ระวังมากๆ มันอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด สาธารณสุขเตือนอันตรายจากเครื่องถ่ายเอกสาร

ต้องระวังมากๆ นอกจากเครื่องถ่ายเอกสารแล้ว ก็พวกเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นแบบเลเซอร์ทั้งหลายก็ต้องระวัง ส่วนเครื่องแบบ Inkjet ไม่แน่ใจว่าอันตรายมากหรือเปล่า

ข่าวจาก

http://dailynews.co.th/regional/323744

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ. เปิดเผยว่า ระวังเครื่องถ่ายเอกสารที่ใช้ในสำนักงาน มีอันตรายจากกลิ่นสารเคมี ทำให้ระคายเคืองตา จมูก วิงเวียนศีรษะ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคระบบหายใจ เช่น โรคหอบหืด ส่วนสารเรืองแสง จากเครื่องในขณะที่ถ่ายเอกสาร อาจทำให้แสบตา กระจกตาอักเสบ อีกทั้งผงหมึกในเครื่องถ่ายเอกสาร เป็นสารเคมีที่เป็นอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผงหมึกหรือสูดดมเอาผงหมึกเข้าสู่ร่างกาย “สารที่เคลือบไว้ที่ลูกกลิ้งเครื่องถ่ายเอกสาร จะระเหยออกมาในระหว่างใช้งาน เช่น เซเลเนียม หากสูดดมมากเกินไป ลิ้นจะเฝื่อน อาหารไม่ย่อย วิงเวียนศีรษะ และเมื่อได้รับในระดับความเข้มข้นสูงจะเป็นอันตรายต่อตับและไต ส่วนแคดเมียมเป็นสารก่อมะเร็ง จะถูกปล่อยออกจากเครื่องถ่ายเอกสารน้อยกว่าเซเลเนียม แต่เป็นอันตรายมากกว่า” รมว.สธ. กล่าว… ขณะที่ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า ผู้ใช้เครื่องถ่ายเอกสารต้องรู้จักวิธีป้องกันตนเอง โดยทุกครั้งควรปิดฝาครอบให้สนิท พร้อมทั้งติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เฉพาะที่ในห้องถ่ายเอกสาร สวมถุงมือแบบใช้แล้วทิ้งและสวมหน้ากากกันฝุ่นขณะเติมผงหมึก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับลูกกลิ้งด้วย“

อ่านต่อที่ : http://dailynews.co.th/regional/323744

Leave a comment »

Autcad 2016 ใหม่ ออกแล้ว

Autcad 2016 ใหม่ ออกแล้ว มาตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายน 2558

สนใจติดต่อตาม link ด้านล่างได้เลยครับ

http://www.itfocusthai.com/AutoDeskSoftware/AutoCAD-LT-2016-and-for-MAC.html

สำหรับ Autocad สำหรับ เครื่อง Mac ตอนนี้ยังเป็นรุ่น 2015  อยู่ แต่คาดว่าอีกไม่นานก็คงออกเวอร์ชั่น 2016 ออกมาแน่นอน

สนใจติดต่อขอราคาได้นะครับ

Leave a comment »

คนเปลี่ยนหัวคน เป็นไปได้? แพทย์อิตาลีประกาศทำได้

อ่านแล้วยังอึ้งๆ คิดไม่ออกว่าถ้าทำสำเร็จแบบสมบูรณ์แบบเลย ถอดเปลี่ยนกันได้ตามใจเลยดีหรือไม่ดี

http://thairath.co.th/content/494532

การผ่าตัดเฉือนคอ เพื่อนำไปใส่ในร่างใหม่ หากสัก 10 หรือ 20 ปีที่แล้ว มีใครพูดเรื่องนี้ขึ้นมา มีหวังถูกนำตัวไปเช็กสมองแน่ว่า ยังสติดีอยู่หรือไม่แน่ แต่…ปัจจุบันโลกต้องตกตะลึง เมื่อมีนายแพทย์ชาวอิตาลี ประกาศก้องโลกว่า เค้าสามารถทำเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้นี้ ให้เป็นไปได้ มันจะเป็นไปได้จริงหรือ เทคนิคทางการแพทย์อันสลับซับซ้อนนี้ จะทำให้การตายหมดสิ้นไปจากโลก และทำให้การชุบชีวิตใหม่ เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หรือวิถีทางการแพทย์นี้ หากประสบความสำเร็จจริง จะทำให้เกิดการ Mutation หรือการกลายพันธุ์ ในหมู่มวลมนุษยชาติ เหมือนในภาพยนตร์ X-MEN หรือไม่ ทุกคำตอบนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปฟังจากปากกูรู และผู้คร่ำหวอดด้านวิทยาศาสตร์เมืองไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

ผ่าตัด ตัดหัวเสียบร่างใหม่ เกิดขึ้นจาก…

เป็นความคิดของนักวิทยาศาสตร์อิตาลี ชื่อ เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร (Sergio canavero) ซึ่ง ได้ประกาศตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว (ค.ศ.2013) ว่า ได้พัฒนาวิธีการทางการแพทย์ จนมีความแน่ใจและมีความพร้อม ว่าจะสามารถผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนหัวมนุษย์ได้ภายใน ค.ศ.2017 ซึ่งการเปลี่ยนหัวที่ว่านี้ เป็นการเปลี่ยนหัวจริงๆ คือ ตัดตั้งแต่ศีรษะถึงคอของมนุษย์ เพื่อไปใส่ไว้ในร่างมนุษย์อีกร่างหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นร่างของคนที่ตาย ซึ่งอาจจะเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ หรือจบชีวิตด้วยโรคต่างๆ ที่ทำให้สมองตาย แต่ร่างกายยังดีอยู่ โดยอ้างว่าวิธีการดังกล่าว ทำไปเพื่อช่วยมนุษย์ที่ประสบปัญหาอาการป่วยทางร่างกาย หรือมีความพิการ แต่สมองยังทำงานได้ดี เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

ซึ่งหลังจากได้ประกาศออกไป พร้อมกับให้ผู้ที่สนใจ เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครสำหรับการทดลองผ่าตัดครั้งประวัติศาสตร์สำหรับวิทยา การทางการแพทย์ดังกล่าว ก็ปรากฏว่าได้มีผู้ให้ความสนใจเสนอตัวเป็นอาสาสมัครร่วม 1 พันคน และเมื่อกลางเดือนเมษายน ค.ศ.2015 แพทย์อิตาลี ก็ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ อาสาสมัครคนแรกที่ได้รับการคัดเลือก (และก็เป็นข่าวดังไปทั่วโลก) เป็นชายชาวรัสเซีย ชื่อ วาเลอรี สปิริโดนอฟ (Valery spiridonov) อายุ 30 ปี เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่ป่วยเป็นอัมพาต ร่างกายไม่สามารถใช้งานได้ แต่สมองยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเจ้าตัวยอมรับว่า แม้จะรู้สึกหวาดกลัวกับการผ่าตัดดังกล่าว แต่เค้าเองก็ไม่มีทางเลือก หากไม่ทำอะไรเลย ก็คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน และที่สำคัญก็คือ หากแม้ล้มเหลว วงการวิทยาศาสตร์ก็จะมีองค์ความรู้เพิ่มเติมสำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาเรื่อง นี้ให้สำเร็จต่อไปได้ในอนาคต

Leave a comment »

น่าสงสารเด็ก น่าห่วง ต้องระวังมากๆ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง

น่าสงสารเด็ก น่าห่วง ต้องระวังมากๆ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ห้ามประมาทเด็ดขาด อย่าคิดว่าไม่มีวันเกิดกับเรา

http://news.mthai.com/general-news/363534.html

น้องแก้ม วัย 13 ปี หายปริศนาบนรถไฟตู้นอน สายสุราษฎร์ธานี-กทม. คาดหายที่ประจวบฯ สอบเค้น 3 พนักงานรถไฟ 
ญาติ แจ้งความ ด.ญ. วัย 13 ปี หายปริศนาบนรถไฟตู้นอน สาย กทม.-สุราษฎร์ธานี ตร.คาดหายที่ จ.ประจวบฯ สอบเค้น 3 พนง.รถไฟ ประสาน ภ.7-8 และ ดส.ปูพรมหาตัว
พ.ต.ท. ทรงกลด พัฒนวราภรณ์ พงส.ผนพ. (หัวหน้างานสอบสวน) สน.นพวงศ์ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ได้มีญาติของ ด.ญ.กชกร (ขอสงวนนามสกุล) หรือ น้องแก้ม วัย 13 ปี นักเรียน ชั้น ม.2 ร.ร.สตรีนนทบุรี มาแจ้งความว่า ด.ญ.คนดังกล่าว ได้หายตัวอย่างลึกลับไป ระหว่งการเดินทางบนขบวนรถไฟ สายสุราษฎร์ธานี-กทม. โดย ด.ญ. คนดังกล่าวเดินทางมากับพี่สาวและเพื่อนชายของพี่สาว ในตู้นอนชั้น 1 ของขบวนรถไฟ และคาดว่าช่วงที่ ด.ญ. หายตัวไป และขาดการติดต่อ น่าจะอยู่บริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยไม่สามารถติดต่อโทรศัพท์มือถือได้

น้องแก้ม หายตัวไปบนรถไฟตู้นอน

หลังจากที่ขบวนรถไฟ ได้เข้าเทียบชานชาลา ที่สถานีกรุงเทพฯ หรือหัวลำโพง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค้นหาทุกตู้ทุกโบกี้ ก็ไม่พบ ด.ญ. วัย 13 ปี แต่อย่างใด ซึ่งทางตำรวจได้นำตัว พนักงานชาย 3 ราย มาสอบสวน หลังพบว่าเข้าเวรในช่วงเวลาที่ ด.ญ. หายตัวไป และ 1 ในนั้น พบมีรอบขีดข่วนในบนร่างกายด้วย ซึ่งตำรวจได้คุมตัวไว้แล้ว

ล่าสุด ทางตำรวจรถไฟ ได้ประสานกับ ตำรวจท้องที่ ภาค 7, 8  และตำรวจสวัสดิภาพเด็กและสตรีลงพื้นที่ ในจุดที่คาดว่าเด็กหายไป เพื่อติดตาม ด.ญ. คนดังกล่าวแล้ว

Leave a comment »

AutoCAD 2015 ออกใหม่แล้ว(มาได้สัก 1-2เดือนแล้ว)

AutoCAD 2015 ออกใหม่แล้ว(มาได้สัก 1-2เดือนแล้ว)

ดูจาก post เก่าๆ เหมือน AutoCAd 2014 เพิ่งจะออกเกือบๆปลายปีที่แล้ว(2013) เอง แต่ตอนนี้ออก Version ใหม่แล้ว

ลูกค้าท่านใดสนใจสั่งซื้อ รับรองว่าราคายุติธรรม ไม่แพงแน่นอน แถมตอนนี้มีโปรโมชั่นน่าสนใจมากๆ

สนใจอุดหนุนกันได้ตาม link เลย

http://www.itfocusthai.com/AutoDeskSoftware/AutoCAD-2015.html

 

Leave a comment »

อุทาหรณ์สำหรับคนยุคปัจจุบัน หญิงจีนหวิดตาบอดนอนเล่นมือถือในที่มืด

อุทาหรณ์สำหรับคนยุคปัจจุบัน ที่ใช้สายตาจ้อง มือถือ+คอมพิวเตอร์+อิเลคทรอนิกส์ มากเกินไป

ข่าวจาก

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/world/20140225/565211/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%94.html

 

หญิงจีนหวิดมอง ไม่เห็นตลอดชีวิต หลังจ้องจอมือถือวันละหลายชั่วโมงจนจอประสาทตาหลุดลอก หมอชี้แบ่งเวลาใช้งานให้สมดุล อย่าเล่นเกินความจำเป็น

สตรีจีนแซ่หลิวรายหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียง ต้องทนทุกข์กับภาวะ “จอประสาทตาเสื่อม” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง หลังหญิงสาวเล่นโทรศัพท์มือถือใน ห้องที่ปิดไฟจนมืดสนิทโดยเฉลี่ยวันละ 2-3 ชม.มานาน ซึ่งหลิวเผยว่าตนเองเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของดวงตาข้างขวาในสัปดาห์ก่อน โดยมักจะมองวัตถุผิดสัดส่วนจากความเป็นจริง และเหมือนเห็นหมอกควันจางๆ อยู่ตลอดเวลา

“เมื่อคุณหมอปิดตาข้างซ้ายของฉัน ทุกอย่างที่ฉันเห็นด้วยตาข้างขวานั้นดูไม่ชัดเจนไปเสียหมด อย่างเช่นวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากก็กลายเป็นทรงรีๆ กลมๆ แทน”

ทั้งนี้นายแพทย์ผู้ทำการรักษาระบุว่า หลิวประสบกับภาวะจอประสาทตาบางส่วนหลุดลอก ซึ่งเป็นผลมาจากการจ้องจอโทรศัพท์มือถือในที่มืดเป็นเวลานานเกินไป

ด้านนายเจ้า ปิงคุน จักษุแพทย์ในมณฑลเจ้อเจียง กล่าวว่า การจดจ้องจอภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในที่มืดหรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ นานๆ หลายชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อซิลิอารี (Ciliary muscle) หรือกล้ามเนื้อยึดเลนส์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเลนส์สายตาให้มีการปรับโฟกัสสั้น-ยาว เพื่อมองภาพวัตถุในระยะทางต่างๆ ได้ชัดเจน เกิดการชำรุดเสียหายขึ้นมาได้

นอกจากนั้น ภาวะจอประสาทตาหลุดลอกยังสามารถนำไปสู่ภาวะตาบอดสนิท ถาวรอีกด้วย โดยจักษุแพทย์จำนวนมากต่างยืนยันว่าผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่องล้วนมีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวเป็นต้นเหตุ โดยเฉพาะผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภทในชีวิต ประจำวัน

ก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ย. 2556 ชายชาวจีนราย หนึ่งจากมณฑลฝูเจี้ยน ต้องสูญเสียการมองเห็นของดวงตาข้างขวา หลังเขาใช้เวลากว่า 10 ชม.ของแต่ละวันนั่งอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์ เพื่อดำเนินธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพดวงตากระตุ้นเตือนคนรุ่นใหม่ให้ใช้อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์อย่างสมเหตุสมผล และจัดแบ่งเวลาใช้งานและพักสายตาให้สมดุลอยู่เสมอ

Leave a comment »

ชีวิตเริ่มอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ ทางแก้ต้องใช้สมองและลงมือทำ

เรื่องเงินบริจาคเป็นแสนนี่มีมาตั้งนานแล้วเป็นล้าน สิบล้าน ก็คิดว่ามี กวดวิชาราคาแพง ก็มีมานานแล้ว  ตราบใดที่คนมีเงินคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง(บางทีไม่มียังต้องขวนขวายหามา) และคนรับก็พร้อมจะรับ  ดีมานด์กับซัพพลายมาเจอกัน แถมถ้าดีมานด์มากกว่าซัพพลายราคามันก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1384182703&grpid=03&catid=&subcatid=

ผลวิจัยชี้เด็กไทยเจอรายจ่ายอื้อ เงินบริจาคสูงสุดแสนบ.-กวดวิชา8หมื่น/ปี

ผลวิจัยชี้เด็กไทยเจอรายจ่ายอื้อ เงินบริจาคสูงสุดแสนบ.-กวดวิชา8หมื่น/ปี จี้ศธ.รื้อระบบอุดหนุน-แนะให้คูปองเด็กจน

 

แหล่ง ข่าวระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการวิจัยเรื่อง ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเอกชนของนักเรียน หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่นักเรียนและผู้ปกครองเป็นผู้รับภาระ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลสนับสนุน” โดยสำนักงานปลัด ศธ. ซึ่งได้สำรวจวิจัยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2555 ประเภทสามัญศึกษา ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 3,039 คนทั่วประเทศด้วยวิธีการตอบแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง ผู้ปกครอง นักเรียน และครู จำนวน 65 คน ถึงค่าใช้จ่ายตอนที่เรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของนักเรียนขณะศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2554 แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ค่าใช้จ่ายรายวัน และค่าใช้จ่ายรายปี โดยค่าใช้จ่ายรายวัน ประกอบด้วย ค่าเดินทางไป-กลับโรงเรียน ค่าอาหาร/ค่าขนม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ กลุ่มตัวอย่างมีค่าเดินทางไป-กลับโรงเรียนเฉลี่ยวันละ 38.87 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดวันละ

300 บาท ต่ำสุดวันละ 3 บาท และกลุ่มตัวอย่าง มีค่าอาหาร/ค่าขนมเฉลี่ยวันละ 59.26 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุด วันละ 300 บาท ต่ำสุดวันละ 10 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเครื่องเขียน ค่ารายงาน เงินห้อง เป็นต้น เฉลี่ยวันละ 34.39 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุด วันละ 300 บาท ต่ำสุดวันละ 1 บาท

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ด้านค่าใช้จ่ายรายปี ประกอบด้วย ค่าเล่าเรียน ค่าโปรแกรมเสริมคุณภาพ ค่ากิจกรรม ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์ ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหารกลางวัน ค่าธรรมเนียมสมาคมผู้ปกครองและครู/เงินบริจาค ค่าเรียนพิเศษ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าอินเตอร์เน็ต พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเล่าเรียน ค่าโปรแกรมเสริมคุณภาพ ค่ากิจกรรมเฉลี่ยปีละ 8,494.92 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดปีละ 60,000 บาท ต่ำสุดปีละ 100 บาท กลุ่มตัวอย่างมีค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียนเฉลี่ยปีละ 2,743.99 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดปีละ 19,000 บาท ต่ำสุดปีละ 100 บาท กลุ่มตัวอย่างมีค่าที่พักเฉลี่ยปีละ 18,281.73 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุด ปีละ 60,000 บาท ต่ำสุด ปีละ 1,500 บาท และมีค่าอาหารกลางวัน เฉลี่ยปีละ 4,328.74 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดปีละ 10,000 บาท ต่ำสุดปีละ 500 บาท ส่วนค่าธรรมเนียม สมาคมผู้ปกครองและครู เงินบริจาคเฉลี่ยปีละ 965.34 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดปีละ 100,100 บาท ต่ำสุดปีละ 100 บาท นอกจากนี้ ยังมีค่าเรียนพิเศษเฉลี่ยปีละ 9,479.19 บาท มีค่าใช้จ่ายสูงสุดปีละ 80,000 บาท ต่ำสุดปีละ 1,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น เฉลี่ยปีละ 1,820.89 บาท มีค่าใช้จ่ายสูงสุด ปีละ 10,000 บาท ต่ำสุด ปีละ 250 บาท

“งานวิจัย ชิ้นนี้ยังได้จำแนกค่าใช้จ่ายตามสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ สถานที่ตั้งครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษารายวันและค่าใช้จ่ายทางการศึกษารายปีสูงกว่าครัว เรือนที่ตั้งอยู่นอกเขตเทศบาล โดยครัวเรือนที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละ 19,146.09 บาท ส่วนครัวเรือนที่ตั้งอยู่นอกเขตเทศบาลเฉลี่ยปีละ 11,705.21 บาท และเมื่อจำแนกตามอาชีพของผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองที่มีค่าใช้จ่ายสูงสามอันดับแรก ได้แก่ ผู้ปกครองที่มีอาชีพเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษารายปีสูงสุดเฉลี่ยปีละ 31,546.89 บาท รองลงมาคือผู้ปกครองที่มีอาชีพรับราชการ เฉลี่ยปีละ 25,440.08 บาท และมีอาชีพลูกจ้างเอกชน มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษารายปี เฉลี่ยปีละ 23,555.12 บาท ตามลำดับ โดยผู้ปกครองที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป นักเรียนมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษารายปี น้อยที่สุด เฉลี่ยปีละ 9,155.77 บาท” แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า งานวิจัยดังกล่าวได้สรุปข้อเสนอที่น่าสนใจ อาทิ ศธ.ควรส่งเสริมโอกาสในการศึกษาของนักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มที่มี พื้นฐานมาจากครอบครัวฐานะยากจน ผู้ปกครองมีระดับการศึกษาต่ำ ให้สามารถเข้าถึงการเรียนการสอนในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกับการเรียนการ สอนของโรงเรียนซึ่งนักเรียนมาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและระดับการ ศึกษาของครัวเรือนที่สูงกว่า โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น การใช้คูปองค่าใช้จ่ายทางการศึกษา การให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักเรียนอย่างแปรผันตามระดับเศรษฐฐานะของ ครัวเรือนเพื่อเป็นการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความแตกต่างของเศรษฐฐานะของครัวเรือนและนักเรียน เป็นสำคัญ

แหล่ง ข่าวกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ งานวิจัยพบว่าค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่มีผลกระทบต่อระดับผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียน คือค่าใช้จ่ายในหลักสูตรพิเศษต่างๆ ในโรงเรียน และการเรียนพิเศษนอกโรงเรียน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในรายการอื่นๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน

ไม่ ได้มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ที่แตกต่างกันของนักเรียน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจะปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญของนโยบายการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ทางการศึกษาต่างๆ อาทิ นโยบายการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งให้ความสาคัญต่อค่าใช้จ่ายที่จะมีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน สูง และโดยมุ่งเน้นไปที่นักเรียนในกลุ่มยากจนมากกว่า

 

Leave a comment »