Archive for สิงหาคม, 2008

ศธ.ทวงสวัสดิการเพื่อครูใต้หวั่นถอดใจ

วันที่ 28 สิงหาคม 2551 เวลา 08:43 น. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เดินทางไปที่จังหวัดปัตตานีเพื่อพบปะข้าราชการ ครู ทำให้ได้รับทราบข้อมูลซึ่งเป็นความคับข้องใจของครูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยากให้ ศธ.ช่วยหาทางแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ครูยังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งที่ต้องปฏิบัติงานท่ามกลางภัยอันตราย อาทิ การเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ ซึ่งต้องมีการทำผลงานวิชาการ และใช้หลักเกณฑ์เหมือนพื้นที่อื่น ๆ ทำให้ครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียเปรียบ จึงอยากให้มีวิธีพิเศษในการพิจารณาเหมือนที่กระทรวงอื่น ๆ ทำ ซึ่งความจริงเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ก็เห็นด้วยแล้ว แต่กลับมาติดชะงักอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ทำให้ตนรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมคนอื่นจึงเข้าใจและเห็นใจครูใต้ แต่คนในกระทรวงเดียวกันกลับไม่ยอมเข้าใจ ทั้งนี้ตนไม่อยากให้ ก.ค.ศ. อ้างว่ากำลังเร่งพิจารณา เพราะรู้สึกว่าจะพิจารณา นานเกินไปแล้ว

นายวัฒนา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของเบี้ยเสี่ยงภัยที่ครูเคยได้รับคนละ 2,500 บาทต่อเดือน แต่ 2 ปีที่ผ่านมาถูกตัดเหลือคนละ 1,000 บาท ในขณะที่กระทรวงอื่น เช่น สาธารณสุขให้คนละ 3,500 บาท หากเป็นแพทย์จะได้ถึง 30,000 บาท ทั้งที่ครูมีความเสี่ยงสูงกว่าใคร ซึ่งอ.บุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงกับบอกว่า ครูคือโลโก้ของสงครามไปแล้ว เพราะเป็นเป้าหมายอันดับแรกที่ถูกหมายหัว และไม่มีอาวุธต่อสู้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.)   ที่ครูได้รับในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับข้าราชการอื่น ๆ ตนจึงอยากให้ กอ.รมน.พิจารณาเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและด้วยความเป็นธรรม  แม้แต่เรื่องของเหรียญราชการชายแดนที่จะทำให้ผู้รับเกิดความภาคภูมิใจนั้น ปัจจุบันครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อยู่ในภาวะสงครามและอยู่ในสนามรบด้วยเช่นกันจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาให้อย่างรวดเร็ว

“ในเบื้องต้นมีอยู่ 11 เรื่องที่ครูใต้ยังมีความคับข้องใจ ซึ่งผมจะเร่งสรุปข้อมูลและทำหนังสือทวงถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คำตอบภายใน 30 วัน โดยผมจะติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะรับปากเพื่อนครูมาแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ครูมีพลังที่จะทำงานในพื้นที่ต่อไป เพราะการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องใช้ใจเป็นสำคัญ เราจึงควรช่วยกันดูแลส่งเสริมให้ครูมีขวัญกำลังใจที่ดี” นายวัฒนา กล่าว.

Advertisements

Leave a comment »

ต่อใบอนุญาตครูต้องมีสอบ

วันที่ 20 สิงหาคม 2551 เวลา 08:37 น. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ดร.ดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวในการเสวนา “ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา ในฐานะผู้มีวิชาชีพชั้นสูง กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา” เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ว่า ที่ผ่านมาคุรุสภาได้ร่วมกับคณะครุศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ กำหนดมาตรฐานหลักสูตรการผลิตครู แต่ขณะนี้มีความสงสัยว่ามหาวิทยาลัยได้ปฏิบัติตามมาตรฐานหรือไม่ ดังนั้นคุรุสภาจึงมีแนวคิดว่า ต่อไปควรมีการสอบวัดมาตรฐานบัณฑิตที่จบสายครู เพราะเมื่อคุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรไปแล้วก็ควรมั่นใจได้

ดร.ดิเรก กล่าวต่อไปว่า ในปี 2552 จะครบกำหนดการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งหลายคนก็กังวลว่าถ้าจะต่อใบอนุญาตฯให้แก่ทุกคนที่หายใจได้ และไม่ต่อใบอนุญาตฯ ให้แก่คนที่หยุดหายใจแล้วจะมีคุรุสภาไปทำไม ดังนั้นคุรุสภาจึงต้องหาวิธีวัดมาตรฐานของครู ซึ่งตนจะหารือกับคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เพื่อให้มีการสอบวัดมาตรฐานครู เช่น ครูที่สอนช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) ก็ต้องนำหลักสูตรช่วงชั้นที่ 1 มาทำเป็นข้อสอบ หากครูสอบได้ไม่ถึง 80% ก็จะไม่ต่อใบอนุญาตให้ เป็นต้น รวมทั้งจะนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินของ สมศ. มาประกอบการพิจารณาการต่อใบอนุญาตทั้งครูและผู้บริหารด้วย.

Leave a comment »

ชงเรียนเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 18 สิงหาคม 2551 เวลา 08:50 น. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผย  ว่า จากการประชุมร่วมกับสภาคณบดีคณะเกษตรศาสตร์แห่งประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการหารือถึงปัญหาที่ปัจจุบันนักเรียนสนใจเรียนเกษตรทั้งระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง และมักจะมาจากสายศิลป์มากกว่าสายวิทยาศาสตร์ทำให้มีปัญหาในการเรียน และต้องสอนปรับพื้นฐานให้ก่อนทำให้เสียเวลา นอกจากนี้ยังมีเด็กที่เข้ามาเรียนอย่างไม่ตั้งใจเพียงแค่   ให้เข้ามหาวิทยาลัยได้และเมื่อจบออกไปก็ไม่ได้สนใจทำงานด้านการเกษตร ทำให้รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรไปแบบสูญเปล่า

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมเห็นว่าควรเสนอรัฐบาลผลักดันเรื่องการจัดการศึกษาด้านเกษตรให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ จะมีการประชุมปฏิบัติการระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อนำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลในการวางแผนจัดการศึกษาด้านการเกษตรทั้งระบบต่อไป

“ค่านิยมของเด็กไทยเปลี่ยนไปมาก ทุกคนคาดหวังที่จะทำงานในธุรกิจที่เติบโตเร็ว โดยเฉพาะการเข้าสู่วงการบันเทิง ดังนั้นการที่จะดึงให้หันมาเรียนเกษตรจึงต้องแสดงให้เขาเห็นว่ามาเรียนด้านนี้ก็มีอนาคต เช่น นักเรียนอาชีวะที่ส่งไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับต่างประเทศ บางคนก็ได้ทำงานในต่างประเทศซึ่งได้เงินเดือนหลายแสนบาท” นายวีระศักดิ์ กล่าว.

Leave a comment »

วอน “แม่” อย่าเลี้ยงลูกแบบ “ผู้อำนวยการสร้าง”

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ความรักอันบริสุทธิ์ คือความรักที่ไม่หวังผลตอบแทน แต่ดูเหมือนความรักของผู้เป็น “แม่” ในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไป มีหลายครอบครัวที่เลี้ยงลูกด้วยความคาดหวัง หวังให้ลูกเป็นคนเก่งเทียบเท่าหรือมากกว่าคนอื่นๆ ในสังคม แต่สิ่งที่ตามมา คือความกดดันที่สะสมอยู่ในตัวผู้เป็นลูกนั่นเอง

เหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจัดงานเสวนา “ครอบครัวสร้างสุข ครั้งที่ 5” ตอน “แม่…ไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า” พร้อมเชิญผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผอ.สถาบันรามจิตติ รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภครทร ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และ ทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกอบรมเด็กเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก ร่วมเสวนา

ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า ส่วนตัวนิยามคำว่า แม่ ในปี 2551 คือ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของลูก เพื่อนสนิทที่มีทุกบทบาทเอาใจใส่ ยอมรับฟัง ซึ่งกันและกัน ซึ่งพ่อแม่ควรจะทำหน้าที่นี้ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นพ่อแม่ตกขอบ ไม่ทันโลกของลูก และเมื่อพ่อแม่ไม่ทันโลกของลูกเมื่อไร ก็จะเกิดการใช้อำนาจขึ้นภายในครอบครัวทันที ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์

“ทุกวันนี้พ่อแม่ 80 เปอร์เซ็นต์ มักจะคิดและพูดกับลูกในทางลบมากขึ้น เป็นสัญญาณที่อันตรายมาก เด็กสมัยนี้น่าสงสาร เพราะไม่ว่าลูกจะเริ่มพูด หรือเริ่มแสดงความคิดเห็นอะไร พ่อแม่ก็มักจะคิดไปในทางลบซะหมด จริงๆ แล้วพ่อแม่ควรจะเป็นคนแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นคนสร้างเกราะขึ้นมา ต้องฟังลูกซะก่อน ว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง แล้วเราจะเข้าใจและสามารถเป็นคนนำพาเขาได้” ดร.อมรวิชช์ แจกแจง

พร้อมกับบอกด้วยว่า ในอนาคตจะมีแม่ 3- 4 ประเภท ที่ต้องการความช่วยเหลือคนละแบบ เริ่มจากแม่วัยรุ่น ที่จะมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถิติ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีเด็กที่เป็นแม่อายุต่ำกว่า 19 ปีมากถึง 6-7 หมื่นคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นปริมาณที่สะสม ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีแม่เป็นแสน  ซึ่งแม่กลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการติดยาเสพติดและเป็นยุวอาชญากรมากขึ้น

“แม่อีกกลุ่มที่จะมีมากขึ้น คือ แม่ขี้เว่อร์ ไฮเปอร์ แม่กลุ่มนี้จะเป็นแม่ที่มีการศึกษาสูง เมื่อมีลูกจึงออกแบบชีวิตลูกให้มีความเข้มข้นอยากให้เก่งรอบด้าน ให้ลูกเรียนทุกอย่างที่เราอยากจะให้เรียน เมื่อไปเร่งเขามากๆ ตั้งแต่เด็กช่วงเป็นวัยรุ่นตอนต้น เครื่องก็ดับ การกระทำแบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการฆ่าลูกด้วยรัก ดังนั้นถ้าพ่อแม่เข้าใจ ว่าชีวิตของลูกจะดี ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีก็หยุดฆ่าลูกด้วยรักซะตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าเลี้ยงลูกแบบผู้อำนวยการสร้าง คือ จัดฉากให้ลูกทุกฉากแบบนั้นเด็กจะไม่มีเวลาเป็นเด็กเลย”

ในขณะที่ ทิชา ณ นคร ผู้ทำหน้าแม่ให้กับเด็กๆ บ้านกาญจนาภิเษกหลายสิบคน กล่าวว่า ความคาดหวังที่พ่อแม่มีให้กับลูกเป็นสิ่งอันตรายมาก พ่อแม่ไม่ควรเรียกร้องจากลูกมากจนเกินไป แม่วัยรุ่นที่มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากสังคมทำให้เขามองเห็นศักยภาพของตัวเอง จะเป็นการช่วยเหลือแม่เหล่านั้นได้ดีที่สุด เมื่อรู้ว่าเด็กพลาดแล้วไม่ควรซ้ำเติมเด็ก แต่ในทางกลับกันควรจะให้กำลังใจ และช่วยเหลือให้พวกเขากลับมามีพื้นที่ยืนในสังคมนี้ได้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ด้าน รศ.ดร.สายฤดี กล่าวว่า ผู้หญิงปัจจุบันรู้สึก ว่าการมีลูกเป็นเรื่องยาก ลำบาก เหนื่อย และไม่มีอะไรตอบแทน เพราะสังคมไทยไม่ให้แม่ได้ทำหน้าที่แม่อย่างเต็มที่เหมือนในต่างประเทศ ภาพด้านดีของแม่ที่เลี้ยงดูเขามาจึงมีให้ลูกเห็นไม่มากนัก จึงทำให้ลูกคิดว่าการเป็นแม่เป็นเรื่องยากสำหรับเขา ดังนั้นพ่อแม่จึงควรพัฒนาตัวเองเพื่อให้เป็นแบบอย่างสำหรับลูก เพื่อเด็กจะได้เติบโตเป็นพ่อแม่ที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป

Leave a comment »

ทำไมต้องย้ายบ้าน(ร.ร.) เสียงเล็กๆจาก”เด็กโยธินบูรณะ”

“พวกหนูอยากรู้ว่า ทำไมต้องมาสร้างรัฐสภาบริเวณ ร.ร.โยธินบูรณะทำไมต้องอยากได้พื้นที่เกียกกาย เป็นเพียงที่พบปะ หารือ ประชุมถกเถียงกันในสภา ทำไมต้องสร้างรัฐสภาใหม่ ที่เก่าไม่ดีไง

ถ้าพวก ส.ส.ทำงานที่ใหม่แล้วจะทำให้ชาติพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมหรือพวกท่านรับรองได้หรือไม่ว่าอนาคตของชาติ คุณภาพของโรงเรียน จะเป็นอย่างไรในสถานที่ใหม่ ทำไมไม่มีใครมาชี้แจง มาบอกพวกหนูบ้างว่า เหตุผลของพวกท่านคืออะไร แล้วที่สำคัญ ทำไมต้องเอาความต้องการของคนเพียง 400 คนมาแลกกับความเดือดร้อนของเด็กซึ่งจะเป็นผู้พัฒนาชาติในอนาคต 3,680 คน” เสียงเล็กๆของกลุ่มนักเรียน ร.ร.โยธินบูรณะร่วมสิบชีวิต ที่ไม่เห็นด้วย หากต้องย้ายที่ตั้งโรงเรียนออกไป เพื่อเป็นสถานที่ทำการรัฐสภาแห่งใหม่

เมื่อวันอังคารที่29 กรกฎาคม 2551 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่เลขาธิการรัฐสภาขอเพิ่มงบประมาณ4,027 ล้านบาท เพื่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่บริเวณย่านเกียกกายบนพื้นที่กว่า 119 ไร่ส่งผลให้ย้ายที่พักทหาร กรมราชองครักษ์ ไปอยู่ถนนศรีสมาน และย้าย ร.ร.โยธินบูรณะไปอยู่ที่วัดสร้อยทอง ห่างจากที่ตั้งเดิมประมาณ 2 กิโลเมตรทั้งหมดคือผลกระทบจากมติ ครม.

ขณะที่”เด็กโยธิน” บอกว่าพวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องย้ายออกจากบ้าน (โรงเรียน) ที่ผูกพัน มีสายสัมพันธ์ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องยาวนานถึง 73 ปีจะต้องถูกทุบ! แล้วไล่พวกเขาไปอยู่บ้านใหม่โดยไม่บอกล่วงหน้าหรือแม้กระทั่งถามสักคำว่าเขาอยากไปหรือไม่

เสียงเล็กๆจากเด็กโยธินคนหนึ่งบอกว่า ได้ยินชาวบ้านบอกว่าจะมีการทุบทิ้งสถานที่ต่างๆที่อยู่บนถนนเกียกกาย รวมทั้ง ร.ร.โยธินบูรณะ เพื่อสร้างเป็นรัฐสภาใหม่ เมื่อฟังก็ไม่เชื่อ เพราะไม่คิดว่า พวกผู้ใหญ่ที่อยู่ในรัฐสภาจะคิดอะไรที่เห็นแก่ตัวแบบนี้ และฮุบเอาโรงเรียนของพวกเราไปเป็นเพียงสถานที่ประชุม หารือ ถกเถียงกันในสภา จากภาพที่เห็นพวกเห็นเราคือความน่าเบื่อหน่าย คนนั้นด่าคนโน้น คนโน้นด่าคนนี้

ซ้ำร้าย”นายมานพ นพศิริกุล” ผอ.ร.ร.โยธินบูรณะ ก็ไม่เคยออกมาชี้แจงบอกกล่าวเรื่องนี้แก่เด็ก เด็กทุกคนในโรงเรียนต้องรับรู้เรื่องของตัวเองจากสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และเมื่อรู้ก็อึ้งไปตามๆ กัน

“พวกผมไม่เข้าใจว่าทำไม ผอ.ไม่ออกมาชี้แจงบ้างว่าอะไรเป็นอะไรและทำไมถึงบอกสื่อมวลชนว่า ได้สอบถามนักเรียนแล้ว ทุกคนไม่มีปัญหา พร้อมที่จะย้ายโรงเรียน แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ ผอ.พูดกับสื่อล้วนไม่เป็นความจริงเด็กประมาณ 90% ไม่มีใครเห็นด้วยที่จะย้าย ไม่มีใครมาสอบถามความคิดเห็นของพวกเรายิ่งช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆ พี่ประธานนักเรียนได้เชิญนักข่าวมา เพื่อชี้แจ้งว่า นักเรียนโยธิบูรณะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นแบบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายพี่ประธานนักเรียนโดนอาจารย์ตักเตือนไม่ให้ข่าว พร้อมบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว” เจ้าของบ้านที่ถูกผู้ใหญ่มองว่าไม่ควรมีปากมีเสียงกับเรื่องของตัวเองเล่า

ขณะที่อีกคนหนึ่งย้ำถามถึงสิ่งที่พวกเขาคาใจว่าพวกเราไม่รู้ว่าครูสอนความเป็นประชาธิปไตยให้ทำไม ในเมื่อเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของความ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ที่เห็นได้ชัดเจน

“ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ สอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ที่เป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่งอยู่ดีๆ จะมามัดมือ ปิดตาเจ้าของบ้าน แล้วสั่งให้เดินออกไปนั้น เรียกว่าประชาธิปไตยแล้วหรือ ทำไม พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้หรือ พวกเราก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่รัก ห่วงแหน ร.ร.โยธินบูรณะบ้านหลังที่2 ของพวกเราทำไมไม่ถามเราสักคำ” คำถามถึงบทเรียนเรื่องประชาธิปไตยที่เด็กโยธินฝากถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมือง

แม้ร.ร.โยธินบูรณะมีพื้นที่เพียง9 ไร่แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่พื้นที่หรือตึกเรียน ที่สร้างขึ้นด้วยอิฐฉาบปูนเท่านั้น แต่สถาบันการศึกษาเลื่องชื่อแห่งนี้ ตราตรึงไปด้วยความรัก ความผูกพัน ห่วงใย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง หากย้ายไปแล้วที่แห่งใหม่จะดีเหมือนที่เดิมไหม หรือแม้กระทั่งเมื่อจบแล้ว หากกลับมาที่เดิม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากคำตัดสินของผู้ใหญ่ ที่ไม่มีแม้คำอธิบายถึงเหตุผลอันควร จะทำลาย “เลือดชมพู-น้ำเงิน” ไปหรือไม่

ไม่เพียงเท่านั้นยังรวมถึงชุมชนที่พวกเขารัก เคยได้เล่น ได้เรียน เช่น สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติเกียกกาย ที่เคยนัดเตะบอล ซ้อมกีฬาสี เป็นแหล่งทำกิจกรรม เรียนรู้นอกห้องเรียนของพวกเขา ชุนชนที่อยู่อย่างสงบสุข ไม่ต้องกลัวม็อบขับไล่รัฐบาลมารุกรานพื้นที่ ไม่ต้องกลัวจะมีคนมาเผาหุ่น ไม่ต้องกลัวจราจรติดขัด

“ผมอยากเป็นสุภาพบุรุษเกียกกาย ไม่อยากเป็นสุภาพบุรุษสร้อยทอง เพราะไม่ใช่ว่าที่ตรงนั้นไม่ดี แต่พวกผม รุ่นพี่ รุ่นน้องต่างเติบโตบนพื้นที่เกียกกาย ทำไมไม่มีใครมาสอบถามความต้องการของพวกเราบ้างว่ารู้สึกอย่างไร ใครๆ ต่างบอกว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ แต่พวกท่านมาทำลายแหล่งศึกษาหาความรู้ของพวกเราทำไม ทำไมต้องเอางบประมาณมาสร้างใหม่ เพื่อสนองความต้องการของคนเพียงไม่กี่ร้อยคน เอางบประมาณตรงนี้ไปพัฒนาการศึกษาเด็กไทยให้ดีขึ้นไม่ดีกว่าหรือ” นักเรียนโยธินบูรณะคนหนึ่งระบุ

เหนืออื่นใดเยาวชนวัยใสกลุ่มนี้ อดน้อยใจไม่ได้ เพื่อเทียบเคียงกับ ผู้อำนายการ อาจารย์ นักเรียน ของโรงเรียนวัดชลประทาน ที่เป็น “น้ำหนึ่งใจเดียวกัน” รวมพลังต่อสู้ เพื่อรักษาโรงเรียนไว้ ไม่กลายเป็นที่สร้างรัฐสภาแห่งใหม่ และพวกเขาก็ทำสำเร็จ แต่ผู้อำนวยการ ครูอาจารย์ ของ ร.ร.โยธินบูรณะ มีเพียงเด็กนักเรียนเท่านั้นที่พยายามดิ้นรนต่อสู้

“ถ้าการย้ายโรงเรียนเป็นเพียงสนองความต้องการของคนเพียงไม่กี่คน ความรุนแรงก็คงเกิดขึ้น ไม่แน่ อาจเห็นนักเรียนโยธินบูรณะใส่ชุดคอซองไปยืนประท้วงหน้าโรงเรียนก็เป็นได้ ฝากผู้ใหญ่คนปัจจุบันให้รับฟังเสียงของคนในอนาคตของชาติบ้าง เพราะถ้าคนปัจจุบันไม่รับฟังเสียงของคนในอนาคต แล้วประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไร”

นี่ไม่ใช่แค่คำขู่แต่อาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ หาก “ผู้ใหญ่” ไม่เคยชี้แจงและไม่เคยรับฟังความคิดเห็น ของพวกเขาบ้างเลย! เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การย้ายตึกเรียนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ควรจะบอกเสียงเล็กๆ เหล่านั้นว่า ทำไมย้ายบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา เพียงเพื่อความสะดวกต่อการเดินทางของผู้ใหญ่ ยุติธรรมแล้วหรือ!

Comments (6) »

ทุกอย่าง10บาท:ปลูกต้นไม้ ฝากธนาคาร

วันที่ 5 สิงหาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คงจะดีไม่น้อย ถ้าต้นไม้ที่เราปลูกไว้ในที่ดินของตัวเอง สามารถนำไปจำนอง กู้เงินจากธนาคารได้
แนวคิดนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะเริ่มต้นมาจากนโยบาย “ปลูกต้นไม้ใช้หนี้” ซึ่งคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี น้อมนำพระราชดำริ “การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ ได้แก่
การปลูกไม้เนื้อแข็ง เพื่อประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัย
การปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อประโยชน์ด้านเป็นอาหาร
การปลูกไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ไผ่ เพื่อประโยชน์ในการทำเครื่องใช้ไม้สอย
และทั้งหมดมีประโยชน์ด้านการรักษาระบบนิเวศน์ได้ด้วย
เดือนพฤษภาคม 2550 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประกาศให้นโยบายปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์
“การพึ่งตนเองและความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พลังงาน อาหาร และยา”
โดยแบ่งการปลูกพืชเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ ปลูกไม้ชั้นบน ไม้ชั้นกลาง ไม้ชั้นล่าง พืชหน้าดิน พืชหัว พืชน้ำ และพืชเถา เพื่อประโยชน์ 5 ประการ ได้แก่ เป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค เป็นที่อยู่อาศัย เป็นพืชพลังงาน และทำเครื่องใช้ไม้สอย
แนวคิดเรื่อง ธนาคารต้นไม้ เป็นการต่อยอดมาจากนโยบาย ปลูกต้นไม้ใช้หนี้ นั่นเอง
ว่าที่ ร.ต.ไสว แสงสว่าง ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาท่าชนะ จังหวัดชุมพร เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว ประจำปี 2550 จากบริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) คือ ผู้จัดการธนาคารต้นไม้ สำนักงานใหญ่ ถือเป็น ผู้จัดการธนาคารต้นไม้ คนแรกของโลก.. !
ปัจจุบัน ธนาคารต้นไม้มี 56 สาขา มีสมาชิกแล้วเกือบ 8,000 คน แต่ละคนจะนำกล้าไม้ยืนต้นไปปลูกแซมในพื้นที่สวนเดิมของตนเอง ระหว่างที่เก็บเกี่ยวพืชผลตามปกติ ก็ดูแลรักษาต้นไม้ให้เติบโตไปด้วย มีการคำนวณมูลค่าของต้นไม้เพิ่มขึ้นปีละ 100 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่ไม้หลายชนิดมีราคาจริงมากกว่านั้นหลายเท่าตัว เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น จำปาทอง ที่คนจีนนิยมนำไปทำโลงศพที่เรียกว่าโลงจำปา หรือมาฮอกกานี ที่นิยมนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี
สมาชิกธนาคารต้นไม้ จะได้รับแจกสมุดบันทึกแบบเดียวกับสมุดบัญชีธนาคาร ที่ลงรายละเอียดว่าปลูกต้นไม้ชนิดใดไว้กี่ต้น อายุกี่ปี เพื่อนำมาคำนวนมูลค่าได้
แต่แค่นั้นคงไม่อาจเรียกว่าเป็น “ธนาคาร” ได้
ว่าที่ ร.ต.ไสว บอกว่า ระบบธนาคารยอมรับการจำนำจำนองที่ดิน รถยนต์ หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ รวมถึงการจำนำพืชผลการเกษตร ขณะที่ต้นไม้ก็มีค่า มีราคา ทำไมจึงจะรับจำนองต้นไม้ไม่ได้..!!?
“ต้นไม้โตขึ้นทุกวัน ไม่มีความเสี่ยง มูลค่าเพิ่มขึ้นตามอายุขัย น้ำมันแพง เปลี่ยนรัฐบาล ต้นไม้ก็ยังโต และไม้หายากขึ้น ทุกวันนี้เงินหมื่นบาทซื้อไม้ได้ไม่ถึงสิบแผ่นด้วยซ้ำ” ว่าที่ ร.ต.ไสว ให้เหตุผลว่าทำไมจึงจะคิดว่าให้ต้นไม้เป็นหลักทรัพย์ไม่ได้

วิธีการรับจำนองก็ไม่ยาก เมื่อมีสมุดบัญชีธนาคารต้นไม้อยู่แล้ว ย่อมรู้ว่าใครมีต้นไม้ชนิดไหน จำนวนกี่ต้น อายุกี่ปี คำนวณราคาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พนักงานของธนาคาร (ซึ่งก็น่าจะเป็น ธ.ก.ส.นั่นเอง) สามารถออกไปตรวจสอบในพื้นที่จริงได้ เช่นเดียวกับการรับจำนำข้าว หรือผลผลิตชนิดอื่น หรือจะตรวจสอบจากแผนที่พิกัดดาวเทียมก็ยังได้
เมื่อต้นไม้โตอายุครบ 20 ปี ก็ตัดขายนำเงินมาชำระหนี้ ระหว่างนั้นหากเกรงว่าจะมีภัยธรรมชาติทำให้ต้นไม้ล้ม ก็ทำประกันไว้เช่นเดียวกับประกันภัยพืชผลการเกษตร
ปัญหาอยู่ที่ว่านโยบายของรัฐบาลจะยอมรับแนวคิดหรือไม่ เพราะนอกจากระบบธนาคารที่จะต้องยอมรับว่าต้นไม้เป็นหลักทรัพย์แล้ว การกู้เงินโดยใช้ต้นไม้ค้ำประกัน ยังต้องอาศัยงบประมาณของรัฐมาชำระดอกเบี้ยแทนผู้กู้ เช่นเดียวกับการจำนำพืชผลการเกษตรด้วย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะปกติรัฐมีงบปลูกป่าอยู่แล้ว 100 บาทต่อต้นต่อปี เป็นค่ากล้าไม้และค่าจ้างบุคลากรปลูกและดูแลป่า หากรัฐนำงบก้อนนี้มาชำระดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการธนาคารต้นไม้ ชาวบ้านจะเป็นผู้ดูแลต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในที่ดินของตนเองอยู่แล้ว โครงการนี้ก็จะเป็นจริงได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตามไม่ว่าโครงการธนาคารต้นไม้จะเป็นจริงได้หรือไม่ การปลูกไม้ยืนต้นก็จะสร้างคุณค่าให้ผู้ปลูกได้อยู่แล้ว ทั้งตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือจะคิดเสียว่าเป็นเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณอายุจากการทำเกษตรกรรมก็ได้ เมื่อแก่ตัวลงก็ตัดไม้ที่โตเต็มที่ขาย นำเงินมาใช้ในบั้นปลายชีวิต หรือในอนาคตอาจสร้างรายได้ทางอ้อมจากการขายคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย.

คุณนายทอม

Comments (1) »

สิ่งที่พ่อ แม่ ครูควรส่งเสริมเมื่อลูกเรียนชั้นอนุบาล

เชื่อว่าในช่วงนี้พ่อแม่หลายคนเพิ่งจะส่งลูกน้อยเข้าเรียนอนุบาล และเมื่อลูกน้อยเริ่มเข้าเรียนมีสิ่งใดบ้างที่ควรส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้ และบทบาทของโรงเรียนในเรื่องการปลูกฝังคุณธรรมควรเป็นไปในทิศทางใด

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่กวนใจคุณพ่อคุณแม่ในยุคข้าวยากหมากแพงมาโดยตลอด เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และที่ปรึกษานิตยสาร คิดส์ แอนด์ สคูล (Kids and School) และ สุวรรณี เรวัตบวรวงศ์ ผู้บริหาร คิดส์ แอนด์ สคูล นิตยสารสำหรับพ่อแม่เรียนรู้ เพื่อลูกวัย 3-9 ขวบ เก่งรอบด้าน จะมาให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ได้รับทราบกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.สุจินดา จากสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า เด็กที่เริ่มเข้าเรียนในชั้นอนุบาล อย่างแรกควรหัดให้เขาพึ่งตัวเองก่อน อย่าไปเร่งรีบว่าไปโรงเรียนแล้วจะต้องเขียน อ่าน เป็นเลยทันที พ่อแม่บางคนถึงขนาดว่าต้องกำหนดให้เรียนภาษาอื่นตามไปด้วย

เด็กในวัยนี้ยังคงชอบเล่นอยู่ เป็นธรรมชาติของเด็กคือหนีไม่พ้นการเล่น แต่จะเล่นอย่างไรให้สมกับวัยเขา ตรงกับพัฒนาการและได้การเรียนรู้ ในเด็กทั่วไปถ้าได้เล่นตามธรรมชาติ เด็กก็จะได้ค้นหาในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีการปูพื้นฐานที่ถูกต้องในการเรียนรู้ ให้เล่นเป็น เด็กก็จะเล่นตามสัญชาตญาณของเขา ตามความต้องการเบื้องต้นของเขา คือสนุก เล่นด้วยความแปลกใหม่ แต่เขาอาจจะไม่มีทิศทาง ครูอนุบาลในฐานะนักการศึกษาปฐมวัยต้องเข้าไปมีบทบาท มีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ด้วยการตั้งคำถามหรือตั้งเป้าหมายว่า เล่นแล้วเด็กจะได้อะไร แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่มุ่งมาด ให้เด็กเป็นไปตามที่เราคาดหวัง ดร.สุจินดาให้ความรู้

พร้อมกันนี้ยังกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่ควรส่งเสริมตั้งแต่ในวัยอนุบาลคือการบริโภคด้วยปัญญา เราต้องปลูกฝังหล่อหลอมตั้งแต่เด็ก โดยที่กระทรวงศึกษาธิการพูดถึงคุณธรรม 8 ประการ แล้วก็มีการบัญญัติออกมา แต่ในฐานะครูอนุบาล เราไม่สามารถสอนเด็กตรงๆ ด้วยการพูดเพียงอย่างเดียว ควรจะควบคู่ไปกับการทำกิจกรรม เพราะจะนำไปสู่การวิเคราะห์ พูดคุย การสังเคราะห์ เด็กก็จะเข้าไปสู่การเรียนรู้ และนำไปสู่การหล่อหลอมนิสัยพื้นฐานของเด็ก ให้เกิดอุปนิสัย นำไปสู่การเกิดคุณธรรม

ด้าน สุวรรณี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร คิดส์ แอนด์ สคูล กล่าวว่าปัจจุบันเด็กมีนิสัยก้าวร้าวขึ้น มาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากหลายสาเหตุ เช่น เด็กเข้าถึงโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ตมากขึ้นโดยไม่ได้รับการอธิบาย เด็กจะมีความก้าวร้าว อารมณ์รุนแรงมากขึ้น เพราะถูกอิทธิพลจากสื่อภายนอกเข้ามาสอนพวกเขา อีกด้านหนึ่งคือพ่อแม่ในปัจจุบันมีเวลาในการเลี้ยงลูกน้อยกว่าในสมัยก่อน เลยต้องฝากความหวังไว้กับโรงเรียนโดยไม่ได้คำนึงถึงสื่อภายนอก เด็กจึงไม่รู้ว่า สิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดีนั่นเอง

จากหนังสือพิพม์คมชัดลึก

Leave a comment »