกได้หนังสือคุณภาพ-มีมอก.ถูกกว่า

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สพฐ.โต้ฝ่ายค้านแจงซื้อตำรา-ชุดนักเรียนฟรี ยึดราคาปกหนังสือองค์การค้าฯ ให้ได้ราคากลางและหนังสือมีคุณภาพ ชี้ราคากลางชุด นร.ของ สพฐ.ที่มี มอก.ถูกกว่าชุด นร.ที่ไม่มีมอก.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แถลงข่าวพร้อมผู้บริหารขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) โต้กรณีที่ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายในสภาโจมตีการตั้งงบจัดซื้อตำราเรียนแจกนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งกำหนดราคากลางสำหรับจัดซื้อโดยอิงราคาหน้าปกตำราเรียนขององค์การค้าฯ ลด 20% ทั้งที่ราคาตำราเรียนขององค์การค้าฯ แพงกว่าตำราเรียนของเอกชน 1 เท่า ว่า สพฐ.กำหนดราคากลางจัดซื้อตำราเรียน 8 กลุ่มสาระวิชา แจกนักเรียนงบประมาณ 4,203 ล้านบาท โดยอิงราคาตามตำราเรียนองค์การค้าฯ นั้น เพราะตำราเรียนขององค์การค้าฯ ใช้ต้นฉบับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และถูกควบคุมโครงสร้างราคาโดย สพฐ.มาตลอด และเป็นราคาเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2546 จึงมั่นใจได้ว่าเป็นตำราเรียนที่ราคาคุ้มค่ากับคุณภาพ

“สพฐ.ไม่ได้กำหนดงบจัดซื้อตำราเรียนโดยอิงตามราคาตำราเรียนที่ถูกสุดในท้องตลาดเป็นเกณฑ์ เพราะหากทำเช่นนั้นโรงเรียนจะไม่สามารถจัดซื้อหนังสือที่มีคุณภาพได้ จึงได้กำหนดราคากลางโดยอิงตามราคาตำราเรียนขององค์การค้าฯ ซึ่งเป็นตำราเรียนที่คุ้มค่ากับราคา และไม่ได้บังคับว่าโรงเรียนต้องจัดซื้อตำราเรียนของสำนักพิมพ์ใด ให้ขึ้นอยู่กับโรงเรียน จึงต้องกำหนดราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่กำหนดราคาต่ำเกินไป จะทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อตำราเรียนที่มีคุณภาพได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

คุณหญิงกษมา กล่าวอีกว่า ราคาตำราเรียนขององค์การค้าฯ ไม่ได้แพง เพราะ ศธ.กำหนดราคาขาย ราคาจึงอยู่ในช่วงกลางของตลาด เช่น ตำราเรียน ป.1 วิชาคณิตศาสตร์ มีวางขาย 6 สำนักพิมพ์ ราคาอยู่ที่ 34-63 บาท ขององค์การค้าฯ อยู่ที่ 52 บาท มีวิชาสังคมศึกษาที่แพงกว่า วางขาย 10 สำนักพิมพ์ อยู่ที่ 26-127 บาท ขององค์การค้าฯ 127 บาท เพราะแยกเป็น 3 เล่ม พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์และสี่สีทั้งเล่ม

ส่วนการจัดซื้อชุดนักเรียนฟรี ซึ่งได้งบมา 3,158 ล้านบาทนั้น ราคากลางชุดนักเรียนที่ สพฐ.กำหนดไม่ได้สูงเกินไป แม้ว่าจะให้ได้ มอก. โดยจากการสำรวจราคาชุดนักเรียน 10 บริษัท ที่ได้ มอก.และไม่ได้ มอก. พบว่า ราคากลางชุดนักเรียนทุกระดับของ สพฐ. ยกเว้นอนุบาล เป็นราคาถูกสุดของตลาด เช่น ราคาชุดนักเรียนอนุบาลของ 10 บริษัท อยู่ที่ 125-360 บาท ราคากลาง สพฐ.อยู่ที่ 150 บาท

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัด ศธ.กล่าวว่า องค์การค้าฯ เน้นจัดพิมพ์ตำราเรียนราคาต่ำ เพื่อควบคุมแบบเรียนในตลาดไม่ให้มีราคาสูงเกินไป

Leave a comment »

ให้นมแม่ไม่ใช่เรื่องของแม่คนเดียว/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 มกราคม 2552 07:33 น.
เรื่องนมแม่ดีที่สุดสำหรับทารกน้อยใครๆ ก็รู้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นและพบเห็นมากที่สุด สำหรับแม่มือใหม่ยุคนี้ ก็คือ ปัญหาเรื่องการให้นมแม่ ถ้ามีการจัดลำดับปัญหาของแม่มือใหม่ที่หนักใจมากที่สุด ปัญหาเรื่องการให้นมแม่ต้องติดหนึ่งในห้าอย่างแน่นอน

ความจริงปัญหาเรื่องการให้นมแม่ไม่น่าจะใช่ปัญหาใหญ่ เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาให้เลี้ยงลูกด้วยนมคนอยู่แล้ว ในอดีตพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราก็ให้นมแม่มาโดยตลอด ทุกคนได้รับการเลี้ยงดูให้เจริญเติบโตด้วยนมแม่ จนกระทั่งเด็กถึงวัยที่ต้องกินอาหารเสริมชนิดอื่นๆ นมแม่ก็กลายเป็นอาหารรอง

ในช่วงแรกของชีวิต ทารกน้อยจำเป็นจะต้องได้ยอดอาหารจากแม่ ซึ่งก็คือ หัวน้ำนมนั่นเอง น้ำนมส่วนนี้จะมีสารที่ให้ภูมิต้านทานแก่ทารก ถ้าทารกที่ไม่ได้กินหัวน้ำนม ก็อาจทำให้เจ็บป่วยบ่อย หรือร่างกายเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร

ก่อนหน้านี้ เพื่อนๆ ที่คลอดลูกได้ไม่นาน มักจะโทรศัพท์มาหารือเรื่องนมแม่เป็นประจำ ปัญหาหลัก คือ ไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน นมแม่ไม่เพียงพอ หรือไม่ก็ลูกไม่ยอมกินนมแม่ ฯลฯ

เรียกว่า ต้องพูดคุยสอบถามรายละเอียดกันพักใหญ่ ก่อนจะถึงบางอ้อว่าเพราะเหตุใดการให้นมแม่ไม่ประสบผลสำเร็จ

สาเหตุที่แม่ไม่ประสบผลสำเร็จในการให้นมแม่มีเหตุผลมากมาย ถ้าไม่นับถึงเรื่องสรีระร่างกาย บางคนน้ำนมน้อย ก็ให้นมกระป๋องควบคู่ไปด้วย พอลูกกินไปกินมาก็ไม่ยอมกินนมแม่ซะงั้น หรือบางคนกลัวลูกไม่อิ่มก็ให้นมกระป๋องควบคู่ไปด้วย พอท้ายสุดน้ำนมของตัวเองก็ค่อยๆ หมดไปโดยปริยาย

ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการให้นมแม่เป็นเรื่องที่ต้องมีการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ กรณีที่คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน และวางแผนที่จะมีลูก ก็ควรที่จะเตรียมตัวร่างกายของตัวเองให้พร้อม

รายงานจากบรรดานักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญสาขานมแม่ทั้งในและต่างประเทศ ต่างก็ระบุตรงกันว่า ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีภาวะโภชนาการดีในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดี ส่วนทารกที่เกิดจากแม่ที่ภาวะโภชนาการบกพร่องในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีการเจริญเติบโตหรือมีสุขภาพที่ไม่ค่อยดี โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง หากทารกขาดสารอาหารช่วงอยู่ในครรภ์มารดา เซลล์สมองจะไม่เจริญเติบโต จำนวนเซลล์สมองน้อย เชาว์ปัญญาก็ด้อยตามไปด้วย

เรื่องโภชนาการที่ดี เป็นเรื่องที่ดิฉันเชื่อบนพื้นฐานที่ว่า คนเป็นพ่อแม่น่าจะใส่ใจและรู้ดีกันอยู่แล้ว ยิ่งในยุคข้อมูลข่าวสารมากมายเช่นนี้ เป็นเรื่องที่คนเป็นแม่ต้องเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เพื่อลูกน้อยในครรภ์

แต่ก็มีข้อแนะนำที่จะช่วยคนเป็นแม่ในเรื่องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แบบคร่าวๆ และง่ายๆ และเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรก ถือเป็นไฟลต์บังคับที่คนเป็นแม่ต้องสนใจหาข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องในการเตรียมตัวเตรียมใจ และเตรียมร่างกายให้พร้อม เพื่อทำให้ร่างกายสามารถสร้างน้ำนมได้เพียงพอต่อความต้องการของทารก จะเห็นได้ว่าคนที่เคยให้นมแม่ประสบผลสำเร็จ จะมีน้ำนมจำนวนมาก ถึงขนาดเจ็บปวดเต้านมที่เต่ง ถึงขนาดต้องให้ลูกช่วยดูดนมออกจากเต้าเพื่อคลายความเจ็บปวดของแม่อีกต่างหาก

เรียกว่า เป็นความมหัศจรรย์ของร่างกาย เมื่อร่างกายผลิตน้ำนมจำนวนมาก ก็ต้องให้ลูกดูดนม ในอดีต แม่บางคนมีน้ำนมมาก จนสามารถเผื่อแผ่เอาไปให้ลูกคนอื่นได้อีกด้วยซ้ำ

ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจล้วนๆ เคล็ดลับที่จะทำให้ประสบความสำเร็จคนเป็นแม่ต้องมีความมุ่งมั่น เพราะเมื่อมุ่งมั่นแล้ว พอถึงเวลาประสบปัญหาก็พร้อมที่จะเผชิญ และมีความอดทนที่จะแก้ปัญหานั้นๆ อย่างจริงจัง

ยกตัวอย่าง แม่บางคนหัวนมบอด แต่ได้มีการเตรียมตัวและปรึกษาคุณหมอ ก็จะได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น หรือบางคนที่ไม่สามารถให้นมจากเต้าได้ ก็มีการปั๊มนมเก็บเอาไว้อย่างถูกวิธี ซึ่งปัจจุบันวิทยาการต่างๆ ก็ก้าวหน้าไปมาก คุณสามารถจัดเก็บน้ำนมแม่ได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพและสารอาหารในนมแม่แต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คนข้างตัว หรือคุณพ่อจะมีส่วนสนับสนุน และให้กำลังใจภรรยา รวมทั้งมีส่วนในการช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินของภรรยา เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับอาหารคุณภาพที่ช่วยกระตุ้นน้ำนมได้ด้วย

ดิฉันเองก็เคยผ่านช่วงเวลาให้นมลูกมาสองคน ผ่านช่วงเวลาที่ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินของตัวเอง เพราะเรากินอะไร ลูกก็ได้รับสารอาหารจากเราไปผ่านทางนมแม่ ก็เลยต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ รสชาติเผ็ดเปรี้ยวอันชื่นชอบก็ต้องงดด้วยประการทั้งปวง หรืออาหารบางอย่างไม่เคยกินและไม่ชอบอย่างแกงเลียง ก็สามารถกินได้ทุกวัน คู่กับไก่ผัดขิง แล้วก็ต้องกินน้ำอุ่นทั้งวัน ซึ่งก็เห็นผลเพราะน้ำนมมาแบบถล่มทลาย ต้องให้ลูกช่วยดูดนมแม่ แม้บางครั้งยังไม่ถึงมื้อนม ก็ปวดเต้านมระบมไปหมด ถึงขนาดต้องปลุกเจ้าลูกชายมาช่วยดูดนมแม่ออกไปจากเต้าหน่อยเถอะลูก

และช่วงเวลาขณะนั้นตัวช่วยจากคนใกล้ชิดสำคัญมาก หลายครั้งที่มีปัญหาและทรมานในช่วงแรก ที่ต้องปรับตัวทั้งแม่ลูก ก็ทำให้บางเรื่องง่ายขึ้น บางเรื่องที่ท้อ ก็ได้กำลังใจที่ทำให้ฮึดขึ้นมาได้

เรื่องให้นมแม่ ฟังดูน่าจะเป็นเรื่องของแม่ แต่ที่จริงแล้ว คนเป็นพ่อก็สำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย สารพัดปัญหาของคนเป็นแม่ที่ให้นมแม่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเข้าใจไปว่าเรื่องการให้นมแม่เป็นเรื่องของแม่เท่านั้น ถ้าแม่ไม่มีน้ำนมก็จบ ซื้อนมกระป๋องให้ละกัน ทั้งที่คนเป็นพ่อ สามารถช่วยเหลือได้

วิธีที่พ่อสามารถช่วยแม่ให้มีนมแม่ได้เพียงพอและไม่ท้อต่ออุปสรรคในการให้นมแม่

1.เป็นกำลังใจ ในทุกสถานการณ์เมื่อมีโอกาส คอยปลอบโยนเมื่อประสบอุปสรรคหรือย่อท้อต่อปัญหา เพราะเรื่องให้นมแม่เป็นเรื่องใหม่ของครอบครัว กำลังใจจากสามี ช่วยทำให้ภรรยามีแรงใจเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย อย่างที่คุณสามีคาดไม่ถึงเชียว

2.เป็นธุระเรื่องอื่นๆ ที่สามารถทำได้ เช่น ช่วยทำงานบ้านบางอย่าง หรือดูแลลูกเพื่อให้ภรรยาได้มีช่วงเวลาพักผ่อนบ้าง เชื่อไหมว่า การให้ภรรยาได้มีช่วงเวลาพักเพียงเล็กน้อย จะช่วยทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งวันหายเป็นปลิดทิ้ง

3.นวดภรรยา เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย เพราะช่วงเวลาของแม่ลูกที่ต้องปรับตัวเข้าหากัน เป็นช่วงเวลาที่คนเป็นแม่เครียดไม่น้อยทีเดียว ถ้าสามีช่วยนวดผ่อนคลายนอกจากจะไม่เครียดแล้ว สื่อสัมผัสรักยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก

4.ดูแลเรื่องอาหารการกิน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภรรยารู้สึกว่าได้รับความใส่ใจ และดูแลจากคนที่เรารัก เพราะอาหารที่คนรักกินเข้าไป จะส่งไปถึงลูกน้อย ซึ่งเป็นดวงใจของพ่อแม่อีกด้วย

เรียกว่า กำลังใจดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ความเหนื่อยยาก และปัญหาบางอย่างที่กลุ้มใจ ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก ด้วยสามีที่ดีนั่นแหละ

ส่วนคุณสามีก็ท่องเอาไว้ด้วยว่า

“ให้นมแม่ไม่ใช่เรื่องของแม่คนเดียว”

Leave a comment »

ศธ.ปรับเพดานรายได้ครอบครัวเพิ่มสิทธิกู้เรียน

วันที่ 20 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว. ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 19 ม.ค.ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการบริหารกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้มีการยุบรวมทั้ง 2 กองทุนเข้าด้วยกัน โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” และ ให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกู้ยืมใหม่ โดยขยายเพดานเงินรายได้ต่อครอบครัวจากเดิม 200,000 บาทต่อปี ซึ่งในเบื้องต้นจะกำหนดใหม่เป็น 3 ระดับ คือ ขั้นที่ 1 เริ่มที่ 200,000 บาทต่อปี ขั้นต่อไปอาจจะ 250,000 บาท และ สุดท้ายไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้คณะทำงานจะไปกำหนดเพดานอีกครั้งหนึ่ง

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาขาวิชาที่ขอกู้จะต้องเป็นสาขาวิชาที่ขาดแคลนที่กำหนดไว้ ประมาณ 150 สาขา พร้อมกันนี้จะเพิ่มสัดส่วนผู้กู้ในสายอาชีพให้มากขึ้น จากเดิมที่มีผู้เรียนสายสามัญและอาชีพในสัดส่วน 60:40 เป็น 50:50 โดยเน้นการแนะแนวและการสร้างแรงจูงใจที่จะให้ผู้กู้ขอกู้ไปเรียนสายอาชีพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้กู้ กรอ.รายเดิมให้ใช้เกณฑ์เดิมต่อไปจนจบการศึกษา ส่วนผู้กู้รายใหม่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2552  นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่ไม่ได้รับสิทธิการกู้เงินในชั้นปีที่ 1 สามารถยื่นขอกู้เงินได้ระหว่างชั้นปีที่ 2-4 รวมทั้งนักเรียน ม.ปลาย และ อาชีวศึกษาด้วย

“อย่างไรก็ตามผมได้มอบหมายให้คณะทำงานไปจัดทำรายละเอียดว่า การยุบรวมกองทุนและการปรับปรุงหลักเกณฑ์เงินให้กู้ยืมดังกล่าวจะมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง หากจะต้องแก้ระเบียบ กฎหมาย หรือจะต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน”นายจุรินทร์กล่าวและว่า จากการสำรวจสถานภาพกองทุนพบว่า งบฯที่รัฐจัดสรรให้ในปีงบประมาณ 2552 มี 28,000 ล้านบาท กองทุนมีเงินเหลือ 22,000 ล้านบาท รวมเป็น 50,000 ล้านบาท โดยในส่วนนี้เป็นงบฯบริหารและเงินเดือน 1,000 ล้านบาท ดังนั้นจะมีเงินที่จะนำมาให้นักเรียน นักศึกษากู้ได้ถึง 49,000 ล้านบาท แต่ในปี 2551 มีการปล่อยเงินกู้เพียง 26,000 ล้านบาท ซึ่งตนเห็นว่ายังเป็นตัวเลขที่ต่ำอยู่มาก ดังนั้นในปีนี้ควรจะขยายจำนวนผู้กู้เพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย 36,000 ล้านบาท.

Leave a comment »

รร.สาธิตขอบริหารเรียนฟรี15ปีเอง

วันที่ 21 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

รศ.ดร.พินิติ รตะนากูล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมชี้แจงผู้บริหารโรงเรียนสาธิตเกี่ยว  กับนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ของรัฐบาล ว่า ผู้บริหาร รร.สาธิตส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการ ของนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่สำหรับเรื่องการบริหารจัดการนั้น รร.สาธิตต้องการดำเนินการกันเอง เนื่องจากโรงเรียนสาธิตจะมีลักษณะที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป คือ รร.สาธิตจะเป็นห้องปฏิบัติการสำหรับนิสิต นักศึกษา คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ในการฝึกทักษะการสอน และเป็นแหล่งสร้างระบบและพัฒนาการเรียนการสอน หรือ นวัต กรรมทางการศึกษาใหม่ ๆ  จึงต้องมีกิจกรรมนอกเหนือจากหลักสูตรทั่วไป มีการทำวิจัยพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อนำไปเผยแพร่ให้โรงเรียนสังกัดอื่น ๆ ดำเนินการด้วย อีกทั้งค่าใช้จ่ายของนักเรียน รร.สาธิตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่านักเรียนโรงเรียนสังกัดอื่น ๆ

รศ.ดร.พินิติ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ของ รร.สาธิตจะเป็นอย่างไรนั้น ทางกลุ่ม รร.สาธิตขอเวลาไปศึกษารายละเอียด โดยมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 คณะ ประกอบด้วย รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ ผอ.รร.สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายประถม รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ อาจารย์ใหญ่ รร.สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.เกษม ช่วยพนัง ผอ.รร.มัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยคณะทำงานจะไปรวบรวมความคิดเห็นจาก รร. สาธิตทั้งหมด เพื่อนำเสนอต่อ รมว.ศึกษาธิการ โดยจะให้เหตุผลถึงความแตกต่างและความจำเป็นที่ รร.สาธิตจะขอบริหารจัดการเรื่องการเรียนฟรี 15 ปี เองด้วย

ด้าน รศ.ลัดดา กล่าวว่า ทุกประเทศต้องมีโรงเรียนต้นแบบ ซึ่ง รร.สาธิตของประเทศไทยก็เป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และมีความแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป เพราะเป็นสถานที่ฝึกสอนของ นิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ เป็นที่วิจัยหาสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน จึงทำให้การบริหารจัดการของ รร.สาธิตต้องใช้งบฯที่สูง และที่ผ่านมา รร.สาธิตก็ได้รับการสนับสนุนงบฯจากมหาวิทยาลัย องค์กรต่าง ๆ และผู้ปกครอง มากกว่างบฯจาก รัฐบาล ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะให้ รร.สาธิตเข้าร่วมนโยบายเรียนฟรี 15 ปีด้วย ก็ต้องดูว่าจะฟรีแค่ไหนอย่างไรบ้าง.

Leave a comment »

ศน.บุญชวนโจ๋เข้าวัดทุกวันพระ แก้ปัญหาเด็กเสื่อมศีลธรรม

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการศาสนาปักธงแก้ปัญหาเด็กเสื่อมศีลธรรมฟื้นประเพณีบุญชวนโจ๋เข้าวัดทุกวันพระเดือนละ 4 ครั้งฟังเทศน์ นำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตเป็นคนดีในสังคม วัด 737 แห่งคึกคักแห่ร่วมกิจกรรมตลอดปี52

นายสด แดงเอียด  อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า สภาพสังคมเปลี่ยนไปทำให้ประชาชนห่างวัด เด็กและเยาวชนเสื่อมศีลธรรม ดังนั้นปี 2552 ศน.จะเน้นการนำหลักธรรมทางศาสนาแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนสานต่อโครงการอบรมศีลธรรมให้เด็กและเยาวชนหลังเข้าสู่กระบวนการพิพากษาของศาลเด็กและเยาวชนทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัดทั่วประเทศ ขยายศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และโครงการเข้าวัดวันธรรมสวนะ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสเข้าวัดฟังธรรมและน้อมนำคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตอย่างถูกต้องดีงาม

โดยจัดกิจกรรมทุกวันพระเดือนละ 4 ครั้งได้แก่ วันขึ้น 8 ค่ำวันขึ้น 15 ค่ำวันแรม 8 ค่ำและวันแรม 15 ค่ำในวัดที่ใกล้บ้าน 737 แห่งทั่วประเทศโดยมีงบประมาณสนับสนุนแห่งละ 7,000 บาทและจัดพิมพ์หนังสือคู่มือปฎิบัติธรรม หนังสือสวดมนต์แจก รวมงบประมาณกว่า 6 ล้านบาท โดยดึงผู้นำชุมชนพระสงฆ์ นักเรียน สถานศึกษา ร่วมกันทำวัตรเช้า พระสงฆ์แสดงธรรม การรับศีล 5 ฟังพระเทศน์โดยมีเครือข่ายอาทิ เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ฯลฯ เข้าร่วม เริ่มจัดมาตั้งแต่เดือนธ.ค. 2551 ถึงเดือนตุลาคม2552 นำร่องในวัดต่างๆ

อาทิวัดหัวลำโพง วัดราชผาติราม วัดชัยพฤกษมาลา วัดโสมนัสวิหาร วัดอัมพวัน และวัดบางเสาธง 25 ม.ค. วัดบางยี่ขัน2 ก.พ. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร9 ก.พ. วัดพลับพลาชัย17 ก.พ. วัดราชคฤห์23 ก.พ. วัดนรนาถสุนทริการาม3 มี.ค. วัดอมรินทราราม10 มี.ค. วัดบพิตรภิมุข18 มี.ค. วัดราชนัดดาราม25 มี.ค. วัดเศวตฉัตร2 เม.ย. และวัดราชสิทธาราม9 เม.ย. ประชาชนสอบถามได้ที่โทร.0-2422-8816 หรือwww.dra.go.th

ปัจจุบันประเพณีบุญทุกวันพระได้หายไปคนไม่เข้าวัดฟังธรรม กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการรื้อฟื้นประเพณีบุญกลับคืนมาอีกครั้ง พ่อแม่ เด็กเยาวชน ผู้นำท้องถิ่นจะมีโอกาสได้เข้าวัด ใกล้พระสงฆ์ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ซึมซับนำไปใช้ในชีวิตจริง ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรม เพราะการฟังธรรมจะนำไปสู่ความเข้าใจหลักธรรมอย่างชัดเจน สุดท้ายจะทำให้เกิดกัลยาณมิตรระหว่างหมู่บ้าน เกิดความสามัคคี จากการดำเนินการไปแล้วหลายวัด ผลปรากฏว่าประสบผลสำเร็จ จะรายงานต่อนายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้ผลักดันและรายงานต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปนายสดกล่าว

Leave a comment »

แพทย์เตือนสารอาหารเกินจำเป็นกระตุ้นภูมิแพ้ในเด็ก

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ขึ้นชื่อว่าพ่อแม่ ใครๆ ก็รักลูก อยากให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งนมผงสูตรใหม่ๆ ที่เติมคุณค่าทางโภชนาการนั่นนี่ก็ยิ่งได้รับความนิยมมาก ถึงขนาดมีการเติมสารอาหารบางชนิดเข้าไปสามเท่าสี่เท่าของที่จำเป็น เพราะผู้ผลิตบอกว่าจะช่วยให้ลูกน้อยพัฒนาเร็ว ฉลาด และอื่นๆ อีกมากมาย แต่เอ…อาหารที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อลูก เป็นประโยชน์จริงๆ หรือว่าการกระตุ้นเด็กมากเกินไปจะเป็นโทษต่อลูกกันแน่

ผศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และผู้ช่วยเลขานุการสมาคมโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่เด็กสัมผัสสารกระตุ้นชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปและติดต่อกันเป็นเวลานาน มีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูงกว่าเด็กทั่วไป สารกระตุ้นพวกนี้อาจมาจากอาหารที่มีสารบางชนิดในปริมาณมากเกินความจำเป็นที่รับประทานติดต่อกันนานๆ หรือสารอื่นๆ ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานผิดปกติได้เช่นกัน และนี่ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้สูงถึงร้อยละ 40 โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เด็กอายุ 1-10 ขวบ เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

“พ่อแม่ต้องให้ลูกได้รับประทานอาหารอย่างหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเจริญเติบโตให้ลูกแล้ว ยังลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ที่มีสาเหตุมาจากอาหารอีกด้วย รวมทั้งควรสังเกตว่าลูกมีอาการผิดปกติเมื่อรับประทานอาหารบางชนิดในชีวิตประจำวันหรือไม่ หากสงสัยว่าลูกแพ้สารชนิดนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารชนิดนั้นเสีย นอกจากนี้ อาการภูมิแพ้จากอาหารแต่ละชนิดก็อาจแตกต่างกันไปอีกได้ พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการภูมิแพ้ของลูก เมื่อพบอาการที่น่าสงสัย ควรจดรายการอาหารและปริมาณที่ให้ลูกรับประทานประจำ เพื่อปรึกษาแพทย์” คุณหมอแนะนำ

Leave a comment »

รู้จักชีวิต 9 ครูดีเด่นแห่งชาติปี 51

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

ผ่านพ้นจากวันเด็กแห่งชาติไปไม่นาน ก็มาถึงวันสำคัญอีกวันหนึ่ง นั่นก็คือ “วันครู” ที่จะมาถึงในวันที่ 16 มกราคมนี้ และในวันครูปีนี้คณะกรรมการคุรุสภาได้มีมติมอบ “รางวัลครูดีเด่น” ให้กับครู 9 คนด้วยกัน

แน่นอนว่า สิ่งที่ทุกคนอย่างรู้ก็คือ ครูที่ได้รับรางวัลทั้ง 9 คนมีเส้นทางชีวิตและการทำงานมาอย่างไรกันบ้าง

ประเภทครูผู้ปฏิบัติการสอน

1.นางจุรี โก้สกุล
ร.ร.ภูเก็ตปัญญานุกูลอ.ถลาง จ.ภูเก็ต

ครูจุรี โก้สกุล เกิดเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2500 อายุ 51 ปี จบปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต สาขาการศึกษาพิเศษ ปี 2526 จาก ม.ราชภัฏสวนดุสิต เริ่มเป็นครูครั้งแรกในตำแหน่งครูประจำชั้นที่ร.ร.โสตศึกษา จ.สงขลา ปัจจุบันเป็นครูชำนาญการพิเศษ ร.ร.ภูเก็ตปัญญานุกูล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
ครูจุรี เป็นครูที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มเป็นครูปี 2522 ในปี 2542 ครูจุรีได้ทำงานวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการแก้ปัญหาการออกเสียงพยัญชนะ ต สำหรับผู้พิการที่บกพร่องทางการได้ยิน ระดับ ชั้น ป.4 ผลงานวิจัยนี้เป็นสื่อนวัตกรรมทางการศึกษาที่เป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการได้ยิน นอกจากนี้ยังจัดทำโปรแกมประดิษฐ์พจนานุกรมภาษามือ ช่วยสื่อสารคนพิการทางหู โดยเป็นสื่อที่สามารถติดต่อออนไลน์ได้ทางอินเทอร์เน็ต และได้รับการเผยแพร่ทางสื่อมวลชน

นอกจากผลงานที่กล่าวมาแล้ว ครูจุรียังมีผลงานทางวิชาการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง เช่น งานวิจัยหนังสือเสริมการอ่าน หนังสือเอกสารภาษามือ เล่ม 1,2 “การพูดสำคัญอย่างไร” เอกสารแผ่นพับ อรรถบำบัด แบบสะกดนิ้วมือไทย ,อังกฤษ และแบบสะกดตัวเลข และได้รับการยกย่องในผลงานบทความภาษาอังกฤษ “นางฟ้าของคนหูหนวก” The angle of the deaf ที่ลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ Phuket Gazette ฉบับวันที่ 1-7 มี.ค.2551

2. นายจตุรพัฒน์ วิไลรัตน์
ร.ร.วัดสันติธรรม อ.เมือง จ.นครสวรรค์

ครูจตุรพัฒน์ วิไลรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2498 อายุ 53 ปี เป็นครูสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3) ร.ร.วัดสันติธรรม อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโท ครุศาสตรมหาบัณฑิต (ค.ม.) วิชาเอกพื้นฐานการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มรับราชการเป็นครูครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. 2518

ครูจตุรพัฒน์เน้นการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นสำคัญ เนื่องจากนักเรียนที่สอนเป็นนักเรียนด้อยโอกาส มีสติปัญญาระดับปานกลางถึงอ่อน และอ่อนมาก แต่คุณครูจตุรพัฒน์ ได้พยายามจัดการเรียนการสอนโดยให้โอกาสแก่นักเรียนในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง ด้วยความเสียสละและทุ่มเท ส่งผลให้คุณครูจตุรพัฒน์ได้รับโล่รางวัลเกียรติยศ/ครูดีเด่น/รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 45 รางวัล

ตัวอย่างเช่น ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2528,2533 ครูต้นแบบสาขาคณิตศาสตร์ ปี 2548,2549 และ2550 (3 ปีซ้อน) ครูเกียรติยศ(Teacher Award ) ปี พ.ศ.2550 รางวัล Best Practies วิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ สาขาคณิตศาสตร์ ปี พ.ศ. 2550 และ รางวัลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณสร้างคุณประโยชน์ในด้านการศึกษาให้แก่ประเทศชาติ ของคุรุสภา ปี 2550 ฯลฯ

3. นายพลศักดิ์ เผ่ากันทรากร
ครูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ครูพลศักดิ์ เผ่ากันทรากร เกิดเมื่อวันที่ 14 เม.ย.2499 อายุ 52 ปี จบการศึกษาสูงสุดวุฒิปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาพืชไร่ วิชาเอกการปรับปรุงพันธุ์พืช จาก ม.กษตรศาสตร์ เมื่อปี 2527 ปัจจุบันเป็นครูชำนาญการ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ เข้ารับราชการครูครั้งแรกในตำแหน่งอาจารย์ 1 ระดับ 3 เมื่อปี 2527 นอกจากเป็นครูสอนนักศึกษาแล้ว ยังได้รับมอบหมายให้เป็นหัวแผนกงานปลูกพืชไม่ใช้ดิน และหัวหน้างานความร่วมมือ

ครูพลศักดิ์ เป็นครูที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์ในวิชาชีพเป็นอย่างสูง นับตั้งแต่เริ่มเข้ารับการเป็นครู ได้นำความรู้ทางด้านพืชไร่มาฝึกสอนถ่ายทอดให้นักเรียน จนนักเรียนได้รับรางวัล ได้นำความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์พืชมาใช้ให้นักศึกษาหารายได้ระหว่างเรียน ช่วยแบ่งเบาภาระทางครอบครัวได้ ครูพลศักดิ์ได้ค้นคิด และหานวัตกรรมการสอนที่สามารถช่วยให้นักเรียนเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งหาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา มีความรู้ในวิชาที่ได้ศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานชุดปลูกพันธุ์พืชโดยไม่ใช้ดินแบบไม้ไผ่ ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภาคที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม เป็นการใช้วัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ลงทุนเพียง 2,000 บาท ต่อชุด ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปสร้างเองใช้ปลูกผักปลอดสารพิษเป็นอาชีพแบบเกษตรพอเพียง นอกจากนี้ยังมีงานและโครงการเด่นอีกหลายโครงการที่ครูพลศักดิ์ภาคภูมิใจ อาทิ โครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืน ( Food bank ) โครงการธงฟ้าสู่ชุมชน

4. นายไพบูลย์ กฤษณจักราวัฒน์
ครู ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2
เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร

ครูไพบูลย์ กฤษณจักราวัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2499 อายุ 52 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาเอกพลศึกษา และสาขาวิชาโท สุขศึกษา ม.ศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อปี 2520 เข้าสู่วงการครูครั้งแรกในตำแหน่งอาจารย์ 1 ร.ร.พุทธบูชาวิทยาคม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นครูชำนาญการพิเศษ ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ

ครูไพบูลย์ได้พัฒนาความรู้ของตนเอง โดยเข้ารับอบรมเกี่ยวกับวิชาที่สอน ศึกษาเอกสารและบทความต่างๆ โดยเฉพาะวิชากระบี่กระบองและมวยไทย ได้ก่อตั้งชมรมกระบี่กระบองมวยไทย บดินทรเดชา 2 ตั้งแต่ปี 2539 – ปัจจุบัน เพื่อเพิ่มพูนพัฒนาทักษะการเรียนการสอน สร้างจิตสำนึกให้นักเรียนได้ตระหนักถึงคุณค่ากีฬาประจำชาติไทย และยังร่วมกับนักเรียนในชมรมฯให้บริการสังคม โดยเป็นวิทยากรสาธิตกีฬาทั้งสองชนิดให้แก่ชุมชนและมูลนิธิการศึกษา และวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย – นานาชาติ ( A F S X ประเทศไทย ) เป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้ชื่นชม และได้ร่วมกับนักเรียนมูลนิธิ YOUNG EXCHANG SERVICE (Y E S ) ซึ่งเป็นนักเรียนทุนจากแคนนาดาฝึกซ้อมจนสามารถออกแสดงตามงานต่างๆได้

ครูไพบูลย์ เป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์พัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ โดยพัฒนาสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่สอน เช่น เอกสารประกอบการสอน สื่อสิ่งพิมพ์ DVD และ Website เป็นที่ยอมรับว่าผลงานมีความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์เป็นแบบอย่างในวงการศึกษาด้านวิชากระบี่กระบองและมวยไทย

ครูไพบูลย์ ได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่นได้รางวัล“ ครูดีในดวงใจ ” 3 ปีติดต่อกัน (ปีการศึกษา 2548 , 2549 , 2550) ได้รับถ้วยรางวัลผู้ฝึกสอนไหว้ครู ทักษะมวยไทย คีตะมวยไทย ชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9 , รางวัลผู้บังคับบัญชาลูกเสือ-เนตรนารีดีเด่น ,เกียรติบัตรผู้ฝึกสอนชนะเลิศระดับเหรียญทองไหว้ครูมวยไทย,โล่เกีรยติคุณ “บุคคลที่ทำคุณประโยชน์เยาวชน สาขากีฬาและนันทนาการ” ประจำปี 2550 ฯลฯ

5. นายเสกสรร กาวินชัย
ครู ร.ร.แจ้ห่มวิทยา
อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง


ครูเสกสรร กาวินชัย เกิดเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2509 อายุ 42 ปี จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี (อุตสาหกรรม) ศึกษาศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จาก ม.เชียงใหม่ เมื่อปี 2532 ปัจจุบันเป็นครูชำนาญการพิเศษ ร.ร.แจ้ห่มวิทยา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง รับราชการเป็นครูครั้งแรกในตำแหน่งอาจารย์ 1 ระดับ 3 สอนชั้นมัธยม 1-3 เมื่อปี 2533

ตั้งแต่เริ่มเป็นครู ครูเสกสรร ได้เริ่มศึกษาเรียนรู้เทคนิควิธีการเรียนการสอน ศึกษาสภาพข้อมูลท้องถิ่น นักเรียน บริบทของโรงเรียนและสภาพสังคมปัจจุบัน ทดลองออกแบบนวัตกรรม เรื่อง “ชิ้นงานฝึกทักษะจากเศษไม้” โดยพัฒนาปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับสภาพความต้องการของโรงเรียน ชุมชน ทำให้นักเรียนสร้างสรรค์ผลงานหลากหลาย มียอดการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างมาก จนก้าวสู่เวทีการประกวดระดับชาติ ซึ่งก็ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งผลงานของนักเรียนได้รับการยอมรับเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 4 ดาว

ครูเสกสรรได้รับการยกย่องเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ได้รับพระราชทานโล่เป็นบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน ประจำปี 2550 ,ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ de chevalier แห่งราชอาณาจักรเบลเยียม ในฐานะนักประดิษฐ์คิดค้น 1 ใน 5 คนไทย ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ปี 2548 และได้รับรางวัลเหรียญทอง Brussels Eureka 2005 นวัตกรรมทางการศึกษา ในการจัดงาน World Exhibition กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ในปี 2548

ผู้บริหารสถานศึกษา

6. นายธำรงค์ น่วมศิริ
ผอ.ร.ร.อนุบาลอุตรดิตถ์
อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์


นายธำรงค์ น่วมศิริ เกิดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2501 อายุ 51 ปี จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาเอก Doctor of Education (Ed.D.) Educational Administration เมื่อปี 2546 เริ่มเข้าสู่วงการครูครั้งแรกในตำแหน่งครู 1 ระดับ 1 โดยเป็นครูประจำชั้น ป.2 ร.ร.บ้านแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ และเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารครั้งแรกในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ร.ร.นานกกก จ.อุตรดิตถ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผอ.ร.ร.อนุบาลอุตรดิตถ์ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

อาจารย์ธำรงค์เป็นผู้ที่นำโทรทัศน์และจานดาวเทียมมาใช้ในการจัดการศึกษา นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอนนาฏศิลป์และส่งเสริมให้ครูและนักเรียนแสดงออก จนโรงเรียนได้รับรางวัลโรงเรียนเอกลักษณ์ดีเด่น เป็นผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาความสามารถพิเศษ 7 ศูนย์อันประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาความสามารถด้านคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ดนตรี นาฏศิลป์ ศิลปะ จิตวิทยาและแนะแนว และทักษะการคิดระดับสูง มีการนำคุณธรรมมาใช้ในการบริหารงานและการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของครู จนโรงเรียนได้รับรางวัลสถานศึกษาดีเด่นด้านการปลูกฝังพัฒนาจริยธรรม คุณธรรม ของสำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เขตการศึกษา 7

นอกจากนี้ยังได้นำวิถีชีวิตประชาธิปไตยมาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนโดยเน้นคารวะธรรม ปัญญาธรรมและสามัคคีธรรม เป็นผลให้โรงเรียนได้รับรางวัลโรงเรียนต้นแบบการประยุกต์ใช้ประชาธิปไตยในโรงเรียน ประจำปี 2548 จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระดับชาติ

7. ภราดาประภาส ศรีเจริญ
อธิการร.ร.ลาซานจันบุรี (มาดาพิทักษ์)
อ.เมือง จ.จันทบุรี


ภราดาประภาส ศรีเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2510 อายุ 50 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการและอธิการ ร.ร.ลาซานจันบุรี (มาดาพิทักษ์) อ.เมือง จ.จันทบุรี จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโทศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต เมื่อปี 2547 เริ่มเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนครั้งแรกในตำแหน่งครูใหญ่ฝ่ายวิชาการ เมื่อปี 2542

ภราดาประภาสได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ปีการศึกษา 2550 ที่ผ่านมา โรงเรียนได้รับคัดเลือกจากสำนักงานบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้เป็นโรงเรียนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ในงานมหกรรมเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระชนมายุ 80 พรรษา รางวัลโรงเรียนคุณภาพชั้นนำ จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 รางวัลสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกระบวนการเรียนการสอนและการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากกระทรวงศึกษาธิการ รางวัลโรงเรียนพระราชทาน ระดับก่อนประถมศึกษา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชุมารี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาตามความถนัด เหมาะสมของเด็กปฐมวัย ระดับกลาง ณ ศาลาดุสิดาลัย และรางวัลชมเชย “โครงการรณรงค์ ป้องกันและแก้ไข ปัญหายาเสพติด ( To be number one ) จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประเภทสถานศึกษา ประจำปี 2549 ณ อิมแพค เมืองทองธานี

ผู้บริหารการศึกษา

8. ดร.สุรัตน์ ดวงชาทม
ผอ.สพท.มหาสารคาม เขต 1
อ.เมือง จ.มหาสารคาม

ดร.สุรัตน์ ดวงชาทม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)มหาสารคาม เขต 1 เกิดเมื่อวันที่ 21 ก.ย.2498 ปัจจุบันอายุ 53 ปี ในปีพ.ศ. 2523 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการศึกษาบัณฑิต วิชาเอกชีววิทยา (กศ.บ.) จากม.ศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม ปี 2539 จบการศึกษาระดับปริญญาโท การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (กศ.ม.) จาก ม.มหาสารคาม และ ปี พ.ศ. 2549 จบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาบริหารการศึกษา (ศษ.ด.) จากม.ขอนแก่น

ดร.สุรัตน์ เริ่มชีวิตการเป็นครูครั้งแรกเมื่อ 2517 ที่ ร.ร.บ้านเหล่า จ.มหาสารคาม เริ่มตำแหน่งผู้บริหารเมื่อปี 2524 ในตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ ร.ร.บ้านหนองสนม จ.มหาสารคาม และเป็นผู้บริหารการศึกษาเต็มตัว ในปี 2525 ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าการประถมศึกษา จ.มหาสารคาม จนกระทั่งปี 2550 ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท.มหาสารคาม เขต 1 จนถึงปัจจุบัน

ดร.สุรัตน์ สามารถพัฒนาให้ สพท.มหาสารคาม เขต 1 ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นเขตนำร่องในการใช้ระบบควบคุมเชิงประจักษ์ (Visual Control) ในการดำเนินงานตามคำรับรองปฏิบัติราชการ และนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการของหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดทุกระดับ โดยมุ่งโรงเรียนเป็นฐาน (SMB : School Based Management) และการโครงการสำนักงานอัตโนมัติ (One Stop Service) และใช้ระบบ E-Office ในงานธุรการ ทำให้ลดการรับส่งเอกสารและลดการเดินทางระหว่าง สพท.กับโรงเรียน

ดร.สุรัตน์ ได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก อาทิ พ.ศ. 2539 รางวัลบุคคลดีเด่น ประเภทผู้บริหารการศึกษา พ.ศ. 2545 โล่เกียรติคุณผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานดีเด่น และเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” จากคุรุสภา พ.ศ. 2546 นักบริหารดีเด่น สาขานักบริหาร-พัฒนา และส่งเสริมการศึกษา เกียรติบัตรเป็นคนดีสังคมไทย สาขาพัฒนาส่งเสริมระบบการศึกษาใหม่ ฯลฯ

บุคลากรทางการศึกษาอื่น

9. นายเสริม คงประเสริฐ
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพท.นราธิวาส เขต 1
อ.เมือง จ.นราธิวาส

อาจารย์เสริม คงประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2493 อายุ 58 ปี จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา จาก ม.สุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อปี 2548 ปัจจุบันดำรง ตำแหน่งศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ หัวหน้ากลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สพท.นราธิวาส เขต 1 และมีหน้าที่ดูแลด้านวิชาการของ สพท.นราธิวาส เขต 2 และ เขต 3 โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนราธิวาสและเทศบาลสุไหงโก-ลก
อาจารย์เสริมเข้าสู่ชีวิตราชการครูในตำแน่งครูจัตวา ร.ร.บ้านโคกงู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อปี 2512 และดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 4 เมื่อปี 2525 ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักการประถมศึกษา อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาสจนถึงปัจจุบัน

อาจารย์เสริม ได้รับมอบหมายให้เป็นเลขานุการคณะกรรมการการติดตาม ตรวจสอบนิเทศและประเมินผลการจัดการศึกษาของ สพท.นราธิวาส เขต 1 โดยสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อ.เมืองนราธิวาส ยี่งอ บาเจาะ รือเสาะ และ อ.ศรีสาคร โดยทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนช่วยเหลือโรงเรียนปฏิบัติงานในสถานการณ์วิกฤติจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูแลความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่เสี่ยงต่อการถูกทำร้าย โดยถือเป็นหน้าที่ต้องช่วยกัน “ตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน” ในสถานการณ์วิกฤติที่ติดต่อกันมายาวนาน และได้ให้กำลังใจแก่ครูทุกครั้งที่มีครูต้องเสียชีวิต ได้ทำหน้าที่นำเพื่อนครูเข้าฝึกอบรมทักษะยิงปืนเพื่อช่วยเตรียมความพร้อม

อาจารย์เสริม ได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปฏิบัติวิชาชีพ ได้คิดค้นพัฒนานวัตกรรมสร้าง “งานเกษตรสมุนไพรตามแนวพระราชดำริ” โดยบูรณาการ “คุณธรรมจริยธรรมนำความรู้” สู่นักเรียนชั้น ป. 6 โดยใช้แหล่งการเรียนรู้พัฒนาคุณภาพ “การจัดการเรียนรู้สร้างโรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้” ได้มีการพัฒนารูปแบบการนิเทศที่มีผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสถานการณ์วิกฤต โดยใช้กระบวนการนิเทศแบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม “สคลิบแดน โมเดล” (Networks & Participation “SCLIPDAN Model”)

อาจารย์เสริมได้รับการยกย่องเป็นศึกษานิเทศก์ดีเด่นระดับจังหวัด ระดับชาติ และระดับประเทศในปี 2533 และได้เป็นศึกษานิเทศก์เกียรติยศ ในปี 2546 เป็นที่ยอมรับในวิชาชีพครูผู้บริหารและศึกษานิเทศก์อย่างกว้างขวาง

Comments (1) »