Archive for Uncategorized

กิจกรรมง่ายๆที่ช่วยให้ลูก พูด อ่าน เขียน ได้ดี / ดร.แพง ชินพงศ์

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กนั้นเริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิดคือทันทีที่คลอดออกมาสู่โลกภายนอกด้วยการส่งเสียงร้องไห้ จนถึงอายุ 6เดือนซึ่งเป็นวัยที่เขาจะสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยเสียงอ้อแอ้ เอิ๊กอ๊าก เด็กในวัย 9 เดือนถึง 1 ขวบ จะสามารถพูดคำง่ายๆเช่นคำว่า “แม่”ได้ และเด็กในวัย 2 ถึง 3 ขวบจะเรียนรู้เรื่องของภาษาผ่านการได้ยินได้ฟัง คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหมั่นพูดคุยกับลูกบ่อยๆหรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง อย่าเข้าใจเอาเองว่าพูดคุยไปลูกก็ฟังไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจ เพราะเด็กในวัยนี้จะรู้สึกมีความสุขที่ได้ยินเสียงพูดคุยของคุณพ่อคุณแม่และถือเป็นวัยสำคัญสำหรับการเริ่มต้นในการพัฒนาทางด้านภาษาโดยผ่านทางการฟังและการได้ยิน

ส่วนเด็กในวัย 4 ถึง 5 ขวบเป็นวัยที่ส่วนใหญ่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้บ้างแล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนาการอ่านและการเขียนให้กับลูกได้โดยการหาหนังสือนิทานดีๆให้อ่านหรือหากระดาษเปล่าพร้อมดินสอ สีเมจิก สีไม้ สีเทียน มาให้ลูกใช้ขีดเขียนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกอยากเขียนหนังสือ

จะเห็นได้ว่าแหล่งเรียนรู้ทางด้านภาษาที่ดีที่สุดซึ่งก่อให้เกิดพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กส่วนใหญ่แล้วมักจะเรียนรู้จากคนที่อยู่ใกล้ตัว เช่นคุณพ่อคุณแม่เป็นสำคัญ เด็กบางคนมีความสามารถในการพูด อ่าน เขียนได้หลายภาษาเพราะคนที่บ้านหรือคนที่อยู่แวดล้อมใช้ภาษาที่แตกต่างกันหลายภาษาในการพูดคุยกับเด็กจนเด็กสามารถเรียนรู้และซึมซับภาษาต่างๆเหล่านั้นแล้วนำไปใช้ได้อย่างดีแม้จะไม่เคยเรียนเป็นจริงเป็นจังในห้องเรียนเลยก็ตาม

ตามทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ของดร.โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Dr.Howard Gardner) กล่าวถึงลักษณะของเด็กที่มีความสามารถทางด้านภาษาว่า สามารถใช้ภาษาสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่วและมีทักษะด้านการพูด การอ่านและการเขียนในระดับที่ดี ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกมีความสามารถโดดเด่นทางด้านภาษาแล้ว ก็สามารถส่งเสริมความสามารถทางด้านภาษาของลูกได้โดยผ่านทางตัวอย่างของรูปแบบกิจกรรมง่ายๆที่คุณพ่อคุณแม่หรือใครๆก็สามารถทำได้ ดังนี้

1. ข้อความสื่อรัก

คุณพ่อคุณแม่หากระดาษไว้เขียนข้อความสื่อสารกับลูก เช่นก่อนลูกเข้านอนคุณพ่อคุณแม่อาจจะเขียนข้อความไว้ให้ลูกอ่านว่า “นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์” เมื่อลูกได้อ่านแล้วนอกจากจะรู้สึกอบอุ่นหัวใจแล้วยังได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่คือคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ด้วย คุณพ่อคุณแม่อาจจะอธิบายคำศัพท์ที่ใกล้เคียงกันเพิ่มเติม เช่นคำว่า “อรุณสวัสดิ์” ได้อีก และยังสามารถโยงไปสู่คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ด้วยทั้ง Good night และ Good morning เช่นนี้แล้วลูกก็จะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มขึ้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกเขียนข้อความสื่อรักให้กับคุณพ่อคุณแม่ด้วย ซึ่งบางครั้งลูกอาจจะเขียนถูกบ้างผิดบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าไปตำหนิลูกแต่ให้อธิบายสิ่งที่ถูกต้องให้กับเขาเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ในสิ่งที่ถูกหรืออาจจะให้ลูกเป็นคนอธิบายถึงสิ่งที่เขาเขียนให้เราฟังก็ถือเป็นการฝึกให้เกิดการพัฒนาทางด้านภาษาผ่านทางการพูดได้อีกด้วย เช่นลูกเขียนข้อความว่า “อยากกินไอสะกรีมรสกะทิ” คุณพ่อคุณแม่ก็แก้ไขให้ลูกใช้คำศัพท์ให้ถูกต้องว่า “ไอศกรีม” และให้ลูกอธิบายว่ารสกะทิเป็นอย่างไร กะทิทำมาจากอะไรอย่างนี้เป็นต้น

2. คิกคักข้างหู เวลาว่างหรือเวลาใดก็แล้วแต่ที่คุณพ่อคุณแม่ได้อยู่กับลูก ลองพูดข้อความอะไรก็ได้ให้ลูกฟังใกล้ๆหูแล้วให้ลูกพูดข้อความนั้นต่อไปยังคนอื่นโดยให้พูดใกล้หูคนนั้นเช่นกัน เมื่อพูดต่อกันครบทุกคนแล้วให้เฉลยว่าคนแรกพูดว่าอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างจากที่ได้พูดต่อกันมาหรือไม่ วิธีการนี้ฝึกพัฒนาการได้หลายอย่างทั้งการได้ยิน ความจำและการใช้ภาษาสื่อสาร เช่น คุณพ่ออยู่ในลำดับแรกพูดสุภาษิตคำพังเพยว่า “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ให้ลูกที่อยู่ลำดับที่สองฟัง แล้วลูกต้องพูดประโยคนี้ต่อไปให้คุณแม่ที่อยู่ลำดับที่สามได้ฟัง บางทีลูกอาจพูดผิดเป็น “ไก่เห็นนมงู งูเห็นนมไก่” คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องช่วยแก้ไขให้ถูกต้องและอธิบายความหมายของสุภาษิตคำพังเพยให้ลูกได้เข้าใจด้วย หรืออาจสลับให้ลูกอยู่ในลำดับแรกได้คิดคำหรือประโยคเอง ก็จะเป็นการช่วยให้เขาได้ฝึกความสามารถทางภาษาได้อย่างมาก กิจกรรมนี้เล่นได้สนุกและมีประโยชน์ ถ้าวันไหนได้เล่นกิจกรรมนี้รับรองว่าจะได้ยินลูกๆหัวเราะชอบใจกันเสียงดังทีเดียว

3. ฝึกพูดและเขียนจากภาพ คุณพ่อคุณแม่เตรียมรูปภาพต่างๆไว้ อาจเอามาจากหนังสือหรือเป็นการ์ดรูปภาพตามแต่สะดวก ไม่ว่าจะเป็นรูปคน รูปสัตว์ รูปต้นไม้ดอกไม้ รูปยานพาหนะ โดยให้นำภาพเหล่านั้นวางคว่ำไว้และให้ลูกเลือกเปิดภาพขึ้นมาทีละหนึ่งภาพ แล้วตอบว่าเป็นภาพอะไร การตอบอาจให้พูดหรือเขียนก็ได้ และอาจให้ตอบทั้งภาษาไทยหรือภาษาอื่น เช่นภาษาอังกฤษก็ได้ แล้วให้เขาพยายามอธิบายถึงลักษณะของสิ่งที่อยู่ในภาพเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น ลูกเปิดได้ภาพดอกกุหลาบสีแดง ลองให้เขาตอบว่า คำว่า “ดอกกุหลาบ”และคำว่า “สีแดง” ในภาษาอังกฤษสะกดอย่างไร และลองให้เขาอธิบายว่าดอกกุหลาบมีสีอะไรบ้าง มีกลิ่นหอมหรือเหม็น ต้นกุหลาบเป็นอย่างไร มีหนามหรือไม่มี กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสามารถในการพูด การเขียนและการอธิบายสิ่งต่างๆตามจินตนาการหรือตามประสบการณ์ที่ลูกได้เคยพบเห็น ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาทางด้านภาษาของเด็กได้ดีแล้วยังช่วยพัฒนาสมองในส่วนของความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

นอกจากกิจกรรมง่ายๆข้างต้นนี้แล้ว การส่งเสริมพัฒนาทางภาษาของลูกคุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาในเรื่องภาษาของเด็ก เช่น จัดมุมสบายๆในบ้านให้เป็นมุมอ่านและเขียนหนังสือ โดยมีหนังสือสำหรับเด็ก กระดาษ อุปกรณ์เครื่องเขียน ที่เด็กๆสามารถหยิบนำมาใช้ได้ และที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลาพูดคุยกับลูก ให้เขาได้พูด ได้เล่า ได้แสดงความคิดเห็นด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้มีอิทธิพลสำคัญที่จะช่วยพัฒนาให้ลูกของเรามีความฉลาดด้านภาษาทั้งการพูด การอ่าน การเขียนและการใช้ภาษาสื่อสารกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

Leave a comment »

เก็บโลกไว้ให้ลูกหลานด้วย “10 วิถีใช้ชีวิตพอเพียง”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2552 17:12 น.
1. กินข้าวให้หมดจาน อาหารที่เหลือทิ้ง หมายถึงการทิ้งพลังงานในการปรุง และการกำจัดด้วย

2. กินอาหารตามฤดูกาล และเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น อาหารนอกฤดูกาลนั้น จำเป็นต้องบังคับให้ออกลูก ออกผล ซึ่งหมายถึงต้องใช้พลังงานเข้าช่วย หรือไม่ก็จะต้องสั่งซื้อและขนส่งมาจากที่ห่างไกล

3. กินผักใบเขียวให้มากขึ้น ลดเนื้อแดง และชีส การเลี้ยงปศุสัตว์ทั่วโลกนั้น ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 18 แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นมังสวิรัติ เพียงแค่ลดเนื้อแดงลงแค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็พอจะช่วยโลกได้บ้างแล้ว

4. เลือกผลิตภัณฑ์อินทรีย์ปลอดสารพิษทุกครั้งที่มีโอกาส ผลการวิจัยบอกไว้ว่า เกษตรอินทรีย์ช่วยรักษาคุณภาพของดิน ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ

5. เลือกอาหารสดที่ไม่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง การแช่แข็งอาหารให้เก็บไว้ได้นาน ต้องผ่านกระบวนการ และเพิ่มเกลือ น้ำมัน และน้ำตาล รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เป็นการเพิ่มขยะอีกด้วย

6. เศษอาหารเหลือนำมาทำปุ๋ยหมัก เพื่อช่วยคืนอินทรียสารลงสู่ดิน

7. รีไซเคิลช่วยลดคาร์บอนจากการผลิตใหม่ การรีไซเคิลกระป๋องอลูมิเนียม 1 ใบ สามารถประหยัดพลังงานได้เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เปิดโทรทัศน์นาน 3 ชั่วโมง ส่วนขวดแก้ว 1 ใบ หากนำมารีไซเคิลจะประหยัดพลังงานได้เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เปิดหลอดไฟขนาด 100 วัตต์ นาน 4 ชั่วโมง

8. ถอดปลั๊ก เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้า

9. เลือกอุปกรณ์ประหยัดน้ำ และอุปกรณ์ประหยัดไฟ

10. วางแผนการเดินทางโดยเลือกยานพาหนะที่คุ้มค่า (ต่อโลก) ให้มากที่สุด เช่น เดินทางด้วยจักรยาน หรือระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากกิจกรรม ลดโลกร้อน ด้วยวิถีพอเพียง (Change Now for All Tomorrow) โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย EGCO Group และทีเคปาร์คค่ะ

Leave a comment »

ผวาหวัดสั่งปิดรร.กวดวิชา แนะเลี่ยงชมภาพยนตร์

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2552 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันนี้(9 ก.ค.)นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานการศึกษาเอกชน(สช.)ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการสั่งปิด โรงเรียนกวดวิชา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัด 2009 ว่า หากพบว่า สถานกวดวิชาแห่งใดมีนักเรียนป่วยจากเชื้อดังกล่าว จะขอความร่วมมือให้ปิดไปก่อน เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย เนื่องจากโรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่เป็นห้องแอร์ คับแคบ นั่งติดกัน ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะสถาบันกวดวิชาย่านพญาไท และสยาม ที่มีรวมกันเป็นร้อยแห่ง จึงขอความร่วมมือให้ปิด 5-7 วัน  ส่วนโรงเรียนรัฐบาล และเอกชน ขณะนี้สามารถควบคุมการแพร่เชื้อได้ระดับหนึ่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องปิดทุกโรงเรียน อย่างไรก็ตามกำชับไปยังโรงเรียนต่างๆว่า หากพบนักเรียนมีอาการเป็นไข้หวัด ขอให้เด็กหยุดเรียนไว้ก่อน หากกลัวเรียนไม่ทัน จะให้โรงเรียนช่วยสอนชดเชยให้ ขณะที่โรงเรียนสอนดนตรี ที่มีเด็กมาเรียนรวมกันมากเช่นกันนั้น ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะห้องเรียนไม่อับเหมือนโรงเรียนกวดวิชา

ด้าน นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุดคือ เด็กนักเรียน ที่มักไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนกวดวิชา และร้านเกม ทำให้เชื้อแพร่กระจาย จึงต้องหามาตรการควบคุมเพื่อแยกผู้ป่วยออกจากสถานที่เหล่านี้ เพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อ นอกจากนี้ยังน่าเป็นห่วงโรงภาพยนตร์ที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้พอสมควร เนื่องจากเป็นสถานที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง.

Leave a comment »

ครม.ไฟเขียวเพิ่มเงินเดือนครู 8% เท่าขรก.พลเรือน

โดย ไทยรัฐออนไลน์
24 มิถุนายน 2552, 15:35 น.
รมว.ศธ.ชี้ถ้าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ทางกม.จะส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นระบบเดียวกับข้าราชการพลเรือน…

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าววันนี้ (24 มิ.ย.) ว่า ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ยกร่างขึ้นใหม่ โดยเทียบเคียงกับบัญชีเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนนั้น ได้ผ่านมติความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จากนี้จะเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติต่อไป โดยถ้าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายจะส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นระบบเดียวกับข้าราชการพลเรือน โดยจะส่งผลให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีเงินเดือนสูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 8

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะ (ว 25 ปี 2548 และ ว 2 ปี 2551) นั้น ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เสร็จแล้ว สำนักงาน ก.ค.ศ. กำลังนำไปประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาก่อนจะมาสังเคราะห์เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.พิจารณาเห็นชอบในขั้นสุดท้ายภายในเดือนก.ค.นี้ โดยร่างหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะให้ค่าน้ำหนักผลจากการพัฒนาของผู้เรียนร้อยละ 60 และให้ค่าน้ำหนักเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวพันกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ 40 ต่างจากเดิมที่เน้นทำเอกสารทางวิชาการเป็นหลักซึ่งส่งผลให้ครูนำเวลาการเรียนไปทำเอกสาร ทั้งยังมีข่าวว่ามีการจ้างบริษัทรับจ้างทำเอกสารด้วย ซึ่งผิดเจตนารมณ์ แต่ตนไม่ขอตำหนิกับเรื่องที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหามาจากระบบ และทุกคนก็ย่อมอยากได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น

Leave a comment »

“ปทุมวัน” ไร้ นศ.ใหม่เข้าเรียน อธิการฯ แจงไม่มีผู้ทำคะแนนผ่านเกณฑ์สักคนเดียว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 มิถุนายน 2552 17:03 น.

“ปทุมวัน” ไร้นักศึกษาปี 1 เข้าเรียน อธิการบดี เผย นร.ปวช.สอบไม่ผ่านเกณฑ์ ทำคะแนนวิชาพื้นฐานได้ ไม่ถึงเกณฑ์ 50 คะแนน จากเต็ม 100 แจงคะแนนวิทย์สูงสุดทำได้แค่ 14 คะแนน ส่วน คณิต ต่ำกว่า 14 คะแนน ระบุแจ้ง สกอ.รับทราบแล้ว มั่นใจไม่กระทบการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.สมเกียรติ จงประสิทธิ์พร อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เปิดเผยว่า ปีการศึกษา 2552 นี้ สถาบันฯ ปทุมวัน ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์เพียงคณะเดียวของมหาวิทยาลัย จำนวน 500 คน ซึ่งมีนักเรียนมาสมัครสอบเข้าเรียนรอบแรก ประมาณ 300 กว่าคน รอบที่ 2 ประมาณ 200 คน ปรากฏว่า นักเรียนที่มาสอบ ซึ่งทุกคนเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไม่มีคนใดสอบผ่านเกณฑ์ของสถาบันฯ ปทุมวัน ที่ตั้งไว้เลย ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้กำหนดเกณฑ์ว่า นักเรียนที่มีสิทธิ์เข้าศึกษาต่อ ต้องได้คะแนนวิชาพื้นฐานทุกวิชา 50 คะแนนขึ้นไป จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน แต่นักเรียนที่มาสอบกลับได้คะแนนต่ำมาก เช่น วิทยาศาสตร์ คะแนนสูงสุด 14 คะแนน คณิตศาสตร์ ไม่เกิน 14 คะแนน ส่วนวิชาอื่นๆ ไม่ถึง 50 คะแนน เป็นต้น ดังนั้น ปีการศึกษา 2552 นี้ สถาบันฯ ปทุมวัน จึงไม่มีนักศึกษาชั้นปีที่1 เนื่องจากไม่มีนักเรียนคนใดสอบผ่านเกณฑ์ตามที่สถาบันกำหนดได้

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวอีกว่า ยอมรับว่า นักเรียน ปวช.ที่มาสอบทุกคนมีความรู้พื้นฐานต่ำมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กอาชีวะส่วนใหญ่คุณภาพทางวิชาการต่ำ หรือหลักสูตรอาชีวะไม่ได้มาตรฐาน เพราะน่าจะขึ้นอยู่กับตัวของนักเรียนเอง และปีการศึกษานี้ สถาบันฯ เปิดรับนักศึกษาช้ากว่าทุกปี คาดว่า เด็ก ปวช.ที่มาสอบ อาจเป็นเด็กที่พลาดหวังจากที่อื่นและมาสอบเข้าเรียน จึงอยากให้นักเรียน ปวช.หรือมัธยมศึกษาตอนปลายตั้งใจเรียนให้มาก อย่าคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องการแต่ปริมาณของนักศึกษาเพียงอย่างเดียว

“การไม่มีนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เข้าเรียน กระทบกับทางมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง แต่ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.รับทราบ รวมทั้งมีการวางแผนบริหารจัดการเรียนร้อย เช่น ครู อาจารย์ จะส่งเสริมให้ทำงานวิจัยมากขึ้น เปิดสอนแก่กลุ่มชุมชนต่างๆ และสอนนักศึกษาปริญญาโท จึงคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามปีการศึกษาหน้าคงไม่มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์แต่อย่างไร เนื่องจากต้องการนักศึกษาที่มีคุณภาพ ความรู้พื้นฐานทางวิชาการที่ดี โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เข้ามาเรียนคณะวิศวะ เพื่อมาตรฐานของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เป็นที่รองรับของนักเรียนที่ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจเรียน และเกเร”

รศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาสถาบันฯ ปทุมวัน และนักศึกษา มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายนั้น ขณะนี้ ยังไม่มีการดำเนินการใด เนื่องจาก ปีนี้สถาบันฯปทุมวันไม่มีนักศึกษา อีกทั้งในส่วนของ สกอ.ก็ไม่สามารถหาที่เรียนได้

Leave a comment »

สร้างคุณภาพนักเรียน ‘สอบตก-ซ้ำชั้น’ หรือว่าต้อง ‘รื้อฟื้น?’

วันที่ 1 มิถุนายน 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
เมื่อหลายวันก่อนมีข่าวเกี่ยวกับแวดวงการศึกษาข่าวหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียน 15 ปีฟรีจริง-ไม่จริง ?? แต่เกี่ยวกับเรื่อง “คุณภาพนักเรียนไทย” ซึ่งข่าวนี้แม้จะเป็นเพียงข่าวเล็ก ๆ ท่ามกลางข่าวใหญ่ ๆ มากมายบนพื้นที่สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ หากแต่เนื้อหา-ประเด็นของข่าวนี้ก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย…

เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของชาติ-กับเด็กจำนวนมาก

เป็นข่าว-เป็นประเด็นเรื่องการ “สอบตก-เรียนซ้ำชั้น !!”

ทั้งนี้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทบทวนเกี่ยวกับการนำนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น” มาใช้ในการวัดและประมวลผลนักเรียนในแต่ละช่วงชั้นเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอดีต รมว.ศึกษาธิการ ได้เคยฝากให้ สพฐ.ศึกษาแนวทางดังกล่าวนี้ แล้วเรื่องก็เงียบไป ทั้งที่นโยบายนี้สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสุดท้ายที่ประชุม สพฐ. ก็เห็นด้วย พร้อมรับไปศึกษาแนวนโยบายนี้เพิ่มเติม และจะเสนอ รมว.ศึกษา ธิการ คนปัจจุบัน คือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พิจารณาต่อไป

“นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำในแต่ละระดับชั้น จะต้องเข้าสู่กระบวนการซ่อมเสริมที่มีประสิทธิภาพ และหากไม่ผ่านอีก จะต้องเรียนซ้ำชั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะทำให้คุณภาพการเรียนการสอนเข้มข้นขึ้น เพราะทุกวันนี้แม้จะประเมินแล้วนักเรียนมีผลการเรียนต่ำแค่ไหนก็จะได้เลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ทำให้เด็กบางคนที่ยังอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ สามารถจบชั้น ป.6 ได้” …นี่เป็นเหตุผลของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม กับนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น” ซึ่งวงการศึกษาไทยเคยใช้ในอดีต แต่มีการยกเลิกเปลี่ยนแปลงไปนี้ หากจะมีการ “รื้อฟื้นมาใช้” อีก ก็ย่อมก่อให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปตามแต่มุมมองของแต่ละคน

กับเรื่องนี้ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สะท้อนมุมมองผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวนี้ ซึ่งการระบุของ ผอ.สมศ. ก็มีส่วนถูก เพราะมีปัญหาเช่นที่ว่าเกิดขึ้นจริง ๆ แต่…เกณฑ์ที่ประเมินนั้นจะต้องมีมาตรฐานเชื่อถือได้ และมีความยุติธรรมกับเด็กด้วย

“เพราะถ้าหากเป็นเกณฑ์ที่ครูประเมินกันเอง อาจจะขาดคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะครูอาจจะไม่ให้เด็กเรียนซ้ำชั้น แต่ต้องไปเรียนพิเศษกับครู หรือซ้ำชั้น และก็ต้องเรียนพิเศษกับครู เป็นต้น ซึ่งหากพบว่ามีจริง คงต้องลงโทษอย่างจริงจัง” …พญ.กมลพรรณกล่าว

พร้อมทั้งบอกอีกว่า… อย่างไรก็ดี ปัญหาการเรียนเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้นี้ ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กหรือครูเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากนโยบายการเรียนของกระทรวงศึกษาธิการที่เพิ่มภาระการเรียนให้เด็กโดยไม่จำเป็น และเพิ่มการสอนให้ครูมากมาย ซึ่งจุดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนครูและจำนวนเด็กที่ไม่เหมาะสมกัน เช่น เนื้อหาสาระเรียนซ้ำ ๆ ทำให้เด็กเรียนมากเกินไป และทำให้ครูต้องสอนมากโดยไม่จำเป็น อย่างการเรียนวิชาสังคม เพื่อที่จะให้เด็กรักชาติ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังมากกว่าการสอนในห้องเรียน ซึ่งเสียเวลา แทนที่จะเอาเวลาให้เด็กไปทำอย่างอื่น หรือให้ครูเอาเวลาไปพัฒนาการสอนให้เป็นแบบมืออาชีพมากขึ้น จะได้ประโยชน์กว่า

“เด็กนักเรียนในต่างประเทศไม่ต้องเรียนกันมากเท่าเด็กนักเรียนไทย ทำให้การพัฒนาการเรียนของเด็กนักเรียนต่างประเทศดีกว่าเด็กนักเรียนไทยมาก ไม่ต้องเคร่งเครียดมากมายจากระบบการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนในไทย” …ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษากล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… นโยบายที่จะมีการทบทวนนั้น เห็นว่าถูกต้อง เพราะโดยหลักการที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือเด็กไม่ควรสอบตก แต่หลักการนี้เมื่อถูกนำไปใช้ “เด็กถูกปล่อยปละละเลย” และเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งหากดูจากการวัดและประเมินผลแล้ว มีเด็กที่ “เลื่อนชั้นโดยไร้คุณภาพ”

“การแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพเด็กนั้น เรื่องการเรียนซ้ำชั้นนั้นถูกจุด แต่ก็เป็นการถูกเพียง 25% เท่านั้น เพราะถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ ต้องแก้ไขในภาพรวมทั้งหมด อาทิ กระบวนการสอนของครู พฤติกรรมของเด็กนักเรียน การวัดสัมฤทธิผลอย่างการสอบวิชาหลัก” …รศ.ดร.สมพงษ์ระบุ

และยังบอกต่อไปอีกว่า… ยกตัวอย่างเช่น หลักเกณฑ์การทำวิทยฐานะครู ควรจะดูที่ผลรวมการศึกษาของเด็กด้วย ไม่ใช่เพียงแค่การทำเอกสารหรืองานวิจัยเท่านั้น โดยดูจากคะแนนสอบวิชาหลัก ๆ อาทิ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ หรือดูจากการใช้เวลาของเด็กในการทำกิจกรรมทางวิชาการ และเวลาในทางบันเทิง แตกต่างกันแค่ไหน เพราะทุกวันนี้เด็กใช้เวลาทำการบ้าน 1-3 ชั่วโมง ในขณะที่ใช้เวลาดูทีวีหรือเล่นเกม 6-8 ชั่วโมง

นอกจากนี้ควรมีการดูแลแก้ไขในเรื่องการพัฒนาส่งเสริมผู้เรียน พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม กิจกรรมเสริมสร้างลักษณะนิสัย และกิจกรรมเชิงวิชาการ กิจกรรมส่งเสริมความรู้ ซึ่งถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมวิชาการหรือส่งเสริมการเรียนเพียงอย่างเดียว ถือว่ายังไม่ใช่ ต้องมีกิจกรรมอื่น ๆ เสริมด้วย และเวลาการทำงานของผู้บริหารในโรงเรียนเมื่อเทียบกับเวลาการทำงานนอกโรงเรียน ก็ควรต้องดู รวมไปจนถึงสัดส่วนรายได้ของโรงเรียนที่ได้รับจากภาครัฐ (ตาม นโยบายเรียนฟรี 15 ปี) ในการพัฒนาคุณภาพ เมื่อเทียบกับการทำงานด้าน อื่น ๆ เหล่านี้เป็นต้น

ก็เป็นมุมมองที่เกี่ยวกับการจะทบทวนนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น”

ที่สุดแล้วจะมีการรื้อฟื้นมาใช้-ไม่รื้อฟื้น…ยังต้องรอดูกัน ???.

Leave a comment »

“เล่านิทาน” ท่าไหน…ดึงใจเด็กให้นั่งฟัง?

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 พฤษภาคม 2552 09:28 น.

อ.มู-ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “นิทาน” เป็นสิ่งที่ผู้เขียน คิด และถ่ายทอดจินตนาการออกมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เป็นเรื่องราวที่แฝงแง่คิด และสามารถบำบัดพฤติกรรมให้กับเด็กได้อย่างแยบยล ทำให้ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และสถาบันครอบครัว หรือหน่วยงานอื่นๆ ต่างให้ความสำคัญกับหนังสือนิทานกันมากขึ้น

แต่การจะใช้นิทาน 1 เล่ม ให้คุ้มค่า และเกิดประสิทธิผลในเด็กแต่ละคนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องเตรียมตัว และทำความเข้าใจกับเรื่องให้ชัดเจน นอกจากนี้ขณะเล่ายังต้องใช้ท่าทางประกอบให้เหมาะสมอีกด้วย เพราะมีส่วนในการตัดสินว่า เด็กสนใจหรือไม่สนใจ เบื่อหรือไม่เบื่อ และจะติดตามฟังกระทั่งนิทานจบหรือไม่

ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ ทางทีมงาน Life and Family ได้มีโอกาสไปนั่งฟัง “อ.มู-ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์” บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Hello Kids และนักเขียน-เล่านิทานเด็ก ในหัวข้อ “ใช้นิทานอย่างไรให้คุ้มค่า” ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด จึงได้เก็บตกสาระ และนำมาส่งต่อให้ได้อ่านกันครับ

“พี่มู-ชัยฤทธิ์” ของเด็กๆ บอกว่า นิทานมีความพิเศษ สามารถเชื่อมโยง หรือบูรณาการการสอนได้หลายแขนงวิชา ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ อาทิ สอนให้ลูกนับจำนวนตัวละครที่อยู่ในนิทาน หรือเวลาพลิกเปิดไปอีกหน้า ก็สามารถบอกลูกได้ว่า หน้านี้เป็นหน้าที่เท่าไหร่ หรือวิชาภาษาไทย เป็นการเพิ่มคำศัพท์ให้ลูก มีประโยชน์ในเรื่องการสื่อสาร หรือการเน้นคำคล้องจอง ทำให้เด็กจำคำศัพท์ และมีคลังศัพท์ไว้สื่อสารมากขึ้น

โอบลูก-เล่านิทานบนตักคุณแม่-ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

สำหรับ “ท่า” หรือ ลักษณะที่ใช้เล่านิทานที่ดี “พี่มู” ให้คำแนะนำตามประสบการณ์ว่า ท่าที่เหมาะสมสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ต้องเป็นท่าที่อุ้มลูกนั่งบนตัก เพราะลูกจะเห็นภาพเหมือนกันกับที่พ่อแม่กำลังเล่า ถ้านั่งตรงกันข้ามกับเด็ก อาจทำให้เขาเกิดความสับสนได้ว่า “เอ๊ะ ไหนแม่บอกไก่อยู่ทางขวามือ แต่หนูเห็นอยู่ทางซ้ายมือนะ” เป็นต้น

“นอกจากท่าอุ้มตักจะช่วยให้เข้าใจเรื่องได้ตรงกันแล้ว ยังเกิดความอบอุ่น และสายใยแห่งรักระหว่างพ่อแม่ลูกอีกด้วย นี่คือความมหัศจรรย์ของนิทาน” พี่มูบอกถึงประโยชน์ของนิทาน

อย่างไรก็ดี เมื่อเด็กมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกเล็กอายุใกล้เคียงกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโรงเรียนอนุบาล ที่ต้องควบคุมเด็กจำนวนมาก การใช้ท่าแบบนั่งตักในการเล่านิทานคงจะไม่สะดวกนัก “พี่มู” จึงแนะนำท่าที่เหมาะสมในการเล่านิทานตามแบบฉบับของพี่เขา ดังนี้

– ขณะเล่า ควรตั้งนิทานให้ขนาบอยู่บนใบหน้า (แต่อย่าบังหน้า) แล้วกระจายไปให้ทั่ว เพื่อให้เด็กได้เห็นเท่าเทียมกันหมด จากนั้นชี้นิ้วตามคำไปด้วย จุดนี้มีความสำคัญมากในการจดจำคำศัพท์ของเด็ก เช่น ผู้เล่าชี้นิ้วไปที่คำว่า “โอ่ง” เด็กก็จะรู้ว่า “อ๋อ โอ่งเขียนแบบนี้” เพราะจากประสบการณ์ ผู้เล่ามักจะเล่า และอ่านให้เด็กฟังเพียงอย่างเดียว โดยไม่ชี้นิ้วตาม ทำให้เด็กเข้าใจ และจินตนาการว่านั่นคือ โอ่ง แต่จะเขียนคำว่าโอ่งไม่เป็น

– ถ้าเด็กนั่งเก้าอี้ ต้องกะระยะในการยืนให้เหมาะสม หรือถ้าเด็กนั่งพื้น ผู้เล่าต้องมีจังหวะในการเดินเข้าออกในมุมมองที่พอดี และอย่าลืมเด็กด้านซ้าย-ขวาด้วย ไม่ใช่สนใจแต่เด็กที่นั่งอยู่ตรงกลางเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น สายตาจึงสำคัญ

เด็ก ๆนั่งฟังนิทานกันอย่างตั้งใจ

*** สำหรับท่าที่ไม่ควรใช้เล่านิทาน ต่อเด็กจำนวนมาก คือ ไม่ควรชูนิทานขึ้นเหนือใบหน้ามากเกินไป เพราะเข้าใจว่าจะทำให้เด็กเห็นได้ทั่วถึง แต่นั่นอาจจะทำให้เด็กเริ่มลดความสนใจลงได้ เนื่องจากเมื่อยคอดูนิทานในมือคนเล่าแล้ว

*** ท่าที่สองคือ เอานิทานไว้ตรงท้อง นั่นจะทำให้ผู้เล่า อ่านตัวอักษรในนิทานไม่สะดวก เพราะต้องก้มลงมาอ่าน รวมถึงลดความสนใจกับเด็ก ทำให้เด็กเริ่มรู้สึกว่า พ่อแม่ หรือครูไม่สนใจเขา และการคุยนอกเรื่องของเด็กจะตามมา

ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน “พี่มู” ได้ฝากเคล็ดลับ “การใช้นิทานสำหรับเด็กปฐมวัย” ให้คุ้มค่ากับทีมงาน Life and Family ไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

1. พ่อแม่หรือคุณครูต้องเตรียมอ่านนิทานมาก่อน เพื่อเข้าใจเนื้อเรื่อง และควรฝึกอ่านออกเสียงด้วยตัวเอง

2. แนะนำหนังสือ อ่านชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ผู้แปล และผู้วาดภาพ ประกอบให้เด็กๆ รู้จัก เพื่อให้เด็กรู้จักลิขสิทธิ์ในการทำนิทาน ว่านิทานแต่ละเรื่องมีเจ้าของ ตลอดจนองค์ประกอบของหนังสือ ว่าแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง เช่น “นี่ปกหน้านะลูก นี่สันหนังสือนะจ๊ะ” เป็นต้น

3. ใช้น้ำเสียงที่น่าฟัง ออกเสียงถูกต้อง ชัดเจนเป็นธรรมชาติ ไม่ทำเสียงสูง หรือต่ำจนเกินไป เพราะจะทำให้เหนื่อย หรือควบคุมเสียงได้ไม่เหมือนเดิม ทำให้เด็กเกิดความสับสนว่า “ตัวละครตัวไหน เป็นตัวไหนกันแน่”

4. บางครั้งระหว่างการอ่าน อาจมีการหยุดสอดแทรกคำถามด้วยจะดึงดูดเด็กได้มาก เช่น คำถามระหว่างการเล่านิทาน และคำถามหลังการเล่านิทาน การใช้คำถามต้องเป็นคำถามปลายเปิด แต่ต้องพิจารณาให้เกิดความเหมาะสม

จะเห็นได้ว่า การใช้นิทาน 1 เล่มให้คุ้มค่า นอกจากจะเตรียมตัวมาดีแล้ว คนเล่าจะต้องมีท่าในการเล่านิทานอย่างเหมาะสมด้วย จึงจะดึงความสนใจในการฟังนิทานของเด็กได้ดีขึ้นตามไปด้วย ทางทีมงานขอสนับสนุนให้ทุกครอบครัวรักการอ่านนะครับ

Leave a comment »

แฉองค์การค้าส่งตำราไม่ทันเปิดเทอม

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ.2552 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นายวิทยา วิรารัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการค้าหนังสือและเครื่องเขียนไทย เปิดเผยความคืบหน้าการจัดส่งหนังสือเรียนตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพว่า ที่ผ่านมาผู้บริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ยืนยันว่า จะจัดพิมพ์แบบเรียนได้ทันส่งให้โรงเรียนก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2552 แต่ล่าสุด องค์การค้าฯยังจัดส่งหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ จำนวน 3 ล้านเล่ม ตามข้อตกลงที่ระบุว่าจะส่งให้ในวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้ไม่ครบ มีการทยอยจัดส่งให้เพียง 20% หรือประมาณ 6 แสนเล่มเท่านั้น จนทำให้ไม่สามารถกระจายหนังสือเรียนไปยังผู้ค้าหรือร้านค้าต่างๆได้ ล่าสุด ผู้ค้าได้ผิดสัญญากับโรงเรียนในสังกัด สพฐ.แล้วประมาณ 1 หมื่นกว่าแห่ง เนื่องจากในสัญญาจะต้องจัดส่งหนังสือให้กับทางโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา การผิดสัญญามากน้อยแตกต่างกันในแต่ละแห่ง เช่น บางแห่งไม่สามารถส่งหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยให้ได้ ซึ่งตามระเบียบสัญญาความล่าช้าดังกล่าวจะต้องถูกปรับ

นายวิทยากล่าวอีกว่า ตนไม่มั่นใจว่าองค์การค้าฯจะจัดส่งหนังสือเรียนได้ทั้งหมดเมื่อไร เพราะตามข้อตกลงจะต้องส่งหนังสือให้อีกในวันที่ 3-4 พ.ค. และวันที่ 8 พ.ค.นี้ ประมาณ 3 ล้านเล่ม จึงได้แต่หวังว่าองค์การค้าฯจะจัดพิมพ์ได้ทัน อยากให้องค์การค้าฯออกมาพูดความจริงว่าจัดพิมพ์ทันหรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเสียหายมากกว่านี้ และอยากให้นายจุรินทร์ลงมาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การส่งหนังสือเรียนให้กับโรงเรียนนั้น อาจไม่ทันในหลายโรงเรียนเนื่องจากจะเริ่มเปิดเทอมตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. ไปจนถึงวันที่ 16 พ.ค.นี้

ด้าน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการ ผอ.องค์การค้า กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา องค์การค้าฯได้ทำหนังสือเวียนไปยังร้านค้าแล้วว่า จะทยอยส่งหนังสือเรียนให้ 3 งวด ซึ่งร้านค้าสามารถนำหนังสือเวียนดังกล่าวแจ้งให้ โรงเรียนทราบถึงสาเหตุที่ล่าช้าเป็นเหตุสุดวิสัยของทางสำนักพิมพ์ เพื่อจะได้ไม่ถูกปรับ ทั้งนี้ ยืนยันว่าองค์การค้าฯจะจัดพิมพ์หนังสือเรียนให้ร้านค้าทันก่อนเปิดภาคเรียนแน่นอน.

Leave a comment »

มหกรรมเล่านิทานอ่านและเล่นกับลูก

วันที่ 22 เมษายน 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คมชัดลึก :พม.จับมือภาครัฐ เอกชน จัดมหกรรม “เล่านิทาน อ่าน และเล่นกับลูก” กระตุ้นครอบครัวไทยใส่ใจเล่านิทานแก่ลูกน้อย ชี้เป็นวิธีสร้างพัฒนาการ จินตนาการได้ดีที่สุด

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่เซ็นทรัลเวิลด์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายภาครัฐและเอกชน แถลงข่าว จัดงานมหกรรม เล่านิทาน อ่านและเล่นกับลูก โดยมีนายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดพม.กล่าวว่า การจัดมหกรรมในครั้งนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งและทรงรับโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวไว้ในพระราชูปถัมภ์ โดยมีพระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นประธาน เพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัวไทยให้มีความรัก ความอบอุ่นจากสายใยรักของน้ำนม

“การเล่านิทาน อ่าน และเล่นกับลูก เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้อย่างครบถ้วน เพราะการเล่านิทาน เป็นการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านภาษา การเรียนรู้ของเด็กเป็นการเรียนผ่านตัวอักษร พร้อมมองเห็นภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาการทั้งภาษาพูด และภาษาอ่าน ส่วนการเล่น เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม ดังนั้น มหกรรมในครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยการเล่านิทาน และสร้างตระหนักให้แก่พ่อแม่ถึงความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยการเล่านิทาน อ่าน และเล่นกับลูก”ปลัดพม.กล่าว

ทั้งนี้ มหกรรม”เล่านิทาน อ่าน และเล่นกับลูก” ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-1 พ.ค. ที่ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีกิจกรรมมากมายให้เหล่าพ่อแม่ และลูกน้อยได้เข้าร่วม อาทิศิลปะการเล่านิทานจากชุมนุมนักเล่านิทานทั่วประเทศ เพลงกล่อมเด็กตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การอบรมและแบ่งปันประสบการณ์เลี้ยงดูลูกอย่างถูกวิธีโดยคุณแม่มืออาชีพ สารพัดการละเล่นพื้นบ้านที่สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว และร่วมกระทบไหล่ครอบครัวดารามากมาย สนใจเข้าร่วมงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

Leave a comment »

นมโรงเรียนต้องฟาร์มของเกษตรกรที่แท้จริง

วันที่ 24 เมษายน 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ที่ประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิต ภัณฑ์นม ได้พิจารณาการดำเนินงานโครงการนมโรงเรียน โดยมีมติเห็นชอบการกำหนดผู้ประกอบการที่จะเข้ามาดำเนินการในโครงการนมโรงเรียน จะต้องมีคุณสมบัติ 7 ข้อ ประกอบด้วย 1. มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรม 2. มีใบอนุญาตผลิตอาหารจาก อย. 3. มีใบสำคัญการ ขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร 4. ใบรับรองการผ่านเกณฑ์ระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์มจาก อย. 5. มีผลการตรวจสถานที่ผลิตที่ผ่านระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์ม ในระยะ 12 เดือน จาก อย. 6. มีหนังสือรับรองการซื้อขายน้ำนมดิบระหว่าง เกษตรกรกับผู้ประกอบการ และ 7. ยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนมโรงเรียนกำหนด และไม่มีหนี้สินค้างชำระกับเกษตรกร และล่าสุด น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า ทางกรม ส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาบริหารจัดการสหกรณ์โคนมให้มีประสิทธิภาพ” ขึ้น โดยได้เชิญสหกรณ์ต่าง ๆ มาประชุม ทั้งหมดก็ประมาณ 200 กว่าคน ซึ่งการประชุมจะมีแผนอยู่แล้วทุกปี มีการชี้แจงในเรื่องต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้ในการที่จะปรับปรุงบำรุงพันธุ์ การเพิ่มผลผลิตน้ำนมและขณะเดียวกันก็ต้องเน้นเกี่ยวกับเรื่องของสหกรณ์ โดยชุมนุมสหกรณ์เองต้องมีบทบาทที่สำคัญเป็นหัวขบวนในการดำเนินงานในเรื่องของโคนม ความโปร่งใส เรื่องการจัดการต่าง ๆ ต้องทำให้มีความเข้มข้นขึ้นเพื่อทำให้สมาชิกมีความศรัทธาและเข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้น “กรมส่งเสริมสหกรณ์จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมในด้านต่าง ๆ เช่น เมื่อขาดแหล่งเงินทุน ทางกรมมีกองทุนพัฒนาสหกรณ์ไปช่วยสนับสนุนในการแก้ปัญหาระยะสั้นในอัตราดอกเบี้ยต่ำซึ่งศูนย์ของเอกชนไม่มีตรงนี้ หรือแม้แต่การให้ความรู้ การแนะนำในเรื่องต่าง ๆ” น.ส.สุพัตรา กล่าว สำหรับผู้ประกอบการที่ทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เรียบร้อยแล้ว ให้ อบต. จัดส่งรายละเอียดสัญญาเพื่อให้กรม ส่งเสริมสหกรณ์หรือสหกรณ์จังหวัดรวบรวมตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่ามีผู้ประกอบการรายใดบ้างที่รับซื้อนมจากเกษตรกร และนำไปขายให้กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ ราคา เท่าไหร่ พร้อมกันนี้ได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลนมโรงเรียนระดับจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และสหกรณ์จังหวัดเป็นเลขาฯ ซึ่งหากมีปัญหาหรือข้อร้องเรียนต่าง ๆ สามารถร้องเรียนผ่านทางคณะกรรมการกำกับดูแลนมโรงเรียนระดับจังหวัดได้ ในส่วนของการดูแลเรื่องคุณภาพน้ำนมนั้น กำหนดไว้ว่าก่อนมีการทำสัญญากับ อบต. ทางโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต. ประชาคมหมู่บ้าน อาสา สมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน เป็นต้น เพื่อทำหน้าที่พิจารณาประเภทของนมที่จะซื้อตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการส่งนมให้กับทางโรงเรียนแล้วจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจรับของโรงเรียน เพื่อพิจารณาจำนวนนม วันหมดอายุ สภาพบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพนมเบื้องต้นว่ามี รส กลิ่น สี ผิดปกติหรือไม่ และหากเป็นนมพาสเจอไรซ์จะต้องมีอุณหภูมิไม่เกิน 8 องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งจะได้แจ้งแนวทางดังกล่าวไปยัง อบต. เพื่อใช้วางเป็นเงื่อนไขในการดำเนินงานเรื่องนมโรงเรียนต่อไป และเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกระบบการกำหนดเขตพื้นที่ การดำเนินงานโครงการนมโรงเรียนเมื่อก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา.

Leave a comment »