Archive for กันยายน, 2008

น่าทึ่ง…ประดิษฐ์เครื่องจักสานเก็บความร้อน

วันที่ 29 กันยายน 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ใช้เยื่อไม้ไผ่บุรอบข้าง-ไอเดียนักเรียนชั้นม.6

หากเอ่ยถึงกล่องข้าวที่ใช้ใส่ข้าวกินกันแล้ว หลายคนยังจะนึกถึง “กระติบ” ที่จักสานด้วยไม้ไผ่ หรือใบลาน ซึ่งนับวันจะหาดูกันได้ยาก เพราะส่วนใหญ่นิยมใช้กล่องโฟม และถุงพลาสติกแทนเพราะ สะดวก และพกพาง่าย แต่สิ้นเปลืองวัสดุ และก่อให้เกิดมลพิษตกค้างกับสิ่งแวดล้อม

ล่าสุดนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 แผนกวิทย์-คณิต โรงเรียนแม่พริกวิทยา อ.แม่พริก จ.ลำปาง ได้ร่วมกันศึกษา และทดลองพร้อมกับเลือกกล่องข้าวโบราณของชาวบ้านที่ทำจากไม้ไผ่จักสาน ตั้งคำถาม “ทำอย่างไร จะทำให้ข้าวเหนียวในกล่องข้าวอุ่นอยู่ตลอดเวลา” จึงกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ของกล่องข้าวประหยัดพลังงาน โดยผลการทดลองเปรียบเทียบจากวัสดุฉนวนกันความร้อนจากหลายชนิดที่มนุษย์ สร้างขึ้น กับธรรมชาติสร้างอย่างไหนจะเป็นตัวแปรช่วยทำให้ข้าวในกล่องอุ่นได้ตลอดเวลา หรือการรักษาอุณหภูมิความร้อนได้เป็นเวลานาน ๆ จึงพบว่า กาบไม้ไผ่ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เป็นฉนวนกันความร้อนที่ใส่ในกล่องข้าว และช่วยรักษาความร้อนได้เป็นอย่างดี แถมยังดีกว่าฉนวนกันความร้อนที่ประดิษฐ์จากวัสดุราคาแพงตามท้องตลาดเสียด้วยซ้ำ ประโยชน์ที่ได้รับชาวบ้านสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ในชีวิตประจำวัน เป็นการช่วยรักษาภูมิปัญญาของท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง

การตั้งกลุ่มศึกษาวิจัยโครงงานกล่องข้าวพลังงานความร้อนของ นายโยธิน กันทะวงศ์, นายพลกฤษณ์ โมราวงษ์, นายต่อศักดิ์ อุทัยศิลป์ และ น.ส.สุภาพร ประสาท นักเรียนชั้น ม.6/1 แผนวิทย์-คณิต ที่เห็นคุณค่า และความสำคัญของกล่องข้าวที่จักสานด้วยใบลาน และ   ไม้ไผ่ จึงช่วยกันวิจัยโครงการนี้ขึ้น เริ่ม   ต้นจากสิ่งประดิษฐ์จากกล่องข้าว เหนียวที่สานขึ้นจากใบลาน หรือไม้ไผ่จักสาน พร้อมฝาปิด ลักษณะเหมือนกัน 2 ใบ ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ สามารถสวมใส่เข้าด้วยกันได้เป็นกล่องข้าว 2 ชั้น

การทดลองจึงกำหนดให้นำวัสดุฉนวนกันความร้อนที่หาได้ในบ้านเราทั้งธรรมชาติ และสิ่งประดิษฐ์ ประกอบด้วย กาบไม้ไผ่ แผ่นอลูมิน่าฟอยล์ที่ใช้ห่อกับข้าว ฉนวนกันความร้อนหลังคาบ้าน ถุงพลาสติก และผ้าขาวบาง นำมาเป็นฉนวนสำหรับยัดใส่ในกล่องข้าวจักสานคั่นกลางระหว่างกล่องข้าวชั้นใน และชั้นนอก เพื่อเปรียบเทียบการควบคุมระดับอุณหภูมิความร้อนของข้าวเหนียวว่า วัสดุฉนวนชนิดใดจะทำให้ข้าวเหนียวอุ่นเป็นเวลานาน หรือช่วยรักษาอุณหภูมิได้มากกว่ากัน

นายโยธิน เปิดเผยว่า เมื่อใส่ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วลงในกล่องข้าวที่สานด้วยใบลาน หรือไม้ไผ่ 2 ชั้น โดยมีฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิดคั่นกลางอยู่ ตามปกติข้าวเหนียวนึ่งสุกจะมีอุณหภูมิที่ 90 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนจัด เมื่อถูกนำไปเก็บไว้ในกล่องข้าว ที่หุ้มด้วยฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิดเอาไว้ทั้งตัวกล่องข้าว และฝาปิด พบว่า กาบไม้ไผ่ ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลค่อนข้างหนา จะช่วยรักษาอุณหภูมิของข้าวเหนียวในกล่องข้าวได้ดีกว่าวัสดุฉนวนกันความร้อนชนิดอื่น ๆ แม้ว่าจะมีระยะเวลาผ่านไปถึง 5 ชั่วโมง โดยอุณหภูมิยังคงวัดได้ 53 องศาเซลเซียส ทำให้ข้าวเหนียวร้อน และอุ่นอยู่ สม่ำเสมอ ขณะที่ฉนวนความร้อนที่ทำจากแผ่นฉนวนกันความร้อนหลังคาบ้าน, แผ่นอลูมิน่าฟอยล์ ถุงพลาสติก และผ้าขาวบาง สามารถวัดอุณหภูมิได้ 48, 45, 40, 38 องศาเซลเซียสตามลำดับ จึงทำ  ให้โครงการนี้จึงได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโครง การวิทยาศาสตร์ ในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแม่พริกวิทยามาแล้ว

ด้าน นายปรภูมิ อินจับ ครูชำนาญการ ซึ่งเป็นผู้สอนกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า การสอดแทรกโครงงานวิทยาศาสตร์ และสิ่งประดิษฐ์ในแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ในการเรียนการสอนในห้องเรียน และนอกสถานที่ จะช่วยทำให้เด็กนักเรียนเกิดกระบวนเรียนรู้ ฝึกให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และมีวิธีการสังเกตเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งผลที่ได้จะนำไปสู่การออกแบบการทดลอง และฝึกปฏิบัติจริง ในที่สุดเราจะได้เด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งที่สามารถจะสังเคราะห์ และคิดแบบสังเคราะห์ หรือคิดแบบวิเคราะห์เชิงลึกได้.

อรุณธวัฒน์ เป๋าสมบัติ

Advertisements

Comments (1) »

การศึกษา…บนดอยสูง ‘หย่อมบ้าน’ ‘โรงเรียน’ แห่งขุนเขา

วันที่ 24 กันยายน 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ขนาดในกรุงเทพฯหรือในเขตเมืองแท้ ๆ การจัดการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ก็ยังมีปัญหาความเสมอภาค ตามรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งระบุไว้ว่า…การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอภาคกันในการรับการศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ดังนั้น ในถิ่นห่างไกลชายขอบประเทศ เรื่องนี้จึงยิ่งเป็นปัญหา

แต่ก็ยังดีที่บางพื้นที่มี “โรงเรียนหย่อมบ้าน”

โรงเรียนของเด็กด้อยโอกาสไม่เลือกสัญชาติ…

“การตั้งโรงเรียนหย่อมบ้าน เป็นการเอาโรงเรียนไปหาเด็ก โดยโรงเรียนหย่อมบ้านนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), องค์กรทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ), องค์กรพัฒนาเอกชน, องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และชุมชน”

…เป็นการระบุของ สุรพันธ์ สืบฟัก รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จ.แม่ฮ่องสอน เขต 1 ซึ่งสุรพันธ์ยังแจกแจงว่า…“โรงเรียนหย่อมบ้าน” ที่แม่ฮ่องสอนนี้คือการไปสร้างห้องเรียนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมี 17 ห้องเรียน ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือที่อำเภอขุนยวม อำเภอเมือง อำเภอปางมะผ้า และอำเภอปาย โดยดำเนินการสอนมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว สอนระดับอนุบาล 1-ป.6 โดยปัจจุบันมีเด็กนักเรียนทั้งสิ้น 474 คน มีครู 42 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี “ครูชนเผ่า” จำนวน 17 คน ได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย

รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จ.แม่ฮ่องสอน เขต 1 บอกว่า… “การจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดนี้ลำบากมาก เพราะเหตุผลเรื่องความห่างไกลทุรกันดาร”

และไม่เท่านั้น…ในช่วงหน้าแล้งที่ทหารพม่ามักมีการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนเป็นประจำ ก็จะมีคนจากฝั่งโน้นอพยพหนีตายเข้ามาในไทย และบางส่วนเข้ามาแล้วก็มาอยู่เลยไม่ยอมกลับไป จนมี “เด็กชนเผ่า” และเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในพม่า เกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งจากการสำรวจพบว่าตอนนี้มีอยู่กว่า 3,000 คน เป็นเด็กที่มีหลักฐานเพียงเลข 13 หลัก ไม่มีทะเบียนราษฎร เป็นเด็กด้อยโอกาส ไร้รัฐ-ไร้สัญชาติ จึงไม่ได้รับการอุดหนุนด้านการศึกษาจากรัฐ ซึ่ง “โรงเรียนหย่อมบ้าน” ก็มารองรับตรงจุดนี้

ห้องเรียนของโรงเรียนหย่อมบ้านนั้นทำด้วยไม้ ชั้นเดียว ติดสื่อการสอนรอบห้อง โดยชุมชนให้ความร่วมมือในการก่อสร้าง ขณะที่การเรียนการสอนจัดในรูปแบบคละชั้น เช่น อนุบาลเรียนกับ ป.6 หรือ ป.4 เรียนกับ ป.2  ด้วยเหตุผลคือต้องการให้เด็กที่โตกว่าช่วยดูแลเด็กที่เล็กกว่า โดยจะมีครูประจำชั้นดูแลห้องละ 1 คน

“ชาวกะเหรี่ยงและม้งมีทัศนคติที่ดีต่อการศึกษา ส่งลูกเข้าเรียนกัน 100% บางคนก็มานั่งเฝ้า หรือเรียนด้วยเลย ส่วนเผ่าอื่น เช่น มูเซอ จะให้ความสำคัญกับเรื่องการหาเงินมากกว่าให้ลูกเรียน เช่นให้ลูกสาวไปทำงานสถานบริการกลางคืน” …รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กล่าว

อย่างไรก็ดี การพยายามทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กชาวเขา เด็กชนเผ่า ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนหย่อมบ้าน ก็เป็นสิ่งที่น่าจะสนับสนุนกันต่อไป แม้จะเป็นเด็กไร้รัฐที่พ่อแม่มาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม

ด้วยความตั้งใจพื้นฐานของ “โรงเรียนหย่อมบ้าน” คือ การทำให้เด็กมีความรู้อ่านออกเขียนได้ด้วยภาษาไทย พร้อม ๆ ไปกับการเน้นให้เด็กเป็นคนดี-มีคุณธรรม ซึ่งก็จะมีผลดีต่อสังคมไทย

“ที่มีคือสื่อขั้นพื้นฐาน แต่ยังขาดในสื่อประเภทเครื่องเสียงดนตรีที่ให้จังหวะ สื่อภาพ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ให้ดีมากขึ้น เพื่อทำให้การเรียนการสอนดีขึ้น นอกจากนี้ หากมีการอบรมครูเรื่องการเรียนการสอนมากขึ้น นอกจากเรื่องจริยธรรมที่เน้นอยู่ ก็จะดี” …เป็นเสียงของ กาญจนา กระบวนสง่า ครูประจำชั้นอนุบาล โรงเรียนหย่อมบ้านแม่สุรินน้อย อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

ด้าน พันธการ ปันตุ้ย ครูชั้นอนุบาลและชั้นประถม โรงเรียนหย่อมบ้านปางคามน้อย อ.ปางมะผ้า บอกว่า… “หนังสือเรียนชั้นอนุบาล โดยเฉพาะหนังสือคัดไทย ยังไม่ค่อยเหมาะกับเด็กนัก คือมีตัวอักษรให้คัดน้อยไป ซึ่งครูก็แก้ปัญหาด้วยการพิมพ์ภาพจากคอมพิวเตอร์ให้เด็กหัดคัดต่างหาก รวมถึงภาพเรขาคณิตด้วย”

ขณะที่ เฉลิมศักดิ์ แดงโสภา ครูชั้นประถมโรงเรียนเดียวกันกับครูพันธการ บอกว่า.. “สื่อและอุปกรณ์ในการสอนยังมีไม่พอใช้ในห้องเรียน ซึ่งการสอนนั้นก็ต้องอาศัยสื่อของจริงประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม อีกปัญหาที่ค่อนข้างแก้ยาก คือเด็กพูดภาษาไทยไม่ชัด พูดไม่ถูก หรือเด็กติดพ่อติดแม่ ทำให้ขาดเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน เด็กบางคนเป็นออทิสติกเรียนรู้ช้า เด็กบางคนไม่มีบัตร ก็ไม่มีสิทธิ หรือมาเรียนก็ตอนอายุมากแล้ว”

ทั้งนี้ รังสรรค์ วิบูลอุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่ยูนิเซฟ บอกว่า… ยูนิเซฟเพียงให้แนวทางบริหารและสนับสนุนเรื่องครูชนเผ่ากับ “โรงเรียนหย่อมบ้าน” และให้ท้องถิ่น รัฐบาล ดูแลกันไป ซึ่งเท่าที่ดูคิดว่ายังต้องเพิ่มอะไรอีกหลายจุด โดยการสนับสนุนของเขตพื้นที่การศึกษามีมากขึ้น จึงน่าจะเพิ่มเรื่องเครือข่ายการเชื่อมโยงกับโรงเรียนในแม่ฮ่องสอน เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนอุปกรณ์และสื่อการสอนกัน จะได้ไม่ต้องรอรับการบริจาคอย่างเดียว

ก็น่าจะติดตามดูกันต่อไป…สำหรับ “โรงเรียนหย่อมบ้าน”

นี่ไม่เพียงเป็นโรงเรียนเด็กชาวเขา…แต่ก็เกี่ยวกับชาวเรา

เพราะการศึกษาในจุดนี้…ก็ช่วยลดปัญหาสังคมไทยได้ !!.

Leave a comment »

แมวกับทารก

วันที่ 20 กันยายน 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงกับทารกในครรภ์มาฝากกัน…

คนที่กำลังตั้งครรภ์คงเคยได้ยินว่าลูกในท้องอาจเสี่ยงติดโรคท็อกโซพลาสโมซิสได้ โรคนี้เกิดจากพยาธิที่มีแมวเป็นพาหนะ และทำให้เกิดอาการ คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ การป่วยขั้นรุนแรงอาจทำลาย สมองและตาของทารกในครรภ์

เอลิซาเบท สโตน คณบดีวิทยาลัยสัตวแพทย์ศาสตร์ออนแทรีโอ กล่าวว่า คนที่ตั้งครรภ์อาจติดเชื้อโรคท็อกโซพลาสโมซิสจากเนื้อดิบมากกว่าติดจากแมว แต่ถึงอย่างไรก็ควรป้องกันไว้ก่อน

แมวที่เลี้ยงไว้ในบ้านจะมีโอกาสเป็นโรคท็อกโซพลาสโมซิสน้อยกว่า เพราะฉะนั้นจึงควรให้แมวอยู่แต่ในบ้าน และควรนำมูลของสัตว์เลี้ยงไปตรวจและทำความสะอาดทรายแมวเป็นประจำ แต่ก็ควรให้คนอื่นทำแทน แต่ถ้าต้องทำเอง คุณควรใส่หน้ากากกันฝุ่นและสวมถุงมือ

ยังไงก็อย่าลืมดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ด้วย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทั้งคุณและทารก.

Leave a comment »

ไขความจริง “ไอคิว-อีคิว” เด็กไทย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2551 08:13 .

จากการ “ติดตามสภาวการณ์ไอคิวและอีคิวของเด็กไทย” ที่ทำการสำรวจโดยสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ร่วมกับสถาบันรามจิตติ ในครั้งล่าสุดผลออกมาเป็นที่น่าดีใจว่าโดยภาพรวมแล้วเด็กไทยมีระดับสติปัญญา (ไอคิว) เฉลี่ยที่ 103 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติที่จะอยู่ระหว่าง 90-110 อีกทั้งมีความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติเช่นกัน

แต่หากมองในเกณฑ์ความปกติของเด็กไทยแล้ว ดูเหมือนจะมีสิ่งที่ชวนให้น่ากังวลไม่น้อยเนื่องจากสถานการณ์ดูเหมือนการย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่เคยมีเกณฑ์เฉลี่ยด้อยกว่าเรากลับขยับแซงหน้าไปแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าว การกระตุ้นหรือผลักดันพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่นี้

หลากปัญหาไม่เอื้อต่อพัฒนาการเด็ก

“ที่เราเข้ามาทำงานตรงนี้เพราะนึกถึงอนาคตของคนรุ่นใหม่”

นั่นคือ ความมุ่งมั่นจากปากของ วนิดา ชนินทยุทธวงศ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 ชช.(ด้านจิตวิทยา) ในฐานะผู้จัดการโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ที่ย้ำถึงความหนักแน่นในความต้องการเพื่อเข้ามาเสริมสร้างเด็กไทยให้มีคุณภาพ

วนิดา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สภาพสังคมที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ถือได้ว่า เป็นอุปสรรคสำคัญที่ครอบครัวต้องหันมาใส่ใจเพราะส่งผลต่อการพัฒนาของเด็ก โดยจุดที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ “เทคโนโลยี” เพราะมีอำนาจในการเข้าถึงอย่างไม่มีขอบเขต หากเทียบกับอดีตจะไม่รวดเร็วเหมือนตอนนี้ จะทำอะไรก็ยังอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ แต่ ณ เวลานี้การแสวงหาสิ่งใหม่ในสังคมทำได้เร็วขึ้น ทำให้เด็กรู้อะไรที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ จนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน

ประเด็นก็คือ ยิ่งเด็กฉลาดขึ้น ผู้ใหญ่ก็ต้องใช้เหตุผลในการพูดคุยเช่นกัน และไม่ควรเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าอธิบายด้วยเหตุผลจนเขาสามารถเข้าใจ เขาก็จะรับฟัง แต่หากผู้ใหญ่ไม่มีความรู้จริง อธิบายไม่กระจ่าง เขาก็จะไม่เชื่อมั่น ดังนั้น คำว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” จึงใช้ไม่ได้เสมอไปกับวัยรุ่นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ปัจจัยที่เชื่อว่าไม่เอื้อต่อการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กไทยคือ การที่คนไทยอ่านหนังสือน้อย อีกทั้งครู ผู้เลี้ยงดูเด็ก ที่มีความสามารถในการนำเสนอแนวทางการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างไอคิวและอีคิวยังมีน้อยเกินไป โดยมีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น

ที่สำคัญกว่า นั้นคือ ครูผู้เลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะนำกระบวนการดังกล่าวมาปรับใช้กับเด็กอย่างถูกวิธีอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

สร้างพัฒนาการด้วย “สัมพันธภาพครอบครัว”

วนิดา เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสำคัญที่สุด กล่าวคือพ่อแม่ต้องรู้ว่าลูกนั้นมีความพร้อมที่จะเรียนรู้เสมอ และสิ่งที่พ่อแม่ต้องตระหนักถึงและต้องถามตัวเองให้มากคือ ทุกวันนี้คุยกับลูกบ้างหรือไม่?

“ย้ำว่า ต้องเป็นการคุยไม่ใช่แค่การพูด เช่น ชวนลูกคุยในเรื่องราวที่เขาพบเจอมาในแต่ละวัน คุยกับลูกถึงสิ่งที่เขากำลังเล่น ให้เขาได้ใช้ความคิดในการตอบคำถาม หรือเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกัน เพียงแค่วันละ 15 นาที ตรงนี้จะทำให้เขาเกิดความไว้วางใจเราได้”

ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว โดยการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กรู้จักความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเช่นกัน และการให้เด็กมีอิสระในการเล่นอย่างสร้างสรรค์ ให้เขาคิดเอง ไม่ใช้การบังคับให้เล่น ซึ่งพ่อแม่ก็ต้องกระตุ้นโดยการพูดคุย หรือถามคำถามง่ายๆ เช่น กำลังทำอะไร? ทำแล้วจะเป็นอย่างไร? ชอบมั้ย? เป็นต้น จะช่วยให้เขาฝึกคิด อีกอย่างคือ ไม่ให้เด็กจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือทีวีเป็นเวลานานเกินกว่า 2 ชั่วโมง จึงต้องมีการตกลงกติกากันภายในครอบครัว ซึ่งหากไม่มีการตกลงกันเลยสัมพันธภาพระหว่างคนในครอบครัวต้องหายไปแน่นอน

“พ่อแม่อย่าคิดว่าปัญหาเรื่องการสร้างพัฒนาการของเด็กตลอดจนการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางสังคมไม่เป็นปกติในเวลานี้ จึงอยากให้พ่อแม่ มีความหวัง อย่าท้อ และอย่ากังวลอะไรจนเกินเหตุ อยากให้พยายามมองว่าทุกอย่างมีทางที่จะก้าวต่อไปได้ เมื่อเจออุปสรรคที่มีความเป็นครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องก็ให้หาสาเหตุให้เจอ ใช้การพูดคุยกันในครอบครัวพยายามแก้ไขปัญหาแล้วภายในครอบครัวจะไม่มีคำว่าใครถูกใครผิดเกิดขึ้น และลูกเองก็จะอยู่ในภาวะครอบครัวที่เป็นปกติ ที่จะเป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมเพื่อการพัฒนาในด้านต่างๆ ต่อไป” วนิดา ให้แง่คิด

เสริมสร้างจากช่วงจังหวะทองของชีวิต

วนิดา ให้คำแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่า การที่จะทำให้คนมีคุณภาพนั้นต้องทำตั้งแต่เด็ก เริ่มกันตั้งแต่ก่อนคลอดหรือต้องวางรากฐานของพ่อแม่ตั้งแต่เลือกคู่ครอง เพราะจะมีผลต่อความพร้อมในการเลี้ยงลูกเมื่อเขาเกิดมา เมื่อมองตามหลักจิตวิทยาจะพบว่า การที่จะส่งเสริมคนให้มีสติปัญญานั้นสำคัญที่สุดคือช่วง “จังหวะทองของชีวิต” ที่ 5-6 ปีแรก เพราะเนื้อสมองของเด็กในช่วงนี้จะเติบโตได้ถึง 80-90% ของสมองผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะได้รับการพัฒนา หากได้รับการกระตุ้น เรียนรู้อย่างถูกวิธี แต่หากไม่ได้รับการกระตุ้นแต่แรก สมองที่เคยมีก็จะหายไป ซึ่งทางด้านงานวิจัยเรียกว่า “Pruning” หรือการตัดแต่ง เช่นเดียวกันกับคนที่มีวิวัฒนาการมาจากลิง เมื่อไม่ได้ใช้หางหางก็จะหดไป หากหลังจาก 6 ปีไปแล้วก็จะเพิ่มเติมได้อีกไม่นานและหากใส่อะไรที่ผิดๆ ไปก็จะฝังอยู่ในสมองจนกระทั่งเติบโต

“ในทางจิตวิทยานั้น จะเห็นว่า ในช่วง 5-6 ปีแรก จะเป็นการวางรูปแบบในบุคลิกภาพของความเป็นคนให้แก่เด็กที่จะนำไปเป็นฐานยอดสู่อนาคต เปรียบได้กับการหล่อปูนที่ยังไม่แห้ง ถ้าได้รับการดูแล ตกแต่งอย่างดี ปูนนั้นก็จะออกมาในรูปแบบที่สวยงาม แต่หากในระหว่างที่หล่ออยู่นั้นไม่มีการดูแลที่ดี มีอุปสรรค มีสิ่งแปลกปลอมตกใส่ มันก็จะฝังไปในเนื้อปูนและติดไปถาวร ช่วงนี้จึงเป็นช่วงชีวิตแห่งการเสริมสร้างพัฒนาการแก่เด็กที่สำคัญมากที่สุด” วนิดา ให้ภาพ

วนิดา ชนินทยุทธวงศ์

พัฒนาตามลำดับขั้น รากฐานสู่อนาคต

แน่นอนว่า การดำเนินการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กนั้นต้องดำเนินการเป็นระดับขั้นตอนซึ่ง วนิดา แจกแจงว่า การเสริมสร้างนี้จะแบ่งการพัฒนาเด็กตามจังหวะของชีวิต คือ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด-2 ขวบ นั้นจะเริ่มการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ 1.การกอด คือ การให้ความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่และลูก ที่สำคัญมาก คือ การให้ลูกกินนมแม่ 2.การพูด คือ พยายามคุยกับลูกตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเขาจะยังสื่อสารกับเราไม่ได้ แต่ทุกคำที่พ่อแม่พูดออกไปนั้นเขาจะรับรู้ได้จากประสาทสัมผัสทั้งหมด 3.การเล่น คือ การให้เด็กรู้จักเรียนรู้อารมณ์ สีหน้า และสุดท้ายการเล่า คือการเล่านิทาน หรืออ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอ

ในการพัฒนาจังหวะการเรียนรู้ของเด็กทั้ง 4 ข้อนี้หากทำได้จะเป็นการเสริมให้เด็กมีความไว้วางใจ มีความเป็นมิตร เรียนรู้ในเรื่องอารมณ์ ที่จะเป็นฐานในการเสริมไอคิว และอีคิวในขั้นถัดไป

เมื่อมาถึงช่วง 3-5 ขวบ เด็กจะเริ่มออกจากอ้อมกอดของพ่อแม่ไปอยู่กับเพื่อนในการเตรียมเข้าโรงเรียน เขาจะเริ่มเรียนรู้การมีเพื่อน เริ่มรู้จักการเลียนแบบทั้งครู และพ่อแม่ จึงต้องทำการเติมกิจกรรม ดังนี้ 1.การกิน คือ ให้เด็กเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ อาจส่งเสริมผ่านกิจกรรมที่จะชักจูงใจให้เขาเข้าใจในอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่ากับตัวเอง 2.การเล่น คือ เด็กจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเขาได้เล่น และการได้เล่นคือการช่วยทำให้เขาเรียนรู้การแก้ปัญหา การมีเพื่อน รู้จักอารมณ์โกรธ จนไปถึงการรับผิด ตรงนี้จะเป็นการเสริมในส่วนอีคิวทางหนึ่ง

พอถึงวัยเรียนในช่วง 6-11 ขวบ เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น จะเริ่มมีการเรียนรู้กติกา การเข้าสู่สังคมอีกระดับ ซึ่งตรงนี้หากต้นทุนในแต่ละช่วงที่กล่าวมาเป็นไปในทิศทางที่ดีก็จะมีการต่อยอดต่อไป ซึ่งหากเด็กรู้จักอารมณ์ตั้งแต่ช่วงแรก มาถึงช่วงนี้เขาก็จะควบคุมตนเองได้ หากรู้ผิดชอบในช่วงแรก ช่วงนี้เขาก็จะรู้จักการขอโทษ และรู้จักการให้อภัย เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นที่ต้องอยู่ร่วมกันในกลุ่มเพื่อนฝูง จะต่อยอดไปจนถึงการรู้จักรับผิดชอบ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเสริมระดับพัฒนาการที่มีต้นทุนมาจากวัยเด็กทั้งสิ้น

“หากมองในภาวะปกติทุกครอบครัวทราบว่าต้องทำอย่างไรกับเด็กเพื่อเป็นการปูทางให้เขาเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ แต่เนื่องจากสถานการณ์ในสังคม และปัญหาวัยรุ่นที่รุนแรงขึ้น ทำให้ต้องหันมาใส่ใจในเรื่องของเด็กมากกว่าปกติ พ่อแม่ก็จะแสวงหาวิธีการต่างๆ เพื่อการป้องกัน ซึ่งก็ต้องแล้วแต่วัฏจักรของแต่ละครอบครัว แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก หากจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องคำนึงถึงความสุขที่จะเกิดขึ้นกับเด็กเป็นสำคัญ ถ้าเด็กเครียดกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ใส่ให้ก็จะไม่ได้รับการตอบสนองเลย” วนิดา สรุปทิ้งท้าย

Leave a comment »

สพฐ.เล็งรื้อโครงสร้างเงินเดือนครูรุ่นใหม่

วันที่ 17 กันยายน 2551 เวลา 08:53 น. จากหนังสืิอพิมพ์เดลินิวส์

ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ. เป็นประธาน เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปรับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการครูในสังกัด สพฐ.เนื่องจากขณะนี้อัตราเงินเดือนครูที่เข้าใหม่ต่ำมาก โดยครูที่มีวุฒิปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนประมาณ 7,600 บาท ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ครูจะได้รับเงินเดือนสูงกว่านี้ และที่ผ่านมาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ก็ได้นำร่องเพิ่มเงินเดือนแรกเข้าให้แก่ครู ซึ่งทำให้โรงเรียนได้คนเก่งมาเป็นครู ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินเดือน เพื่อให้ได้ครูที่มีคุณภาพมากขึ้น

“ประเทศมาเลเซีย ได้กำหนดเงินเดือนครูที่เข้าใหม่ และครูที่เกษียณอายุราชการห่างกันประมาณ 1.5 เท่า แต่ประเทศไทย เงินเดือนแรกเข้าจะได้ 8,000 แต่เกษียณฯจะได้ 35,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ห่างกันมาก ดังนั้นถ้าปรับเพิ่มเป็นแรกเข้า 12,000 บาท เมื่อเกษียณฯได้ 35,000 บาทเท่าเดิมก็จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครูดีขึ้น ซึ่งผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีกว่าการให้ค่าตอบแทนครูในรูปแบบอื่น ส่วนงบประมาณที่จะนำมาใช้นั้น คงมีสัดส่วนการใช้งบฯเพิ่มไม่มากนัก และถ้าจัดระบบให้ดี โดยยุบโรงเรียนขนาดเล็กและจัดขนาดห้องเรียนให้เหมาะสม คือ จัดให้ได้อย่างน้อยเด็ก 20 คนต่อครู 1 คน ก็คงไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอจะต้องมีการศึกษาและทดลองนำร่องต่อไป โดยในปี 2552 จะดำเนินการเพิ่มเงินเดือนแรกเข้าให้ครูในโรงเรียนจุฬาภรณ์ 3 แห่ง ส่วนการให้เงินวิทยฐานะแก่ครูนั้น ผลที่ออกมาก็ยังไม่เป็นรูปธรรม เพราะยังไม่ได้คนเก่งเข้ามาเป็นครู” ดร.สมเกียรติ กล่าว

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังเห็นว่าในอนาคตต้องมีการกำหนดเส้นทางอาชีพครูเหมือนกับอาชีพอื่นๆ เพื่อให้ครูมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ใช่สอนหนังสือไปวันๆ โดยแบ่งเป็น ระยะการบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย ระยะเริ่มแรกของการเป็นครู ช่วง 1-5 ปี ซึ่งระยะนี้ต้องมีครูที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญ ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารเข้ามาเป็น  พี่เลี้ยง เพื่อให้ครูมีการพัฒนา และระยะการเป็นครู 5-15 ปี จะเป็นการพัฒนาวิชาชีพให้เป็นครูเชี่ยวชาญ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษต่อไป ซึ่งในระยะนี้จะทำให้ทราบเลยว่าครูคนใดต้องเร่งเข้าไปช่วยดูแล และเมื่อผ่านจุดนี้ไปได้ก็จะเป็นระยะที่จะไปถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่ครูใหม่ต่อไป.

Leave a comment »

เยี่ยมสถานการศึกษา-“ร.ร.ชุมชนบ้านชนบท”เรียนรู้ผ่านนวัตกรรม-ครูพันธุ์ใหม่

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ร.ร.ชุมชนบ้านชนบท เป็นโรงเรียนเล็กๆ ใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เดิมครูส่วนมากเปิดตำรา เอกสารสอนอย่างโรงเรียนอื่นๆ แต่เมื่อ ผศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)

นำโครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนาการคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนด้วยวิธีการศึกษาในชั้นเรียน (Lesson Study) และวิธีการเรียนแบบเปิด (Open Approach) เข้ามา การเรียนการสอนเน้นสร้างกระบวนการคิดให้แก่เด็ก ภายใต้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป”

คำบอกเล่าของ อ.อุกฤษฏ์ ชำนาญไพร ผู้อำนวยการ ร.ร.ชุมชนบ้านชนบท ถึงการเรียนการสอนของครู ก่อนเข้าเป็น 1 ใน 4 โรงเรียน ที่เข้าร่วมโครงการของศูนย์


อ.อุกฤษฏ์ เล่าว่า ครูส่วนมากเข้าใจว่าเด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสอนเป็นอย่างดี แต่ไม่เคยมองว่า สิ่งที่ครูป้อนให้แก่เด็กนั้น ทำให้เด็กได้เข้าถึงกระบวนการคิดของวิชานั้นๆ มากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ครูตั้งคำถาม โจทย์ ที่มีคำตอบ สูตรอยู่แล้ว และให้เด็กคิดตาม ทั้งๆ ที่เด็กไม่ได้ใช้ความคิดของตัวเอง เมื่อเด็กได้คำตอบ ก็มองว่าเด็กเก่ง

ในความเป็นจริง “เด็กมีอิสระ มีความคิด ที่สามารถหาคำตอบ ได้โดยวิธีของเขาเอง” ผอ.ร.ร.ชุมชนบ้านชนบท เล่าต่อว่า โครงการวิจัยของ ผศ.ดร.ไมตรี กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างวัฒนธรรมการสอนแบบใหม่ให้ครู คำนึงถึงการสอนในชั้นเรียน ไม่ใช่เพียงการพูดหน้าชั้น และให้เด็กกลับไปท่องจำสูตรแบบนกแก้วนกขุนทอง

“การเปลี่ยนแปลงการสอนครูพันธุ์เก่า ให้ยอมรับการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็ก และเสียสละเวลาร่วมกันในการทำแผนการสอนไม่ใช่เรื่องง่าย การที่ให้ครูปรับเปลี่ยนนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเป็นสื่อการสอน จึงต้องเริ่มโดยทำให้ครูเห็นว่า นวัตกรรมการสอนแบบใหม่ ช่วยพัฒนากระบวนการคิดของเด็กได้จริง และครูสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่เด็กคิดได้”



นอกจาก “ผู้บริหาร ร.ร. และครู” ที่ต้องเข้ามามีบทบาทในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเด็กแล้ว ตำราเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน

อ.อุกฤษฏ์ เล่าต่อไปว่า ตำราเรียนที่ใช้ เป็นการผสมผสานควบคู่ระหว่างตำราเรียนจากประเทศญี่ปุ่น และไทย เพราะเด็กต้องมีคุณลักษณะตามมาตรฐานการศึกษาของ ศธ. เพื่อใช้ในการศึกษาต่อในระดับที่สูงกว่า ส่วนนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง “แพทเทิร์น บล็อก” ที่ ผศ.ดร.ไมตรีนำเข้ามาใช้ในงานวิจัย เป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาทั้งเด็กและครู ให้เกิดกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง

“ร.ร.ชุมชนบ้านชนบท” สร้างมาตั้งแต่ปี 2453 บนเส้นทางถนนแจ้งสนิท ห่างจาก อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพียง 59 กิโลเมตร แต่ “โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้” ไม่ถูกกลืนไปตามสังคมเมืองที่เปลี่ยนไป ยังคงตลบอบอวลไปด้วยวิถีชีวิต ผสมผสานกับความร่มรื่นของต้นไม้ ใบหญ้า เสียงเล็กๆ เจี๊ยวจ๊าว บนอาคารไม้ 3-4 หลัง ดูแล้วช่างเป็นโรงเรียนที่น่าอยู่ และหายากยิ่งในเมืองกรุง

“โรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติจริงจากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เด็กไม่หลงลืมวิถีชีวิต บรรพบุรุษของตนเอง

รวมทั้งจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ทั้งพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพราะเด็กต้องได้รับการดูแลที่ดี สภาพแวดล้อมที่ดี อบอุ่น ดั่งบ้านของเขา ทำให้พวกเขามีความสุข พร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ครูถ่ายทอดให้” อ.อุกฤษฏ์ เล่า

การเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างครูกับเด็ก เป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางด้านวิชาภาษาไทย อังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ได้อย่างดีเยี่ยม ดูได้จากการเรียนรู้ของเด็กทั้งหมด 580 คน ระดับปฐมวัย 146 คน ประถมศึกษา 434 คน ภายในชั้นเรียน 19 ห้องเรียน ที่พร้อมไปด้วยความรู้ทั้งทางด้านวิชาการ กิจกรรมสร้างสรรค์ และวิถีชีวิตของชุมชนตนเอง



“การปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้บริหาร ครูทุกคนต้องร่วมกันปรับวิธีการเรียน เปลี่ยนวิธีสอน โดยร่วมกันจัดทำแผนการสอน เพื่อบูรณาการทุกวิชาเข้าด้วยกัน เพราะการปั้นให้เด็กเก่ง และเป็นคนดีได้ ครูทุกคน ผู้บริหาร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน เริ่มตั้งแต่ภายในสาขาวิชาที่สอน จนขยายไปถึงระดับโรงเรียน ไม่ใช่ทำงานแบบตัวใครตัวมัน มุ่งแต่หารายได้ ยศ ตำแหน่งให้แก่ตนเอง เพราะเด็กจะดีได้ ต้องมาจากครูทุกคนในโรงเรียนที่ช่วยกันสนับสนุน เพิ่มเติมความรู้ ปลูกฝังความเป็นคนดี”

“เด็กเล็ก” เปรียบเสมือนผ้าขาว ที่พ่อแม่ ครู ต้องคอยช่วยกันแต่งแต้ม เติมสีสันและแนะแนวเส้นทางเดินของชีวิตให้ไปสู่จุดมุ่งหมายที่พวกเขาตั้งไว้ โดยที่ไม่ได้ไปทำลายความคิด จินตนาการ หรือความฝันของเขา

“น้องเดียร” ด.ญ.ศิริรัตน์ ลุนจันทร์ อายุ 11 ชั้น ป.5 เล่าด้วยแววตาเปี่ยมสุขว่า ก่อนที่โครงงานวิจัยของ ผศ.ดร.ไมตรี จะเข้ามานั้น เธอเรียนตามตำราเอกสารที่ครูนำมาสอน โดยเฉพาะวิชาเลข มีแต่โจทย์ให้ทำ หาคำตอบตามวิธีคิดที่ครูบอก แต่เมื่อได้เรียนคณิตศาสตร์ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ สื่อการเรียนการสอน และหนังสือเรียนจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้การเรียนคณิตศาสตร์สนุกมากขึ้น มีอิสระในการคิด ไม่ยึดติดกับวิธีที่ครูบอกอย่างเดียว

“คณิตศาสตร์” กลายเป็นวิชาที่สนุกที่สุดสำหรับ น้องเดียร์ แต่ใช่เฉพาะการเรียนผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ เท่านั้นที่ทำให้ “น้องเดียร์” กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ เพราะทุกๆ กระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นด้านจริยธรรม วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง และความรัก ความอบอุ่นที่ครูมอบให้ ล้วนทำให้เธอและเพื่อนๆ ไม่เคยย่างกรายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่ดี

วัฒนธรรมการสอนแบบใหม่ ผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้ สื่อการสอน ที่ครูทุกคนต้องร่วมกันวางแผน โดยมีนักวิจัย เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำ ทุกอย่างที่ ครู ร.ร.ชุมชนบ้านชนบท และนักวิจัยร่วมกันทำ เพื่อบ่มเพาะต้นกล้า ให้เจริญงอกงาม ต้านลู่ลม เป็นต้นไม้เติบใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ความร่มรื่นแก่ประเทศชาติอย่างไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น สนใจเข้าเยี่ยมชมโรงเรียน โทร.0-4328-6244 หรือ http://school.obec.go.th.chonabot

0 ชุลีพร   อร่ามเนตร

Leave a comment »

ผ่ากึ๋น “อภิรักษ์-ดร.แดน” กับนโยบายด้านการศึกษา

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 กันยายน 2551 09:01 .

อภิรักษ์” ชู นโยบายด้านการศึกษาเด็ก กทม.ทุกคนต้องเรียนดี เรียนฟรี มีคุณภาพคุณธรรม ตั้ง Excellence Center เพิ่มทักษะครู พร้อมกำหนดพื้นที่ School Zone ติดกล้องวงจรปิดเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักเรียน เสนอตั้งเวลาเปิดปิดร้านเกมตรวจสอบเกมคุณภาพ ขณะที่ “เกรียงศักดิ์” ชู ส่งสายสืบเยาวชนสอดแนมร้านเกม ส่วนนโยบายการศึกษาเตรียมยกระดับโรงเรียน กทม.ทุกแห่งเทียบชั้นสาธิต ตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่น กทม.ผุด T Zone for Teen ให้เด็กแสดงออก

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 5 เปิดเผยถึงนโยบายด้านเด็กและการศึกษา ว่า ตนมีนโยบายที่จะให้เด็กนักเรียนในสังกัดโรงเรียน กทม.ทั้ง 435 แห่ง ได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพมาตรฐานตามนโยบายเรียนดี เรียนฟรี มีคุณภาพ และมีคุณธรรมโดยตนจะส่งเสริมให้วัดทุกแห่งใน กทม.เป็นโรงเรียนสอนพุทธศาสนาทุกวันอาทิตย์ เพื่อเป็นเกราะป้องกันเด็กติดยาเสพติด ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ส่งเสริมความอบอุ่นในครอบครัวเพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกันที่วัด

นอกจากนี้ ในส่วนของโรงเรียนสองภาษาที่ได้เปิดนำร่องแล้ว 5 แห่งตนก็จะจัดทำโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์จากต่างประเทศเข้ามาสอน ตลอดจนจะฝึกอบรมครู กทม.ให้มีทักษะภาษาอังกฤษดียิ่งขึ้นโดยตนจะร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และภาคเอกชนจัดตั้ง Excellence Center ให้เป็นศูนย์สำหรับฝึกอบรมพัฒนาครูโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ ตณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมทั้งจะมีการให้ทุนครูไปศึกษาเพิ่มเติมที่ต่างประเทศด้วย นอกจากนี้จะได้ประสานไปยังสถานเอกอัครทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย จัดส่งบุคลากรมาทำการสอนภาษาจีนให้กับโรงเรียนกทม.ทุกแห่ง ตลอดจนส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนกับบ้านพี่เมืองน้องโดยจัดทุน Bangkok Summer Camp ให้ไปทัศนศึกษาต่างประเทศในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนซึ่งเด็กที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็จะไปประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษแต่หากพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดีก็จะไปไปเมืองฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น หรือหากเก่งภาษาจีนก็จะไปไปกรุงปักกิ่ง เป็นต้น รวมถึงจัดทำโครงการโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ โดยจะนำร่องในเขตประเวศ

นายอภิรักษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนจะส่งเสริมให้เด็กหันมาสนใจเล่นกีฬามากขึ้นโดยสามารถไปได้ที่ที่ศูนย์เยาวชน กทม.และวันนี้กทม.มีหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครแล้วดังนั้นจะเปิดโอกาสให้เด็ก และเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทั้งด้านดนตรี ศิลปะ ขณะเดียวกันจะเปิดโอกาสให้ตัวแทนเยาวชนจากสภาเยาวชนกทม.เสนอนโยบายในการทำงานร่วมกับคณะผู้บริหาร กทม.รวมถึงจะจัดตั้งโครงการกรุงเทพฯอาสา เพื่อให้เด็ก นักเรียน นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล กทม.คล้ายกับการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทแต่นี่จะเป็นการออกค่ายพัฒนาเมืองหลวงของเราโดยที่ผู้ปกครองไม่ต้องเป็นห่วงเหมือนที่ออกต่างจังหวัดและที่สำคัญเป็นการฝึกไม่ให้เด็กมุ่งแต่วัตถุนิยมอย่างเดียว ในส่วนของการส่งเสริมให้เด็กกทม.รักการอ่านนั้นตนจะขยายห้องสมุดขนาดเล็กได้แก่บ้านหนังสือไปตามชุมชนต่างๆให้มากขึ้น รวมถึงจะสร้างห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ที่มีความทันสมัย เชื่อมต่อ WiFi ได้

นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กจะกำหนดพื้นที่ School Zone โดยจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัย ให้การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครองโดยได้เริ่มหารือกับห้างสรรพสินค้าขอให้ผู้ปกครองนำรถไปจอดเพื่อส่งบุตรหลานในช่วงเช้าระหว่างที่ห้างยังไม่เปิด และมีรถโรงเรียนบริการไปรับส่งเด็กซึ่งช่วงแรกเน้นในจุดที่มีปัญหาเรื่องการจราจร เช่น สุขุมวิท สีลม สาทร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การให้บริการดังกล่าวจะครอบคลุมกับโรงเรียนทุกสังกัด เชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุได้

ส่วนการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมส์นั้นทุกๆ ฝ่ายจะต้องทำไปพร้อมๆกัน เช่น การส่งเสริมให้เด็กเล่นกีฬาเพราะเมื่อเด็กหันมาเล่นกีฬามากขึ้นเวลาที่จะเล่นเกมส์ก็ลดลง นอกจากนี้ จะต้องมีการกำหนดช่วงเวลาเปิดปิด ร้านเกม รวมถึงมีการตรวจสอบประเภทของเกมส์เพื่อไม่เป็นการยั่วยุ และส่งเสริมความรุนแรงให้แก่เด็ก

ผมคิดว่านโยบายด้านการศึกษาของผมจะมีความแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนเพราะผมมุ่งหวังที่จะให้เด็กและเยาวชนของกทม.มีคุณธรรม และมีจิตอาสา ถ้าจะทำอะไรให้สำเร็จต้องไม่ทำคนเดียวต้องมีการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันทั้งสพฐ เอกชน และ กทม.” นายอภิรักษ์ กล่าว

ด้าน ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 2 กล่าวว่า สำหรับนโยบายด้านเด็กและการศึกษาของตนนั้น ตนจะพัฒนาโรงเรียนในสังกัดกทม.เป็นโรงเรียนสองภาษาทั้ง 50 เขต โดยมีคุณภาพเทียบเท่าโรงเรียนสาธิต มีเกณฑ์ชี้วัด และจะส่งเสริมให้เด็กได้เรียนภาษาที่สามอย่างภาษาจีน และอื่นๆที่จำเป็น นอกจากนี้จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่น กทม.ซึ่งจะเปิดสอนเกี่ยวกับการจัดการเมืองใหญ่โดยเฉพาะ เช่น ด้านการบริหารเมืองใหญ่ วิศวกรสำหรับเมืองใหญ่ โดยผู้ที่เข้ามาศึกษาต่อที่นี่จะไม่เสียค่าเล่าเรียนแต่จะต้องทำสัญญากับ กทม.เพราะเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องเข้ามาแก้ปัญหาและพัฒนากทม.ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนในพื้นที่ รวมถึงทำวิจัยเมืองใหญ่เพื่อให้รู้ความจริงทุกแง่มุม เนื่องจากกทม.เป็นเมืองใหญ่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 13 ล้านคน ซึ่งทั่วโลกมีเมืองใหญ่แค่ 21 เมืองที่มีประชากรอาศัยเกิน 10 ล้านคนจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาต้นแบบเพื่อนำมาพัฒนากทม.ดังนั้นการบริหารจัดการจึงต้องมีคลังสมองโดยเริ่มตั้งแต่เด็กที่จะต้องมีพื้นที่สำหรับพัฒนาตนเองซึ่งเรียกว่า T Zone for Teen โซนกีฬา ดนตรี ศิลปะ และกิจกรรมเพื่อวัยรุ่น ตามสวนสาธารณะ สวนหย่อม และห้างสรรพสินค้า เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กแสดงออก พัฒนาตนเองในด้านต่างๆ

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนมีนโยบายที่จะสร้างศูนย์นันทนาการครบวงจร ทั่ว กทม.โดยในศูนย์จะมีสระว่ายน้ำ สนามฟุตบอล สนามบาสเก็ตบอล เกมคอมพิวเตอร์แบบสร้างสรรค์ มีเครื่องดนตรีให้เล่น รวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถใช้เวลาร่วมกันได้ทั้งครอบครัว โดยมีครูฝึกสอนแนะนำประจำศูนย์ นอกจากนี้ตนจะผลักดันนโยบาย เวลาว่างสร้างพรสวรรค์เพื่อส่งเสริมเยาวชนใช้เวลาหลังเลิกเรียน วันเสาร์อาทิตย์ และในช่วงปิดเทอม พัฒนาศักยภาพในด้านที่ตนเองโดดเด่น ด้วยการเรียนรู้และทำกิจกรรมนอกห้องเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายซึ่งกทม.จะจัดสรรงบประมาณให้ รวมถึงจะสร้างสวนสมองคนเมือง ( Brain Bank Park ) พัฒนาให้มีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย และกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เช่น เด็กๆ สามารถเรียนรู้ต้นไม้ในวรรณคดี มีพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ โดยจะเปิดสวนในช่วงกลางคืน

พร้อมกันนี้จะจัดตั้งโรงเรียนครอบครัว (Family School) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการจัดทำหลักสูตรครอบครัวศึกษาเพื่อประชาชน เนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข การจัดการปัญหาภายในครอบครัว การเลี้ยงดูบุตรหลานให้เติบโตอย่างครบถ้วนในทุกมิติ และการเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ฯลฯ ตลอดจนจัดทำโครงการเนอร์สเซอรี่สองวัยในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม จะเข้าไปดูว่าร้านเกมแต่ละร้านมีคุณภาพ และเกมที่นำมาเล่นในร้านมีความสร้างสรรค์หรือไม่ โดยจะรณรงค์ให้มีร้านเกมสีขาว นอกจากนี้ จะจัดให้มีนักสืบเยาวชนคอยปลอมตัวไปอยู่ตามร้านเกม เพื่อคอยสอดแนมความปลอดภัยให้กับเด็กที่เล่น รวมถึงสังเกตผู้ประกอบการว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ถ้าพบเห็นให้แจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ทันที

ผมเชื่อว่า แนวนโยบายต่างๆจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเพราะหากเรามีความมุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ มีการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกอย่างก็จะสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรคแต่ถ้าเราทุ่มเทเต็มที่ทุกอย่างก็จะเกิดได้” ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

Comments (1) »