วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ความรักอันบริสุทธิ์ คือความรักที่ไม่หวังผลตอบแทน แต่ดูเหมือนความรักของผู้เป็น “แม่” ในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไป มีหลายครอบครัวที่เลี้ยงลูกด้วยความคาดหวัง หวังให้ลูกเป็นคนเก่งเทียบเท่าหรือมากกว่าคนอื่นๆ ในสังคม แต่สิ่งที่ตามมา คือความกดดันที่สะสมอยู่ในตัวผู้เป็นลูกนั่นเอง
เหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจัดงานเสวนา “ครอบครัวสร้างสุข ครั้งที่ 5″ ตอน “แม่…ไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า” พร้อมเชิญผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผอ.สถาบันรามจิตติ รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภครทร ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และ ทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกอบรมเด็กเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก ร่วมเสวนา
ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า ส่วนตัวนิยามคำว่า แม่ ในปี 2551 คือ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของลูก เพื่อนสนิทที่มีทุกบทบาทเอาใจใส่ ยอมรับฟัง ซึ่งกันและกัน ซึ่งพ่อแม่ควรจะทำหน้าที่นี้ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นพ่อแม่ตกขอบ ไม่ทันโลกของลูก และเมื่อพ่อแม่ไม่ทันโลกของลูกเมื่อไร ก็จะเกิดการใช้อำนาจขึ้นภายในครอบครัวทันที ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์
“ทุกวันนี้พ่อแม่ 80 เปอร์เซ็นต์ มักจะคิดและพูดกับลูกในทางลบมากขึ้น เป็นสัญญาณที่อันตรายมาก เด็กสมัยนี้น่าสงสาร เพราะไม่ว่าลูกจะเริ่มพูด หรือเริ่มแสดงความคิดเห็นอะไร พ่อแม่ก็มักจะคิดไปในทางลบซะหมด จริงๆ แล้วพ่อแม่ควรจะเป็นคนแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นคนสร้างเกราะขึ้นมา ต้องฟังลูกซะก่อน ว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง แล้วเราจะเข้าใจและสามารถเป็นคนนำพาเขาได้” ดร.อมรวิชช์ แจกแจง
พร้อมกับบอกด้วยว่า ในอนาคตจะมีแม่ 3- 4 ประเภท ที่ต้องการความช่วยเหลือคนละแบบ เริ่มจากแม่วัยรุ่น ที่จะมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถิติ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีเด็กที่เป็นแม่อายุต่ำกว่า 19 ปีมากถึง 6-7 หมื่นคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นปริมาณที่สะสม ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีแม่เป็นแสน ซึ่งแม่กลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการติดยาเสพติดและเป็นยุวอาชญากรมากขึ้น
“แม่อีกกลุ่มที่จะมีมากขึ้น คือ แม่ขี้เว่อร์ ไฮเปอร์ แม่กลุ่มนี้จะเป็นแม่ที่มีการศึกษาสูง เมื่อมีลูกจึงออกแบบชีวิตลูกให้มีความเข้มข้นอยากให้เก่งรอบด้าน ให้ลูกเรียนทุกอย่างที่เราอยากจะให้เรียน เมื่อไปเร่งเขามากๆ ตั้งแต่เด็กช่วงเป็นวัยรุ่นตอนต้น เครื่องก็ดับ การกระทำแบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการฆ่าลูกด้วยรัก ดังนั้นถ้าพ่อแม่เข้าใจ ว่าชีวิตของลูกจะดี ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีก็หยุดฆ่าลูกด้วยรักซะตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าเลี้ยงลูกแบบผู้อำนวยการสร้าง คือ จัดฉากให้ลูกทุกฉากแบบนั้นเด็กจะไม่มีเวลาเป็นเด็กเลย”
ในขณะที่ ทิชา ณ นคร ผู้ทำหน้าแม่ให้กับเด็กๆ บ้านกาญจนาภิเษกหลายสิบคน กล่าวว่า ความคาดหวังที่พ่อแม่มีให้กับลูกเป็นสิ่งอันตรายมาก พ่อแม่ไม่ควรเรียกร้องจากลูกมากจนเกินไป แม่วัยรุ่นที่มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากสังคมทำให้เขามองเห็นศักยภาพของตัวเอง จะเป็นการช่วยเหลือแม่เหล่านั้นได้ดีที่สุด เมื่อรู้ว่าเด็กพลาดแล้วไม่ควรซ้ำเติมเด็ก แต่ในทางกลับกันควรจะให้กำลังใจ และช่วยเหลือให้พวกเขากลับมามีพื้นที่ยืนในสังคมนี้ได้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ด้าน รศ.ดร.สายฤดี กล่าวว่า ผู้หญิงปัจจุบันรู้สึก ว่าการมีลูกเป็นเรื่องยาก ลำบาก เหนื่อย และไม่มีอะไรตอบแทน เพราะสังคมไทยไม่ให้แม่ได้ทำหน้าที่แม่อย่างเต็มที่เหมือนในต่างประเทศ ภาพด้านดีของแม่ที่เลี้ยงดูเขามาจึงมีให้ลูกเห็นไม่มากนัก จึงทำให้ลูกคิดว่าการเป็นแม่เป็นเรื่องยากสำหรับเขา ดังนั้นพ่อแม่จึงควรพัฒนาตัวเองเพื่อให้เป็นแบบอย่างสำหรับลูก เพื่อเด็กจะได้เติบโตเป็นพ่อแม่ที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป