เกิดอะไรขึ้น ? เมื่อลูกเราฉลาดแต่เรียนไม่เก่ง

โดย www.iqeqdekthai.com

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ฉบับวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542

เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า ในแต่ละปีมีเด็กๆ เป็นจำนวนมาก ประสบปัญหาในเรื่องของผลการเรียน ที่ต่ำกว่าระดับความสามารถที่แท้จริง ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์ดี เก่งในเรื่องของการใช้ถ้อยคำ หรือ มีความเป็นอัจฉริยะ ทางด้านคณิตศาสตร์ แต่ความสามารถ ทั้งหมดนี้ ไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เมื่ออยู่ที่โรงเรียน เด็กๆ เหล่านี้เป็นทุกข์จาก ภาวะสัมฤทธิผล ทางการเรียนที่ต่ำลง (Underachievement Syndrome) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขา สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ดูเหมือนพวกเขาจะคิดว่าตนเอง ไม่สามารถเรียนรู้กระบวนการสร้างความสำเร็จในชีวิตได้  นั่นหมายความว่า สัญญาณอันตรายได้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่พ่อ แม่ทุกคนควรจะต้องตระหนักถึงปัญหาพื้นฐานนี้ให้มาก และเร่งหาหนทางแก้ไขให้ได้ตรงจุดที่สุด

สาเหตุอยู่ที่ไหน?
ภาวะสัมฤทธิผลทางการเรียนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นภาวะที่เด็กสอบได้คะแนนต่ำ เมื่อเทียบกับระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญาของเด็กที่ได้จากการทำแบบทดสอบทางสติปัญญา หรือไอคิวเทสต์ เช่น เด็กที่มีไอคิวอยู่ในระดับเกณฑ์ฉลาด แต่กลับมีผลการเรียนปานกลางหรือค่อนข้างอ่อน “ทั้งนี้การวัดไอคิวต้องวัดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าคะแนนที่ได้ต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริงนี้ อาจเนื่องมาจากปัญหาในเรื่อง
ของภูมิหลังการศึกษา ความล้มเหลวของครอบครัว สถานภาพทางด้านเศรษฐกิจ หรือขณะทำการทดสอบเด็กไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ถูกสิ่งอื่นดึงดูดความสนใจก็อาจเป็นได้” อาจารย์สุมนา พิศลอยบุตร นักจิตวิทยาคลินิก โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ได้กล่าวถึงหลักการวัดระดับสติปัญญาของเด็กอ่อนที่จะอธิบายต่อไปว่า สาเหตุของภาวะสัมฤทธิผลทางการเรียนที่ต่ำนี้จะแบ่งออกเป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน สำหรับปัจจัยภายในนั้น ก็คือเรื่องของร่างกาย อารมณ์ บุคลิกภาพ
ส่วนปัจจัยภายนอกก็ได้แก่ สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป

ปัจจัยภายในนั้นก็เช่นร่างกายยังไม่มีความพร้อมที่จะเรียน ด้วยความที่อ่อนกว่าวัยก็ดี หรือสมองดีเฉพาะด้าน ทำให้ทำแบบทดสอบทางสติปัญญาได้คะแนนสูง ทั้งที่จริงแล้วพอถึงเวลาเรียนทั่วๆ ไป ก็ไม่ได้ทำให้คะแนนสอบสูงขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนั้นการถูกบังคับ รับรู้มากมาย หลายทางเกินไป ก็อาจจะทำให้เด็กไม่สามารถเรียนได้อีกเหมือนกัน ด้านอารมณ์ ก็จะเป็นลักษณะขาดแรงจูงใจทางการเรียน เด็กพวกนี้จะมีแรงจูงใจใส่สัมฤทธิ์ตั้งใจเรียนน้อย ปัจจัยที่สำคัญก็คือ
เรื่องของครอบครัว เด็กอาจจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดมาก ทำให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ หรือในเรื่องของสังคม มีปัญหากับเพื่อน มีปัญหากับครู ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของบุคลิกภาพ เด็กจะไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องของการเรียน แต่อยากจะทำงานที่ต้องใช้การเคลื่อนไหว แทนที่จะทำงานด้วยสมอง เป็นต้น

ส่วนปัจจัยภายนอก ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม สถานที่เรียน ไม่ชอบที่เรียนอย่างนี้ ห้องเรียนแบบนี้ไม่สนุก เดินทางมาไกล เหนื่อย เบื่อ วิธีสอนไม่ถูกกับวิธีการเรียนของเด็ก พ่อแม่ไม่เคยพาเด็กไป ไหนเลย ข้อมูลข่าวสารของโลกก็จำกัดแคบไปหมด และเมื่อเด็กทำดีก็ไม่เคยให้กำลังใจหรือสนับสนุนอะไร ซึ่งถ้าหากพ่อแม่สอนลูกเป็นแล้วละก็ จะทำให้เด็กรู้จัก
คิดต่อเรียนต่อเองได้

เด็กเหล่านี้พูดถึงโรงเรียนของเขาอย่างไร?

เด็กที่อยู่ในภาวะความสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำนั้นจะรู้สึกสับสนในตัวเอง พวกเขาจะไม่ค่อยฟังเวลาเรียน แต่จะคอยมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่เสมอ หรือขาดทักษะทางด้านการเรียน และเมื่อเอ่ยถึงโรงเรียนเขาจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า”เบื่อ” เด็กเหล่านี้จะมีการต่อต้าน ค่อนข้างมาก โรงเรียนสำหรับพวกเขานั้น คือ สิ่งที่น่าเบื่อ ผลการเรียนที่ตกต่ำลง พวกเขาก็บอกว่า “ไม่เป็นไรไว้ ค่อยแก้ตัวใหม่คราวหน้า” ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ หมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำราเรียนกันยกใหญ่ เด็กที่มีภาวะสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำ จะไม่เคยอ่านหนังสือเลย พวกเขาจะอ่านก็ต่อเมื่อใกล้ถึงวันสอบหรือทำการบ้านที่จำใจต้องทำเท่านั้น บางครั้งเด็กอาจจะอ้างว่า “ความสำเร็จทางการเรียน” เป็นเป้าหมายสูงสุดของพ่อแม่มากกว่า หากแต่ไม่ใช่สำหรับพวกเขา และก็ตำหนิปัญหา ที่เกิดขึ้นนี้ว่าไม่ยุติธรรมเลยที่จะนำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง หรือไม่ยุติธรรมเลยที่พวกเขาจะต้องได้รับแรงกดดันจากพ่อแม่ที่มีความคาดหวังในตัวพวกเขาสูงนัก

น.พ.ยงยุทธ์ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายถึงภาวะทางด้านจิตใจของเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำว่า “บางทีเด็กมีความเครียดจากระบบการเรียนมายาวนาน แล้วก็เข้าสู่ระยะจัดการความเครียดของตัวเองไม่ได้ ก็จะเป็นระยะที่เริ่มเบื่อหน่าย ท้อแท้ ภาวะนี้จะทำให้เด็กมีลักษณะของการเรียนไม่ดี สมาธิต่ำ ความเข้าใจทางการเรียนมีน้อย หรือว่าเด็กที่มีความวิตกกังวลอยู่บ่อยๆ ก็จะทำ ข้อสอบพลาด เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำได้ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัจจัยที่ตัวเด็กเอง
ทางออกของปัญหา

เริ่มต้นจากที่พ่อแม่จะต้องดูว่าลูกตัวเองมีปัญหานี้จริงหรือเปล่า เพราะว่าภาวะนี้บางครั้ง พ่อแม่อาจจะคิดว่าลูกสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำ แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะฉะนั้น อันดับแรกก็คือ พ่อแม่จะต้องทำการศึกษาเพื่อหาคำวินิจฉัยก่อนกว่าเป็นหรือไม่ ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นปัญหานี้แล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็ต้องดูว่าสาเหตุจากอะไร แล้วก็มาทบทวนถึงวิธีการแก้ไขปัญหานั้น น.พ.ยงยุทธ ให้คำแนะนำก่อนจะเสริมต่อไปว่า “การแก้ไขก็เป็นสาเหตุ ส่วนใหญ่สาเหตุมักจะมาจากครอบครัว ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ด้วยว่า ถ้าเราเลี้ยงลูกแล้ว ทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็น คนไม่ดี ไม่สามารถทำให้ได้อย่างใจพ่อแม่ พูดง่ายๆ ก็คือรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า หรือพ่อ แม่ที่เลี้ยงดูแบบตำหนิ เข้มงวดมากๆ ก็จะทำให้ลูกดื้อเงียบ หมายความว่า เด็กก็จะมีปัญหากับพ่อ แม่โดยเขาอาจจะรู้สึกต่อต้าน แต่ออกมาในรูปแบบของการต่อต้าน ลักษณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ เฉื่อยชา ไม่ตั้งใจเรียน พ่อแม่ก็จะต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูเสียใหม่ โดยอาจจะไปหาจิตแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เราสามารถแก้ปัญหาลูกได้ดีขึ้น ส่วนวิธีการกระตุ้นแรงจูงใจของเด็ก ก็คือ พ่อ แม่ควรพยายามที่จะให้คุณค่ากับเด็กตามที่เด็กมีความสามรถจริง อย่าเคี่ยวเข็ญเด็กมาก เด็กบางคนเขาอาจจะไม่เก่งบางวิชาแต่เขาอาจจะเด่นบางวิชา เราก็ควรจะชื่นชม แล้วให้เด็กทำกิจกรรมในโรงเรียนตามวิชาที่เขาสนใจ หรือเพียงแค่เด็กเขาช่วยงานบ้าน เขารักน้อง พ่อแม่ก็อาจจะใช้สิ่งเหล่านี้ ทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น แล้วก็ลดการดื้อเงียบลง ก็จะเป็นกระบวนการแก้ไขสำคัญ” น.พ.ยงยุทธ์กล่าวสรุป

นอกจากพ่อแม่ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กพัฒนาการยอมรับในตัวเอง ให้เกิดความสำเร็จได้อย่างแท้จริงแล้วครูก็มีส่วนสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าใดนักเพราะวันหนึ่งๆ เด็กจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

ทั้งนี้ อาจารย์สุมนา พิศลอยบุตร นักจิตวิทยาคลินิก ได้ให้ข้อคิดในการแก้ไขปัญหาเด็กที่มีภาวะสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำเอาไว้ว่า ควรจะยึดรูปของสามเหลี่ยม 2 รูป นั่นคือ สามเหลี่ยมแรกจะเป็น บทบาทของพ่อแม่ครู เด็ก และอีกสามเหลี่ยม ก็คือ นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง จะต้องเชื่อมต่อซึ่งกันและกันเด็กจะได้อยู่ในสายตาของทุกๆ ฝ่าย เพราะฉะนั้น ต้องร่วมมือกัน ประสานกัน การที่เด็กเรียนเก่งหรือไม่เก่งนั้น พ่อแม่ต้องฉับไวสังเกต แล้วส่งข่าวให้ครู เมื่อครูสังเกตเด็กแล้ว ก็ต้องมาปรึกษาหารือกันแล้ว ก็ไปพิจารณาตัวเด็กเอง ให้เด็กได้พูดแสดง ความรู้สึกออกมาด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้รับรองว่าเด็กจะประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนแน่ๆ ส่วนเหตุผลที่ต้องมีนักวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เพราะครูอาจจะไม่มีความรอบรู้ในเรื่องของจิตวิทยาคลินิก หรือวิธีการสอนอย่างนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฉะนั้นไม่ว่า นักวิชาการก็ดี ครูก็ดี พ่อแม่ก็ดี จะสามารถทำความรู้จักวงจรชีวิตของเด็กที่เปรียบเหมือนแก้วคริสตัล ที่มีหลายเหลี่ยม หลายมุม ได้ครบถ้วน ก็ต่อเมื่อ ทุกคนที่ใกล้ชิดกับเด็กจะต้องร่วมมือกัน

เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหาเรื่องการเรียนของเด็กเรื้อรังและยากแก่การแก้ไขแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะหลอมตัวเป็นนิสัยที่แท้จริงของเด็ก ซึ่งจะทำให้เขาประสบปัญหากับภาวะลำบากเป็น อย่างยิ่ง เมื่อเขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต” อาจารย์สุมนา กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการสอบจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ใช้วัดประสิทธิภาพของเด็กให้ก้าวไปสู่ระดับชั้นเรียนที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก เพราะคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นเลิศของผลการเรียนเท่านั้น ทว่าอยู่ตรงที่ เด็กคนนั้นสามารถเรียนรู้ ตลอดจนเข้าใจวิถีชีวิตของตนเองและผู้อื่นได้อย่างถ่องแท้มากน้อยเพียงใด

Say your words