วันที่ 5 กันยายน 2551 เวลา 08:21 น. จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
จากการที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา วุฒิสภา จัดประชุมหารือเรื่องแนวทางการจัดการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอยากเห็นการให้ความ สำคัญกับสอนวิชาประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นนั้น ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า คุณค่าของวิชาประวัติศาสตร์อยู่ที่วิธีการเรียนและเนื้อหา โดยวิธีการเรียนจะทำให้เรารู้จักตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วนำมาเล่าเรื่องให้เชื่อมโยงกับหลักฐาน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการเรียนทุกวิชา ส่วนคุณค่าของเนื้อหาอยู่ที่การ ที่นักประวัติศาสตร์สร้างกรอบคำอธิบายตามเป้าหมายของตัวเองซึ่งอาจมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ ดังนั้นครูจะต้องสอนให้เด็กรู้จักคิดและวิเคราะห์ แต่ปัจจุบันอาจารย์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างกรอบความคิดมากนัก
ศ.นิธิ กล่าวต่อไปว่า ความจริงแล้วการศึกษาประวัติศาสตร์ ควรศึกษามนุษย์ซึ่งอยู่ภายใต้บริบทเงื่อนไข ซึ่งจะแตกต่างกันไปแต่ละยุคสมัย ไม่ใช่เอาความคิดของตัวเองไปคิดแทนคนในประวัติศาสตร์ เพราะจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจและขัดแย้งกันได้ ตนจึงมีข้อเสนอว่าการสอนประวัติศาสตร์ควรสอนใหม่ตั้งแต่เรื่องชาติ โดยสอนว่าชาติของเรามีความหลากหลายทั้งเผ่าพันธุ์และศาสนามาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่ทุกคนก็สามารถเข้ามาอยู่ร่วมกันและทำประโยชน์ให้แก่คนรุ่นหลังได้ ซึ่งถ้าสามารถสอนให้เข้าใจในความหลากหลายได้ จะทำให้สามารถอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างได้อย่างสันติสุข ทำให้เกิดการรักชาติในแง่ที่เป็นเพื่อนมนุษย์กัน ไม่ใช่รักเพียงแค่คำพูด
“หลักสูตรสถานศึกษาระดับประถม ควรสอนประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตัวเอง อย่าเพิ่งสอนประวัติศาสตร์ไกลตัว ต้องสอนให้เด็กได้รู้จักวีรบุรุษในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่นตนเองก่อน เมื่อถึงระดับ มัธยมจึงค่อยเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ส่วนรวม ที่ไกลตัวมากขึ้น ส่วนหลักสูตรแกนกลางก็ควร ให้เด็กได้เรียนรัฐประชาชาติไทยจนถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่วิชาประวัติศาสตร์ของเรามักหยุดอยู่ แค่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นวันที่อำนาจ ประชาธิปไตยเป็นของปวงชน แต่หลังจากนั้นครูไม่สอนแล้ว เพราะมีแต่ความขมขื่น เกิดเหตุการณ์สู้รบกับคอมมิวนิสต์และมีเผด็จการทางทหารเกิดขึ้น ทั้งที่ประวัติศาสตร์เหล่านั้น แม้จะสร้างความขมขื่นแต่ก็มีความก้าวหน้ามาจนถึงยุคปัจจุบัน มีการขยายตัวของโรงเรียนราษฎร์ 100% ในรัฐบาลยุคเผด็จการ และมีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมาสู่เศรษฐกิจตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กควรได้รู้” ศ.นิธิ กล่าว.