สร้างคุณภาพนักเรียน ‘สอบตก-ซ้ำชั้น’ หรือว่าต้อง ‘รื้อฟื้น?’

วันที่ 1 มิถุนายน 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
เมื่อหลายวันก่อนมีข่าวเกี่ยวกับแวดวงการศึกษาข่าวหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียน 15 ปีฟรีจริง-ไม่จริง ?? แต่เกี่ยวกับเรื่อง “คุณภาพนักเรียนไทย” ซึ่งข่าวนี้แม้จะเป็นเพียงข่าวเล็ก ๆ ท่ามกลางข่าวใหญ่ ๆ มากมายบนพื้นที่สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ หากแต่เนื้อหา-ประเด็นของข่าวนี้ก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย…

เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของชาติ-กับเด็กจำนวนมาก

เป็นข่าว-เป็นประเด็นเรื่องการ “สอบตก-เรียนซ้ำชั้น !!”

ทั้งนี้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทบทวนเกี่ยวกับการนำนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น” มาใช้ในการวัดและประมวลผลนักเรียนในแต่ละช่วงชั้นเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอดีต รมว.ศึกษาธิการ ได้เคยฝากให้ สพฐ.ศึกษาแนวทางดังกล่าวนี้ แล้วเรื่องก็เงียบไป ทั้งที่นโยบายนี้สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสุดท้ายที่ประชุม สพฐ. ก็เห็นด้วย พร้อมรับไปศึกษาแนวนโยบายนี้เพิ่มเติม และจะเสนอ รมว.ศึกษา ธิการ คนปัจจุบัน คือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พิจารณาต่อไป

“นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำในแต่ละระดับชั้น จะต้องเข้าสู่กระบวนการซ่อมเสริมที่มีประสิทธิภาพ และหากไม่ผ่านอีก จะต้องเรียนซ้ำชั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะทำให้คุณภาพการเรียนการสอนเข้มข้นขึ้น เพราะทุกวันนี้แม้จะประเมินแล้วนักเรียนมีผลการเรียนต่ำแค่ไหนก็จะได้เลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ทำให้เด็กบางคนที่ยังอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ สามารถจบชั้น ป.6 ได้” …นี่เป็นเหตุผลของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม กับนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น” ซึ่งวงการศึกษาไทยเคยใช้ในอดีต แต่มีการยกเลิกเปลี่ยนแปลงไปนี้ หากจะมีการ “รื้อฟื้นมาใช้” อีก ก็ย่อมก่อให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปตามแต่มุมมองของแต่ละคน

กับเรื่องนี้ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สะท้อนมุมมองผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวนี้ ซึ่งการระบุของ ผอ.สมศ. ก็มีส่วนถูก เพราะมีปัญหาเช่นที่ว่าเกิดขึ้นจริง ๆ แต่…เกณฑ์ที่ประเมินนั้นจะต้องมีมาตรฐานเชื่อถือได้ และมีความยุติธรรมกับเด็กด้วย

“เพราะถ้าหากเป็นเกณฑ์ที่ครูประเมินกันเอง อาจจะขาดคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะครูอาจจะไม่ให้เด็กเรียนซ้ำชั้น แต่ต้องไปเรียนพิเศษกับครู หรือซ้ำชั้น และก็ต้องเรียนพิเศษกับครู เป็นต้น ซึ่งหากพบว่ามีจริง คงต้องลงโทษอย่างจริงจัง” …พญ.กมลพรรณกล่าว

พร้อมทั้งบอกอีกว่า… อย่างไรก็ดี ปัญหาการเรียนเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้นี้ ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กหรือครูเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากนโยบายการเรียนของกระทรวงศึกษาธิการที่เพิ่มภาระการเรียนให้เด็กโดยไม่จำเป็น และเพิ่มการสอนให้ครูมากมาย ซึ่งจุดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนครูและจำนวนเด็กที่ไม่เหมาะสมกัน เช่น เนื้อหาสาระเรียนซ้ำ ๆ ทำให้เด็กเรียนมากเกินไป และทำให้ครูต้องสอนมากโดยไม่จำเป็น อย่างการเรียนวิชาสังคม เพื่อที่จะให้เด็กรักชาติ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังมากกว่าการสอนในห้องเรียน ซึ่งเสียเวลา แทนที่จะเอาเวลาให้เด็กไปทำอย่างอื่น หรือให้ครูเอาเวลาไปพัฒนาการสอนให้เป็นแบบมืออาชีพมากขึ้น จะได้ประโยชน์กว่า

“เด็กนักเรียนในต่างประเทศไม่ต้องเรียนกันมากเท่าเด็กนักเรียนไทย ทำให้การพัฒนาการเรียนของเด็กนักเรียนต่างประเทศดีกว่าเด็กนักเรียนไทยมาก ไม่ต้องเคร่งเครียดมากมายจากระบบการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนในไทย” …ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษากล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… นโยบายที่จะมีการทบทวนนั้น เห็นว่าถูกต้อง เพราะโดยหลักการที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือเด็กไม่ควรสอบตก แต่หลักการนี้เมื่อถูกนำไปใช้ “เด็กถูกปล่อยปละละเลย” และเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งหากดูจากการวัดและประเมินผลแล้ว มีเด็กที่ “เลื่อนชั้นโดยไร้คุณภาพ”

“การแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพเด็กนั้น เรื่องการเรียนซ้ำชั้นนั้นถูกจุด แต่ก็เป็นการถูกเพียง 25% เท่านั้น เพราะถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ ต้องแก้ไขในภาพรวมทั้งหมด อาทิ กระบวนการสอนของครู พฤติกรรมของเด็กนักเรียน การวัดสัมฤทธิผลอย่างการสอบวิชาหลัก” …รศ.ดร.สมพงษ์ระบุ

และยังบอกต่อไปอีกว่า… ยกตัวอย่างเช่น หลักเกณฑ์การทำวิทยฐานะครู ควรจะดูที่ผลรวมการศึกษาของเด็กด้วย ไม่ใช่เพียงแค่การทำเอกสารหรืองานวิจัยเท่านั้น โดยดูจากคะแนนสอบวิชาหลัก ๆ อาทิ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ หรือดูจากการใช้เวลาของเด็กในการทำกิจกรรมทางวิชาการ และเวลาในทางบันเทิง แตกต่างกันแค่ไหน เพราะทุกวันนี้เด็กใช้เวลาทำการบ้าน 1-3 ชั่วโมง ในขณะที่ใช้เวลาดูทีวีหรือเล่นเกม 6-8 ชั่วโมง

นอกจากนี้ควรมีการดูแลแก้ไขในเรื่องการพัฒนาส่งเสริมผู้เรียน พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม กิจกรรมเสริมสร้างลักษณะนิสัย และกิจกรรมเชิงวิชาการ กิจกรรมส่งเสริมความรู้ ซึ่งถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมวิชาการหรือส่งเสริมการเรียนเพียงอย่างเดียว ถือว่ายังไม่ใช่ ต้องมีกิจกรรมอื่น ๆ เสริมด้วย และเวลาการทำงานของผู้บริหารในโรงเรียนเมื่อเทียบกับเวลาการทำงานนอกโรงเรียน ก็ควรต้องดู รวมไปจนถึงสัดส่วนรายได้ของโรงเรียนที่ได้รับจากภาครัฐ (ตาม นโยบายเรียนฟรี 15 ปี) ในการพัฒนาคุณภาพ เมื่อเทียบกับการทำงานด้าน อื่น ๆ เหล่านี้เป็นต้น

ก็เป็นมุมมองที่เกี่ยวกับการจะทบทวนนโยบาย “เรียนซ้ำชั้น”

ที่สุดแล้วจะมีการรื้อฟื้นมาใช้-ไม่รื้อฟื้น…ยังต้องรอดูกัน ???.

Say your words