จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์
วันพุธที่ 29กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
แลกเปลี่ยน ‘มุมคิด-โชว์’ผลทดลองโครงงานวิทย์เพื่อสุขภาพ
ใช้สาระด้านวิทยาศาสตร์เป็นตัวตั้ง ก่อนเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ บนเป้าหมายคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าเก่า ยังเป็นแนวทางที่พลพรรคผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมโครงงาน(เชิง)วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าร่วมกันผลักดันอยู่เรื่อยมา
หลายขวบปีที่ผ่านนับตั้งแต่ก้าวแรกของจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ เรื่องราวจากทุกสารทิศจากบรรดาเยาวชนผู้หลงใหลการค้นคว้า-ทดลองแบบวิทยาศาสตร์ได้เกิดขึ้น พร้อมๆกับที่เรื่องราวเช่นนี้ยังได้ช่วยสร้างการเติบโตทางความคิดให้กับผู้ร่วมกิจกรรมทั้งทางตรงและอ้อม
และหลังจากให้แต่ละโครงการสนุกสนานกับกิจกรรมกันพักใหญ่ พอสบโอกาสเหมาะ (อากาศแจ่มใส อุทกภัยยังไม่มี)เช่นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) ในฐานะแม่งาน จึงชวนสมาชิกผู้ร่วมโครงการ สุมหัว-พูดคุย ถ่ายโอนประสบการณ์แก่กันและกัน
ภายใต้ชื่องาน “ประชุมครูแกนนำและจัดแสดงนิทรรศการโครงงาน (เชิง) วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ระยะที่ 2” เมื่อกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต
ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการโชว์นิทรรศการผลงานวิทยาศาสตร์จากเยาวชนทั่วประเทศแล้ว การพูดคุยในหัวข้อ“บันทึกความทรงจำและประสบการณ์” จากผู้ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย ยังสะท้อนถึงแนวคิดจากประสบการณ์ที่เลยผ่านได้เป็นอย่างดี โดยที่อย่างน้อยๆก็เพื่อสำรวจดูว่าระหว่างที่กิจกรรมโครงงานวิทย์ฯ เดินหน้าไปอยู่นี้พวกเขาได้อะไรกันมาบ้าง
ถาม “จักรกฤษณ์ จำนอง” (บุก) ชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านทุ่งรักชัยพัฒน์ จ.พังงา ได้ความว่า ก่อนโดนครูประจำชั้นแนะนำให้ร่วมโครงงานนั้น เขากลัววิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าวิชาใด แต่ก็ฝืนทำเรื่อยมา จนนำมาสู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ “น้ำยาบ้วนปากจากใบพลู”
“วิทยาศาสตร์มันยากครับ ผมไม่รู้เรื่อง แต่ครูให้ทำ ผมก็ทำ โดยทำกับเพื่อนๆในห้อง โครงงานของผมเกิดขึ้นเพราะเห็นว่าเพื่อนๆฟันผุเยอะ พวกเราเลยคิดจะทำน้ำยาบ้วนปาก ให้เพื่อนๆได้ใช้หลังจากกินขนมเสร็จ จึงไปหาข้อมูลมาว่า และตกลงร่วมกันว่าจะใช้ใบพลูมาทำน้ำยาบ้วนปาก”
“ตอนทำก็สนุกดีครับ พอทำเสร็จก็รู้สึกดีใจที่เพื่อนๆใช้กัน ผมมีหน้าที่หั่นใบพลูมาเข้าเครื่องปั่น และจดบันทึกระหว่างทดลองว่าต้องใช้ใบพลูจำนวนเท่าใดในการผสมร่วมกับน้ำ เพื่อให้ได้ส่วนผสมที่พอดี ไม่ให้ขมไป ไม่ให้สรรพคุณของใบพลู ที่มีสารฟลูออไรด์ที่ช่วยให้ฟันแข็งแรงต้องเสียไป โครงงานวิทย์ฯหนนี้เป็นโครงงานครั้งแรกของผม และมันก็ไม่ได้ยากเหมือนที่เคยคิด” จักรกฤษณ์บอก
ส่วนกลุ่มนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาราชภัฏเชียงราย เจ้าของโครงงาน “ขยับวันละนิด สนุกกาย สบายใจ” ก็ขอบันทึกที่มาของกิจกรรมนี้ว่า เกิดจากความต้องการของตัวเองล้วนๆ
“หนูและเพื่อนๆบางคนมีน้ำหนักเกิน พอครูบอกว่าให้ทำโครงงานวิทย์ฯโดยการเอาเรื่องหรือปัญหาใกล้ตัวที่เกี่ยวกับกับคุณภาพชีวิตเป็นตัวตั้ง หนูก็เลยจะทำเรื่องนี้ แรกๆเริ่มจากเอาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเผาพลาญพลังงานจากการออกกำลังกาย เพื่อเชิญชวนเพื่อนๆมาเล่นฮูลาฮุบ ซึ่งเพื่อนๆก็สนใจดี จากนั้นก็ขยายโครงการมาเรื่อยๆจนนำมาสู่กิจกรรมออกกำลังกายหลังเคารพธงชาติทุกๆวัน” กีตาร์-อดิศยา ผะใจ ชั้น ป.4 อธิบาย
“มันชอบเพราะมันเกี่ยวกับหนูโดยตรงเลย เพราะมีคนบอกว่าน้ำหนักหนูเกิน (หัวเราะ) แต่เราก็ไม่ได้ให้ออกกำลังกายอย่างเดียวนะ มีการให้ความรู้อื่นๆประกอบด้วย เช่น การกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่ากินแล้วนอน เน้นการเดินในระยะทางที่ไม่ไกลแทนการนั่งรถ”สริตา เปียคำ (ตุ๊กตา) สมาชิกอีกรายพูด
ส่วนในมุมของ “มะเหมี่ยว-เกณฑ์สิริ ศรีภูธร”ชั้นม.3 โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จ.เพชรบูรณ์ ก็ขอบันทึกความทรงจำระหว่างร่วมกิจกรรมโครงงานวิทยฯนี้ว่า ผลผลิตชิ้นล่าสุดที่ชื่อ “สุขาคราเกิดภัยพิบัติ” นี้ได้ไอเดียมาจากปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างอุทกภัย
“บ้านหนูน้ำไม่ท่วม แต่เห็นข่าวแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะดีไม่น้อย หากมีสุขาไว้ใช้ตอนน้ำท่วม เลยพยายามคิดค้นและใช้วัสดุง่ายๆ อย่างถุงพลาสติก กล่องไม้ ประกอบให้เป็นสุขา”มะเหมี่ยวบอก พร้อมๆกับขยายความว่า การมองถึงเรื่องใกล้ตัวและพยายามสร้างสรรค์วิทย์ศาสตร์เพื่อให้เกิดการใช้งานได้จริงเช่นนี้ ที่เป็นจุดพิเศษของกิจกรรมโครงงานวิทย์ฯ
และความแตกต่างกับกิจกรรมวิทย์อื่นๆที่รู้จักเช่นนี้ ที่อาจทำให้ใครต่อใครอาจหลงรักวิยาศาสตร์ได้ไม่ยาก
ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะแค่เยาวชนนักเรียนเท่านั้น ที่เปลี่ยนทัศนคติ เกิดมุมมองใหม่ๆกับวิทยาศาสตร์จนต้องขอจดบันทึกเรื่องราวแห่งนี้ไว้ เพราะ ครู “มริสา ต้นสกุล” โรงเรียนคุระบุรี จ.พังงา ก็เล่าถึงมุมมองเดิมๆที่เปลี่ยนไปว่า เดิมที่เบื่อหน่ายกับการมาอบรม เพราะนั่นหมายถึงภาระที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็ต้องแปลกใจกับวิธีการทำกิจกรรมของเขา เพราะไม่ได้เน้นที่ว่าเมื่อกลับโรงเรียนไปแล้วต้องให้เด็กไปทำโครงงานยากๆซึ่งจะไปเป็นการเพิ่มงานให้เด็ก
“กลับกันที่เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนตั้งโจทย์กับสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่อยากเปลี่ยนแปลงบ้าง ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่า แทนที่จะเป็นแต่ผู้รับ เขาได้เจ้าของเรื่องเอง ได้ทำเรื่องที่ชอบ และอยากทำมันจริงๆ
เมื่อใจอยากแล้วจึงเกิดการคิดผ่านกระบวนการทำ เกิดประสบการณ์ที่ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
บันทึกมันไว้ในความทรงจำแบบยากจะลืมเลือน