ทุกอย่าง10บาท:ปลูกต้นไม้ ฝากธนาคาร

วันที่ 5 สิงหาคม 2551 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คงจะดีไม่น้อย ถ้าต้นไม้ที่เราปลูกไว้ในที่ดินของตัวเอง สามารถนำไปจำนอง กู้เงินจากธนาคารได้
แนวคิดนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะเริ่มต้นมาจากนโยบาย “ปลูกต้นไม้ใช้หนี้” ซึ่งคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี น้อมนำพระราชดำริ “การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ ได้แก่
การปลูกไม้เนื้อแข็ง เพื่อประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัย
การปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อประโยชน์ด้านเป็นอาหาร
การปลูกไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ไผ่ เพื่อประโยชน์ในการทำเครื่องใช้ไม้สอย
และทั้งหมดมีประโยชน์ด้านการรักษาระบบนิเวศน์ได้ด้วย
เดือนพฤษภาคม 2550 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประกาศให้นโยบายปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์
“การพึ่งตนเองและความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พลังงาน อาหาร และยา”
โดยแบ่งการปลูกพืชเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ ปลูกไม้ชั้นบน ไม้ชั้นกลาง ไม้ชั้นล่าง พืชหน้าดิน พืชหัว พืชน้ำ และพืชเถา เพื่อประโยชน์ 5 ประการ ได้แก่ เป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค เป็นที่อยู่อาศัย เป็นพืชพลังงาน และทำเครื่องใช้ไม้สอย
แนวคิดเรื่อง ธนาคารต้นไม้ เป็นการต่อยอดมาจากนโยบาย ปลูกต้นไม้ใช้หนี้ นั่นเอง
ว่าที่ ร.ต.ไสว แสงสว่าง ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาท่าชนะ จังหวัดชุมพร เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว ประจำปี 2550 จากบริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) คือ ผู้จัดการธนาคารต้นไม้ สำนักงานใหญ่ ถือเป็น ผู้จัดการธนาคารต้นไม้ คนแรกของโลก.. !
ปัจจุบัน ธนาคารต้นไม้มี 56 สาขา มีสมาชิกแล้วเกือบ 8,000 คน แต่ละคนจะนำกล้าไม้ยืนต้นไปปลูกแซมในพื้นที่สวนเดิมของตนเอง ระหว่างที่เก็บเกี่ยวพืชผลตามปกติ ก็ดูแลรักษาต้นไม้ให้เติบโตไปด้วย มีการคำนวณมูลค่าของต้นไม้เพิ่มขึ้นปีละ 100 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่ไม้หลายชนิดมีราคาจริงมากกว่านั้นหลายเท่าตัว เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น จำปาทอง ที่คนจีนนิยมนำไปทำโลงศพที่เรียกว่าโลงจำปา หรือมาฮอกกานี ที่นิยมนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี
สมาชิกธนาคารต้นไม้ จะได้รับแจกสมุดบันทึกแบบเดียวกับสมุดบัญชีธนาคาร ที่ลงรายละเอียดว่าปลูกต้นไม้ชนิดใดไว้กี่ต้น อายุกี่ปี เพื่อนำมาคำนวนมูลค่าได้
แต่แค่นั้นคงไม่อาจเรียกว่าเป็น “ธนาคาร” ได้
ว่าที่ ร.ต.ไสว บอกว่า ระบบธนาคารยอมรับการจำนำจำนองที่ดิน รถยนต์ หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ รวมถึงการจำนำพืชผลการเกษตร ขณะที่ต้นไม้ก็มีค่า มีราคา ทำไมจึงจะรับจำนองต้นไม้ไม่ได้..!!?
“ต้นไม้โตขึ้นทุกวัน ไม่มีความเสี่ยง มูลค่าเพิ่มขึ้นตามอายุขัย น้ำมันแพง เปลี่ยนรัฐบาล ต้นไม้ก็ยังโต และไม้หายากขึ้น ทุกวันนี้เงินหมื่นบาทซื้อไม้ได้ไม่ถึงสิบแผ่นด้วยซ้ำ” ว่าที่ ร.ต.ไสว ให้เหตุผลว่าทำไมจึงจะคิดว่าให้ต้นไม้เป็นหลักทรัพย์ไม่ได้

วิธีการรับจำนองก็ไม่ยาก เมื่อมีสมุดบัญชีธนาคารต้นไม้อยู่แล้ว ย่อมรู้ว่าใครมีต้นไม้ชนิดไหน จำนวนกี่ต้น อายุกี่ปี คำนวณราคาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พนักงานของธนาคาร (ซึ่งก็น่าจะเป็น ธ.ก.ส.นั่นเอง) สามารถออกไปตรวจสอบในพื้นที่จริงได้ เช่นเดียวกับการรับจำนำข้าว หรือผลผลิตชนิดอื่น หรือจะตรวจสอบจากแผนที่พิกัดดาวเทียมก็ยังได้
เมื่อต้นไม้โตอายุครบ 20 ปี ก็ตัดขายนำเงินมาชำระหนี้ ระหว่างนั้นหากเกรงว่าจะมีภัยธรรมชาติทำให้ต้นไม้ล้ม ก็ทำประกันไว้เช่นเดียวกับประกันภัยพืชผลการเกษตร
ปัญหาอยู่ที่ว่านโยบายของรัฐบาลจะยอมรับแนวคิดหรือไม่ เพราะนอกจากระบบธนาคารที่จะต้องยอมรับว่าต้นไม้เป็นหลักทรัพย์แล้ว การกู้เงินโดยใช้ต้นไม้ค้ำประกัน ยังต้องอาศัยงบประมาณของรัฐมาชำระดอกเบี้ยแทนผู้กู้ เช่นเดียวกับการจำนำพืชผลการเกษตรด้วย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะปกติรัฐมีงบปลูกป่าอยู่แล้ว 100 บาทต่อต้นต่อปี เป็นค่ากล้าไม้และค่าจ้างบุคลากรปลูกและดูแลป่า หากรัฐนำงบก้อนนี้มาชำระดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการธนาคารต้นไม้ ชาวบ้านจะเป็นผู้ดูแลต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในที่ดินของตนเองอยู่แล้ว โครงการนี้ก็จะเป็นจริงได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตามไม่ว่าโครงการธนาคารต้นไม้จะเป็นจริงได้หรือไม่ การปลูกไม้ยืนต้นก็จะสร้างคุณค่าให้ผู้ปลูกได้อยู่แล้ว ทั้งตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือจะคิดเสียว่าเป็นเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณอายุจากการทำเกษตรกรรมก็ได้ เมื่อแก่ตัวลงก็ตัดไม้ที่โตเต็มที่ขาย นำเงินมาใช้ในบั้นปลายชีวิต หรือในอนาคตอาจสร้างรายได้ทางอ้อมจากการขายคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย.

คุณนายทอม

1 Response ห่างไกล »

  1. 1

    น่าสนใจมากเลยครับ


Comment RSS · TrackBack URI

Say your words