Archive for ตุลาคม, 2008

นโยบายรับเด็กปี 52 คงหลักการเรียนใกล้บ้าน

วันที่ 28 ตุลาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นายศรีเมือง เจริญศิริ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงนโยบายการรับนักเรียนประจำปีการศึกษา 2552 ว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการรับนักเรียน  เพื่อเสนอมาให้ตนพิจารณาลงนาม อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นตนคิดว่าการรับนักเรียนชั้น ม.1 ไม่ควรเน้นการสอบ 100% แต่ควรมีระบบนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะหากสอบ 100% ก็จะย้อนกลับไปเหมือนในอดีตที่เด็กเก่ง ๆ ไปอยู่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงหมด มีคนแย่งสอบเข้าโรงเรียนดังมาก ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายตามมาได้

“ผมเป็นคนไม่ชอบเส้นสาย ดังนั้นการรับนักเรียนในปีหน้า ผมจะดูแลและแก้ไขเรื่องการฝากเด็กให้ดีที่สุด ส่วนปัญหาการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ จริง ๆ แล้วไม่ควรจะมี เพราะครู อาจารย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนต่างก็มีเงินเดือน มีเงินวิทยฐานะ ซึ่งการเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นความสมยอมของทั้งสองฝ่าย คือทั้งผู้ปกครองและโรงเรียน จึงเอาผิดได้ยาก อย่างไรก็ตาม โรงเรียนรัฐบาลไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินจากผู้ปกครอง ดังนั้นหากโรงเรียนใดทำเรื่องดังกล่าวให้แจ้งมาที่ผมได้ ซึ่งการรับนักเรียนในปี 2552 นี้ผมจะเน้นแก้ไขปัญหาเรื่องแป๊ะเจี๊ยะเพื่อไม่ให้ผู้ปกครองเดือดร้อน” นายศรีเมือง กล่าว

ด้าน ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากการประชุมเตรียมการรับนักเรียนประจำปีการศึกษา 2552 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าสัดส่วนการรับนักเรียนปี 2552 จะยังคงใช้สัดส่วนเดิมในการรับนักเรียนปี 2551 คือ ให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนระดับเขตพื้นที่ฯ เพื่อกำหนดกลไก หลักเกณฑ์การดำเนินงาน และการกำกับติดตาม โดยสัดส่วนในการรับนักเรียนชั้น ม.1 ในส่วนของโรงเรียนทั่วไป ให้รับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการทั้ง 100% ส่วนโรงเรียนชื่อดังที่มีอัตราการแข่งขันสูง ใช้สัด ส่วนการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 50% นอกเขตพื้นที่บริการ 50% โดยนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ  ยังคงใช้วิธีการจับสลาก แต่จะเปิดโอกาส ให้โรงเรียนใช้วิธีการสอบคัดเลือกได้ทั้ง 100% โดยแบ่งเป็นสอบคัดเลือกนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 50% และสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไป 50% ทั้งนี้ให้โรงเรียนเสนอเหตุผลและความจำเป็นไปยังคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

“การที่ สพฐ.เห็นว่าควรคงสัดส่วนการรับนักเรียนเดิมไว้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่าการรับนักเรียน ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี เพราะอาจทำให้นักเรียนและผู้ปกครองเกิดความสับสนได้ แต่การรับนักเรียนปี 2552 ควรเพิ่มเติมเงื่อนไขบางประเด็น เพื่อไม่ให้นักเรียนในเขตพื้นที่บริการเสียสิทธิ เช่นกรณีนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน ซึ่งมีการอัตราการแข่งขันสูง หากสอบเข้าไม่ได้ให้ไปเรียนในโรงเรียนคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่ายที่อยู่ใกล้บ้าน และอาจจะต้องมีข้อกำหนดเพิ่มเติมในเรื่องการเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น เป็นต้น” ดร.สมเกียรติ กล่าวและว่า สพฐ.จะได้นำร่างข้อสรุปการรับนักเรียนสอบถามไปยังสถานศึกษาในสังกัดอีกครั้ง ว่าเงื่อนไขที่ สพฐ.เพิ่มเติมขึ้น จะสามารถปฏิบัติจริงได้แค่ไหน ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องร่วมกันทุกฝ่ายแล้ว คณะทำงานจะสรุปเสนอต่อ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ. เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป.

Leave a comment »

สร้าง ‘สมาธิ’ จากนิสัย

วันที่ 16 ตุลาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สมาธิเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำกิจกรรมต่างๆ ‘เดลินิวส์ออนไลน์’ จึงมีเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการสร้างสมาธิพื้นฐานจากชีวิตประจำวันมาฝาก ซึ่งวัยเรียนและวัยทำงานสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อช่วยควบคุมความสนใจ การรับรู้ ให้จดจ่อต่อสิ่งที่กระทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย

สร้างความเต็มใจและจริงใจที่จะทำเรื่องนั้นๆ จะช่วยให้เราสนใจในสิ่งเดียว ไม่วอกแวกสนใจเรื่องอื่น

สร้างนิสัย ‘ มุ่งมั่นลงมือทำทันที’ จะฝึกให้เราเป็นคนมีคุณลักษณะที่ดี คือ การควบคุมความสนใจ จดจ่อต่อสิ่งที่กระทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนสำเร็จ ซึ่งอีกด้านหนึ่ง การยืดเวลาหรือผัดวันประกันพรุ่ง จะทำให้เบื่อหน่ายกับงานเดิมๆ จนกลายเป็นความเกียจคร้าน ซึ่งเป็นอุปสรรคของการเรียนและการทำงานด้วย

จัดลำดับเรื่องที่จะทำ จะช่วยให้การทำสิ่งนั้นๆ เป็นระบบ และใช้เวลาน้อย ตรงกันข้ามกับการสนใจหลายเรื่องในเวลาเดียวกันจะทำให้ไม่มีสมาธิ

รู้จักแบ่งเวลาพักผ่อน เพื่อผ่อนคลายสมอง และรักษาสภาพจิตใจให้คลายความกังวลในงานนั้นๆ เพราะถ้าเราคร่ำเครงกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป จะเป็นอุปสรรคต่อสมาธิ

การหมั่นสร้างนิสัยในชีวิตประจำวันให้มีสมาธินั้น นอกจากจะทำให้จิตใจสงบ มีสติในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเตรียมความพร้อม เพื่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในทุกๆวันด้วย.

Leave a comment »

เตือนเลิกยัดเยียดเด็กปฐมวัย

วันที่ 16 ตุลาคม 2551 เวลา 08:03 น. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

รศ.ดร.เยาวพา เดชะคุปต์ อาจารย์ประจำสาขาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะหัวหน้าโครงการพัฒนาทรรศนะใหม่ทางการศึกษาปฐมวัย : กระบวนการพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยในทศวรรษใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้แนวคิดด้านการพัฒนาภาษาของเด็กปฐมวัยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป มีรูปแบบการพัฒนาทางภาษาหลายรูปแบบ โดยคำนึงถึงสมอง ซึ่งเป็นฐานในการเรียนรู้มากขึ้น และใช้วิธีบูรณาการแบบองค์รวม ที่เน้นกระบวนการทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน ที่พ่อ แม่ และครู ต้องจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งต่างจากเดิมที่การพัฒนาภาษาจะเริ่มจากการให้เด็กคัดเขียนให้ได้  อ่านสะกดคำให้ถูกต้อง และเน้นการท่องจำเป็นหลัก

“ขณะนี้ยังมีโรงเรียนบางแห่งพยายามจัดการศึกษาให้โดนใจพ่อ แม่ ที่ต้องการให้ลูกอ่านออกเขียนได้ ซึ่งการสอนโดยให้เด็กเขียนและอ่านนั้น เมื่อถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งเด็กจะเบื่อหน่ายการเรียน และจะส่งผลให้พัฒนาการทางภาษาของเด็กลดลงอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเราควรจะพัฒนาภาษาให้เด็ก โดยใช้วิธีการทางธรรมชาติให้เขาสนุกที่จะฟัง พูด และได้เล่น เพื่อให้เกิดความสนุกมากกว่า” รศ.ดร.เยาวพา กล่าว.

Leave a comment »

สอศ.เตรียมบรรจุครูกว่า 300 อัตราก่อนเปิดเรียนภาค 2

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ตุลาคม 2551 07:11 น.
นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการ กอศ.

สอศ.เตรียมบรรจุ ครูกว่า 300 อัตรา ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2 แต่ยังขาดอีก 21 อัตรา สาขาคอมพ์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสถาปัตยกรรม ทาง สอศ.จะหารือ ก.ค.ศ.ว่าจะเปิดสอบใหม่ หรือรอจากพนักงานข้าราชการของ สอศ.กว่า 2 พันคนมาบรรจุ

นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เตรียมบรรจุข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 324 ตำแหน่งทั่วประเทศ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการขอโยกย้ายและการเข้าโครงการเกษียณอายุ ราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลีรีไทร์ ซึ่งการเรียกบรรจุครูครั้งนี้ จะบรรจุตามสาขาวิชาที่แต่ละวิทยาลัยขาดแคลน เพื่อให้มีครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มาปฏิบัติงานตรงตามความต้องการ แต่จำนวนผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้มีผู้ที่จบตรงตามสาขาที่วิทยาลัยต้องการเพียง 303 ตำแหน่ง ยังขาดอีก 21 ตำแหน่ง ซึ่งจะต้องหารือกับคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่าจะเปิดสอบใหม่หรือคัดเลือกจากพนักงานราชการของ สอศ.ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 2 พันคน

“สอ ศ.ได้สั่งการให้ผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ทั้ง 303 ตำแหน่งมารายงานตัวและเลือกสถานศึกษาที่ศูนย์วิศวกรรมเกษตรบางพูน จ.ปทุมธานี ในวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคมนี้ เพื่อบรรจุแต่งตั้งให้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2” เลขาฯ กอศ.กล่าว

เลขาฯ กอศ.กล่าวต่อว่า สำหรับสาขาที่ สอศ.เรียกบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยในสถานศึกษาสังกัด สอศ.มีดังนี้ ภาษาไทย จำนวน 6 คน ภาษาอังกฤษ 19 คน สังคมศึกษา 4 คน วิทยาศาสตร์ 15 คน คณิตศาสตร์ 12 คน พลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา การฝึกและการจัดการกีฬา 3 คน เครื่องกล ช่างยนต์ เทคนิคยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องกล เทคโนโลยีเครื่องต้นกำลัง 37 คน เครื่องมือกล เทคนิคการผลิต ช่างกลโรงงาน วิศวกรรมการผลิต อุตสาหกรรมเครื่องมือกล 26 คน เทคนิคโลหะ โลหะการ ช่างเชื่อมโลหะ ช่างเชื่อมประสาน วิศวกรรมอุตสาหการ เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 14 คน ช่างไฟฟ้า ไฟฟ้ากำลัง วิศวกรรมไฟฟ้า 27 คน อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้าสื่อสาร 37 คน ก่อสร้าง วิศวกรรมโยธา 9 คน สถาปัตยกรรม มีตำแหน่งว่าง 5 ตำแหน่ง มีผู้ขึ้นบัญชีไว้เพียง 4 คน ขาดอีก 1 คน สอศ.จะทำการคัดเลือกต่อไป

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรโทรคมนาคม มีอัตราว่าง 17 ตำแหน่ง แต่มีผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้เพียง 2 ตำแหน่ง ส่วนที่เหลือ 15 ตำแหน่ง จะต้องทำการคัดเลือกต่อไป

การจัดการทั่วไป การบริหารธุรกิจ การบริหารธุรกิจเกษตร การบัญชี 27 คน การจัดการทั่วไป การตลาด การขาย 3 คน การจัดการทั่วไป เลขานุการ 2 คน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คอมพิวเตอร์ศึกษา 28 คน วิชาการออกแบบ พาณิชย์ศิลป์ การออกแบบตกแต่งภายใน สถาปัตยกรรมภายใน 3 คน การเงินและการธนาคาร 1 คน อาหารและโภชนาการ 10 คน คหกรรมศาสตร์ทั่วไป 3 คน การโรงแรม 3 คน เกษตรศาสตร์ เกษตรศึกษา เทคโนโลยีการเกษตร ส่งเสริมการเกษตร 1 คน พืชสวนประดับ 2 คน สัตวศาสตร์ 1 คน เทคโนโลยีอุตสาหกรรมอาหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร 3 คน และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมง มีตำแหน่งว่าง 6 ตำแหน่ง แต่มีผู้ขึ้นบัญชีไว้เพียง 1 ตำแหน่ง ส่วนที่เหลืออีก 5 ตำแหน่ง จะทำการคัดเลือกต่อไป

“การ บรรจุครูครั้งนี้ จะเป็นครูรุ่นใหม่ ไฟแรง ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นในการทำงาน มั่นใจว่า จะทำให้อาชีวะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น” เลขาฯ กอศ.กล่าว

Comments (1) »

สวทช.เฟ้นเด็กสู้ศึก “อัจฉริยะนักวิทย์”

10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นาย วุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรม ศึกอัจฉริยะนักวิทยาศาสตร์ว่า วท.โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะจัดโครงการศึกอัจฉริยะนักวิทยาศาสตร์ขึ้น ณ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อกระตุ้นและจุดประกายความคิดความสนใจแก่เยาวชนและประชาชน ให้เห็นคุณค่าและพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยรูปแบบของโครงการจะนำเยาวชนมาอยู่และเรียนรู้ร่วมกันในบ้านวิทยาศาสตร์ ที่ สวทช.จัดขึ้น ประมาณ 15 วัน โดยเยาวชน จำนวน 18 คน จากทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือก จะเข้าบ้านในวันที่ 20 ต.ค.นี้ จาก นั้นจะเข้าร่วมแข่งขันในกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อให้ผู้แข่งขันได้ใช้วิชาความรู้แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ รูปแบบจะคล้ายๆ รายการเกมโชว์หรืออาคาเดมี่แฟนตาเชีย เพื่อหาเด็กอัจฉริยะทางด้านวิทยาศาสตร์ ผู้ชนะ สวทช.จะมอบทุนการศึกษาให้ 100,000 บาท และยังได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ในกิจกรรมของ สวทช.และ วท.ด้วย.

Leave a comment »

เด็กไทยเจ๋งซิว10รางวัล นักประดิษฐ์รุ่นเยาว์โลก

วันที่ 30 กันยายน 2551 เวลา 16:41 น. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันนี้ ( 30 ก.ย.)คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการที่ สพฐ. ได้จัดโครงการส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์ ด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กและเยาวชน สพฐ.ได้คัดเลือกและส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กและเยาวชนเข้าร่วมประกวดจำนวน 9 ชิ้น ผลปรากฏว่า นักเรียนไทยคว้า 10 รางวัลจาก 5 สิ่งประดิษฐ์ ได้แก่ ผลงานสิ่งประดิษฐ์ “เครื่องให้อาหารสัตว์” ของนักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งจี้ จังหวัดลำปาง กวาด 4 รางวัล คือ รางวัลพิเศษประเทศเกาหลี รางวัลผลงานโดดเด่น รางวัลเหรียญเงินด้านการใช้วัสดุ และรางวัลเหรียญเงินด้านผลประโยชน์ส่วนรวม ผลงานสิ่งประดิษฐ์ “เครื่องหมุนเหวี่ยงความเร็วรอบต่ำเพื่อการตกตะกอนในห้องปฏิบัติการขนาดเล็ก” ของนักเรียนโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดพิษณุโลก คว้า 2 รางวัล คือ รางวัลเหรียญเงินด้านความคุ้มค่า และเหรียญทองแดงด้านการส่งเสริมการศึกษา

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การจัดงานดังกล่าวมีเด็กและเยาวชนจาก 13 ประเทศทั่วโลกนำสิ่งประดิษฐ์ด้านวิทยาศาสตร์เข้าร่วมประกวด จำนวน 149 ผลงาน ประกอบด้วย อินโดนีเซีย อิหร่าน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ ให้นักประดิษฐ์ต่อการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากปัจจุบันสู่อนาคต และยังเป็นการส่งเสริม นักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ให้เข้าร่วมเวทีทางวิชาการ ตลอดจนเป็นการกระตุ้นให้นักประดิษฐ์รุ่นเยาว์เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีจิตสำนึกในการรับผิดชอบและสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในผลงานสิ่งประดิษฐ์ของตนเอง และผู้อื่นอีกด้วย.

Leave a comment »

มสด.เน้นผลิตผลงานวิจัยเป็นคู่มือพัฒนาเด็กปฐมวัย

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รศ.ดร.สุขุมเฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีฝ่ายศูนย์การศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) กล่าวว่า

มสด.ได้ทำโครงการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเรื่องการพัฒนาครูผู้ดูแลเด็กในท้องถิ่น 71 จังหวัดทั่วประเทศเปิดหลักสูตรสอนครูผู้ดูแลเด็กไปแล้ว 5 รุ่นจำนวน 1.8 หมื่นคน ในเดือนตุลาคมนี้ มสด.จะจัดสัมมนาเรื่องการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อสร้างแนวคิดในการพัฒนาการวิจัยเด็กปฐมวัยให้สอดคล้องกับการพัฒนาสมอง กาย จิตใจ อารมณ์และสังคม พัฒนาการเรียนรู้ของครูผู้ดูแลเด็กเอง นำไปพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้จริงเพื่อให้ครูผู้ดูแลเด็กนำไปสู่การพัฒนาการแก้ไขปัญหา ตลอดจนนำไปใช้ในการตัดสินใจ และยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้ไปสู่ตัวเด็กได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาเพิ่มเติมให้แก่ครูผู้ดูแลเด็กในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในสถานที่ปฏิบัติงานจริงได้อีก เช่น เรื่องการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) การสัมมนากิจกรรมพลศึกษาและลูกเสือสำหรับเด็กปฐมวัยการจัดกิจกรรมสุนทรียภาพทางศิลปะ ดนตรี ลีลา รวมถึงการสัมมนาเรื่องที่เกี่ยวกับนวัตกรรมและสื่อสร้างสรรค์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยด้วย

Leave a comment »