Archive for กรกฎาคม, 2008

ศธ.ระดมหมื่นล้านผุดกองทุนสางหนี้ครู ออกกฎคุม เข้มห้ามก่อเพิ่ม [31 ก.ค. 51 - 04:23]

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นายพงศกร อรรณนพพร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างแผนแม่แบบการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งจะให้มีการจัดตั้งกองทุนปิด 7 ปี วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยระดมทุนทุกภาคส่วนที่สนใจร่วมลงทุนกับกองทุนที่มีความมั่นคง และมีผลตอบแทนที่สูง เพื่อใช้แก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับครู คล้ายกับกองทุนวายุภักษ์ของธนาคารกรุงไทย ส่วนดอกเบี้ยจะมีการหารืออีกครั้ง ทั้งนี้จะมีกระทรวงการคลังเข้ามาซื้อกองทุนในอัตราร้อยละ 40 เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจ เช่น สำนักงานประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย รวมถึงภาคเอกชนอื่นๆ ที่ต้องการร่วมลงทุน คาดว่าอีก 1 เดือน จะมีการลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ จากนั้นจะเปิดให้ข้าราชการครูที่ได้รับความเดือดร้อนสมัครเข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นมีข้าราชการครูที่มีหนี้อยู่ประมาณ 140,000 ราย อย่างไรก็ตาม จะต้องจัดทำหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันการก่อหนี้สินใหม่ โดยจะมีคณะทำงานในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกันกำหนดระเบียบ นอกจากนี้ตนได้เสนอห้ามไม่ให้ผู้บังคับบัญชาของครูเซ็นค้ำประกันหนี้ใหม่ หากฝ่าฝืนผู้บังคับบัญชาจะต้องร่วมรับผิดชอบ และมีโทษทางวินัยด้วย

“ทางกองทุนจะเข้าไปเจรจาขอรีไฟแนนซ์หนี้เก่าของครู เพื่อนำมาบริหารจัดการใหม่ ทำให้ครูสามารถมาผ่อนชำระหนี้ได้ในระยะยาว ซึ่งในส่วนของเจ้าหนี้เดิมก็ไม่ต้องเจอกับปัญหาหนี้เสีย (NPL) หากมีครูสนใจร่วมกองทุนเกินกว่าวงเงิน 10,000 ล้านบาท ก็จะระดมทุนเปิดกองทุนที่ 2 ต่อไป มั่นใจว่าสามารถระดมเงินเข้าสู่กองทุนได้ถึง 200,000 ล้านบาท จึงไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีเงินไปใช้หนี้ให้กับครู” นายพงศกรกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพงศกรได้ปรามในที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากบางพื้นที่ถึงการสอบบรรจุครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ เรียกเก็บเงินผู้ที่ต้องการเป็นครูถึงหัวละ 200,000 บาท ทำให้ครูมีหนี้สินตั้งแต่เริ่มชีวิตการเป็นครู.

Leave a comment »

รพ.รัฐวิกฤติขาดแพทย์-พยาบาลจบใหม่

วันที่ 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 09:00 น.

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศวิกฤติ ขาดแพทย์-พยาบาลหลายหมื่น พบนักศึกษาจบใหม่แห่ซบโรงพยาบาลเอกชน หลังมีรายได้สูง แต่บางรายหันไปประกอบอาชีพอื่น รมช.สธ.ระบุหมอไทย 1 คนต้องรักษาผู้ป่วยสูงถึง 5 พันคน ขณะที่ต่างประเทศจะรักษาแค่ 800-900 คนเท่านั้น  เตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไข หวั่นสายเกินไป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ก.ค. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณสุข เป็นประธาน ปล่อยคาราวานออกเตือนประชาชนเรื่องเปิบลาบหลู้หมูดิบ หูดับ โรคไข้เลือดออก และโรคอ้วน บริเวณหน้าที่ทำการอำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่ โดยมี นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นพ.สมอาจ วงค์ สวัสดิ์ ผอ.โรงพยาบาลจอมทอง พร้อมด้วยเจ้า  หน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ อสม. กลุ่มชาวบ้าน และประชาชนจากตำบลต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กว่า 1,000 คน เข้าร่วม

ทั้งนี้นายวิชาญ ให้สัมภาษณ์ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าขณะนี้ประเทศไทยมีแพทย์ทั่วประเทศ 32,000 กว่าคน แต่ที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีเพียง 8,300 คน ที่เหลืออยู่ในสังกัดของโรงพยาบาลเอกชน และลาออกไปศึกษาต่อ ส่วนพยาบาลจากการตรวจสอบพบว่ายังขาดอยู่อีก 27,000 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยพบว่าแพทย์ 1 คนต้องทำการรักษาผู้ป่วยขณะนี้ถึง 5,000 คน แต่ในต่างประเทศแพทย์ 1 คน จะรักษาผู้ป่วยเพียงแค่ 700-800 คนเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยขาดผู้มีความรู้ทางด้านการแพทย์เป็นอย่างมาก และยังต้องการอยู่อีกหลายหมื่นคน

รมช.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า สาเหตุที่พบว่าแพทย์ขาดแคลน พบว่ามีอยู่หลายปัจจัย เช่น เรื่องของอัตราค่าครองชีพ เงินงบประมาณในการสนับสนุน ซึ่งมีค่าตอบแทนน้อยกว่าของเอกชน รวมทั้งผู้ที่จบออกมาแล้วหันไปประกอบวิชาชีพอื่น หรือบางคนเมื่อเรียนจบแล้วก็อยากจะเดินทางกลับไปทำงานตามภูมิลำเนาของตนเอง ส่วนหนึ่งก็ได้ลาไปเพื่อศึกษาต่อ เมื่อมองเห็นสาเหตุต่าง ๆ แล้วก็ทำให้ทราบแน่ชัดว่าตอนนี้ประเทศไทยต้องการบุคลากรทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน และเรื่องงบประมาณในด้านการสนับสนุนเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ต้องมีการปรับอัตราให้เพียงพอ ซึ่งในเรื่องนี้สมาคม ชมรมแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมสัมมนาในวันที่ 8 ส.ค. เพื่อหาทางแก้ไข ก่อนที่จะเกิดปัญหาการขาดแคลนหรือจำนวนบุคลากรแพทย์ไม่เพียงพอในการรักษาจะมีมากกว่านี้.

Leave a comment »

ไฮไลต์งานสัปดาห์วิทย์ 2551

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ดร.พิชัย สนแจ้ง ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เปิดเผยถึงกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2551 ว่า ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิทยาศาสตร์สร้างชาติ สร้างอนาคต” โดยระหว่าง วันที่ 5-23 ส.ค. คือ อพวช.จะนำเสนอภาพถ่ายดาวเทียมเขาพระวิหารจากดาวเทียม ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (สอทภ.) เพื่อชี้ให้เห็นว่าเขาพระวิหารนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของประเทศใด โดยแผนที่ดังกล่าวจะแสดงขอบเขต ของประเทศทั้งสองตามสนธิสัญญาฉบับต่างๆ ซึ่ง อพวช.ต้องการนำมาแสดงเพื่อให้เยาวชนและประชาชนได้ทราบและเข้าใจถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์สำคัญ คือ การแสดงดนตรีจากหุ่นยนต์ “Musical Robot Band” จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการจัดแสดง ส่วนอีกกิจกรรมหนึ่งที่อยากให้ประชาชนเข้าร่วมก็คือ การแสดงละครเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในชื่อเทิดไท้องค์บรมราชาแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย สำหรับงานสัปดาห์ วิทยาศาสตร์จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-22 ส.ค. ที่ไบเทคบางนา.

Leave a comment »

เด็กไทยกระหึ่มแข่งชีวโอลิมปิก

เด็กไทยกระหึ่มคว้า3ทอง1เงินแข่งชีวโอลิมปิก

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.51 น.ส.นารี วงศ์สิโรจน์กุล รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) กล่าวว่า ตามที่สสวท.คัดเลือกและจัดส่งผู้แทนประเทศไทยเดินทางไปร่วมการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 13-20 ก.ค. 51 ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ซึ่งปีนี้มีประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 55 ประเทศ ปรากฏว่า ผู้แทนประเทศไทยจำนวน 4 คน สามารถสร้างชื่อเสียงให้ชาติโดยพิชิต 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน

สำหรับ 3 เหรียญทอง ประกอบด้วย นายธนา ทองศรีคำ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย น.ส.อติพร เทอดโยธิน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และนายเชาว์ เจริญกิจขจร โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ส่วน 1 เหรียญเงินจากนายภควัต จงสถิตเกียรติ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

รักษาการ ผอ.สสวท. กล่าวว่า นายธนายังได้คะแนนเหรียญทองเป็นลำดับที่ 9 ของโลก และได้คะแนนสูงสุดในปฏิบัติการสัตว์ (กายวิภาคและสรีรวิทยา) ขณะที่ น.ส.อติพร ได้ลำดับที่ 11 และได้คะแนนสูงสุดในปฏิบัติการพืช(กายวิภาคและสรีรวิทยา) ส่วนนายเชาว์ ได้ลำดับที่ 20 และนายภควัต ทำคะแนนเหรียญเงิน เป็นลำดับที่ 39 ของโลก

ด้าน นายธนา ทองศรีคำ หรือ แสตมป์ ซึ่งคว้าเหรียญทองปีนี้ จากปีที่แล้วได้เหรียญเงินในการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิก กล่าวว่า ทุกคนที่เป็นตัวแทนประเทศไทยได้พยายามเต็มที่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ชาติ พิสูจน์ว่าคนไทยก็สามารถไปยืน ในอันดับต้นๆ ได้ในแวดวงวิชาการทุกคนต่างทำชื่อเสียงให้กับประเทศได้เช่นกันในด้านที่ตนเองถนัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ ใช้ความสามารถให้เป็นประโยชน์ ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ

ขณะที่ น.ส.อติพร เทอดโยธิน หรือ อร กล่าวว่า การเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าแข่งขันโอลิมปิกก็รู้สึกกดดันบ้าง เพราะเป็นเรื่องหนัก หน่วงแต่ไม่ถึงกับเครียดเพราะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ส่วนตัวชอบเรียนโดยได้ทำการทด ลองเพราะได้เรียนรู้ทฤษฎีไปพร้อมๆ กันการได้เห็นพร้อมทั้งได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองช่วยให้ มีความ เข้าใจในเรื่องนั้นดีขึ้น.

ส่วน นายเชาว์ เจริญกิจขจร กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากและภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้แทน ประเทศไทย คิดว่าเป็นหน้าที่ๆ ต้องทำให้ดีที่สุด ก่อนไปได้พยายามอ่านหนังสือ และทำข้อสอบเก่าๆ ให้มากที่สุด แต่ที่สำคัญที่สุดคือฝึกตัว เองให้มีสติ สมาธิ พร้อมที่จะเจอข้อสอบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

นายภควัต จงสถิตเกียรติ หรือ ปิงปิง กล่าวว่า วิธีเรียนดีต้องไม่เรียนอย่างเดียว ต้องทำกิจกรรมที่ชอบอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เวลาอ่านหนังสืออย่าคิดว่าเป็นภาระให้รู้สึกว่ายังมีสิ่งแปลกใหม่มากมายที่น่ารู้ให้ค้นหาเหมือน เล่นเกมเลยครับ ส่วนตัวของผมชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ สถานการณ์โลกปัจจุบัน และชอบว่ายน้ำ ก้าว มาถึงจุดแห่งความสำเร็จในการเรียนได้เพราะครอบครัวให้การสนับสนุนอย่างมากทั้งด้านการใช้ชีวิตประจำวันและเป็นกำลังใจให้ โดยไม่ได้กดดันอะไรเลยครับ

อย่างไรก็ตาม คณะผู้แทนชีววิทยาโอลิมปิกจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 21 ก.ค.นี้ เวลา 05.35 น. เที่ยวบิน TG โดยทาง สสวท.จะมีพิธีต้อนรับ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

ขอบคุณที่มา : สยามรัฐ

21 กรกฎาคม 2551

Leave a comment »

สอนหนู ๆ ให้รักการอ่าน

การเริ่มสอนคุณหนู ๆ ตัวเล็ก ๆ ให้รักการอ่าน ก็คงต้องเริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องเป็นตัวอย่างในการรักการอ่านให้ลูก ๆ เห็นตั้งแต่เล็ก รวมถึงการหาหนังสือสนุก ๆ แฝงด้วยคติมาอ่านให้ลูกฟัง ทุกวัน การที่เด็ก ๆ ได้ฟังการอ่านหนังสือจากคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาติดการอ่านไปเองเมื่อโตขึ้น อีกข้อที่ลืมไม่ได้ ก็คือเมื่อลูกมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน คุณพ่อคุณแม่ก็ควรตอบและไม่แสดงความเบื่อหน่ายในการถามนั้น ๆ ภาพสวย ๆ บนหนังสือจะยิ่งทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากหยิบขึ้นมาเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟัง ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือ หนู ๆ อาจจะมีจินตนาการในการเล่านิทานหรือสร้างเรื่องราวขึ้นมาเองบ้าง หากคุณพ่อคุณแม่เห็น อย่าไปขัดแกนะคะ ปล่อยใ้ห้เขาได้จินตนาการตามที่ตนเองนึกคิด หรือในบางครั้งอาจเข้าร่วมในจินตการของลูก ลูก ๆ จะมีความรู้สึกอยากอ่านและต้องการที่จะเรียนรู้ตัวหนังสือบนนิทานมากขึ้น จน ณ เมื่อถึงวัยที่ต้องเข้าอนุบาล หนู ๆ ก็จะไม่เกี่ย

งงอนเลย เพราะเขามีเป้าหมายที่ต้องการจะไปโรงเรียนแล้ว

Leave a comment »

สอนเลขให้ลูกน้อย 4

จากคอลัมน์ สอนเลขให้ลูกน้อย 1-3 ถ้าลูกน้อยของคุณสามารถจำตัวเลข 1-10 หรือ 1-20 ได้แล้วทีนี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มให้หนู ๆ เริ่มการบวกเลข ควรเริ่มจากการบวกแบบมีรูปธรรมหน่อยนะคะ เช่น เอาส้มมาเป็นรูปธรรมในการนับ หรือ เอาของที่หนูเขาจับต้องได้ มาเป็นรูปธรรม แล้วทำเครื่องหมายบวกและเครื่องหมาย = ขึ้นมาตัวใหญ่ ๆ จากนั้นให้เริ่มการบวกจากจำนวนน้อย ๆ เช่น 1 + 1 =
หรือ 1+ 2 =
หากคุณพ่อคุณแม่ เริ่มจาก ตัวเลข 1+1 หรือ 1 + 2 เด็ก ๆ ยังคงไม่เข้าใจและอาจเกิดอาการสับสนได้ ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการตั้งโจทย์ว่า 1+1 ได้เท่ากับเท่าไหร่ ให้ วางผลส้ม 1 ผล ขั้นด้วยสัญลักษณ์ + และวางผลส้มอีก 1 ผล ตามด้วยสัญลักษณ์ =

จากนั้นให้ลูกนับผลส้มทั้งหมดเข้าด้วยกัน ผลที่ได้คือจำนวน 2 ก็ให้วางผลส้ม 2 ผล หลังสัญลักษณ์ =

ในช่วงแรก ๆ ลูกจะเกิดความสับสนขึ้นบ้างเนื่องจากไม่เข้าใจในสัญลักษณ์ แต่หากทุกครั้งที่นับจำนวน และมีเครื่องหมาย + เข้ามา ให้อธิบายความกับลูกว่านั่นคือเครื่องหมายให้เขานับต่อไปจนกว่าจะถึงเครื่องหมาย =

หากคุณพ่อคุณแม่้สิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยในการสอนการบวกให้เด็ก ๆ ทุกวันประมาณ 2- 3 อาทิตย์ แล้ว ให้เริ่มการสอนการบวกผ่านการวาดรูปลงบนสมุดได้เลยค่ะ เด็กจะเริ่่มเข้าใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การบวกของลูกไม่ควรเกิน 20 สำหรับเด็กอายุประมาณ 3-4 ขวบ นะคะ ในการสอนการบวกผ่านการวาดรูปแทนการใช้ตัวเลขคงต้องใช้เวลาประมาณ 1 – 3 เดือน เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับเครื่องหมายและการบวก (คุณพ่อคุณแม่อาจจะซื้อแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ให้ลูกทำบ้างก็ได้ค่ะ เพื่อให้ลูกรู้สึกสนุกและเปลี่ยนบรรยากาศ) หลังจากลูก ๆ คุ้นเคยกับการบวกตัวเลขผ่านรูปวาดแล้ว ในอันดับถัดไป ก่อนที่ลูกจะเขียนเฉพาะคำตอบด้านท้ายเครื่อง = ว่าคำตอบคือเท่าไหร่ เริ่มให้ลูก ๆ เขียนตัวเลขจากการนับจำนวนในแต่ละด้านด้วย เพื่อให้เด็ก ๆ เริ่มคุ้นกับตัวเลขประมาณ 1เดือน จากนั้นให้ลองเริ่มการบวกโดยใช้ตัวเลขแทนการวาด เด็ก ๆ จะค่อย ๆ คุ้นกับการบวกตัวเลขในที่สุด

ดูัตัวอย่างนะคะ

Leave a comment »

ใครสนใจให้ลูกเรียนจินตคณิตบ้างคะ

หากมีผู้ปกครองท่านใดสนใจให้ลูกเรียนจินตคณิต คงต้องอ่านบทความที่ตัดมาจาก dynamicmaths.com ซะก่อนนะคะ เพราะการที่ลูกจะสามารถคิดเลขให้เร็ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เป็นสำคัญด้วยเช่นกัน ต่อไปนี้คือสิ่งที่คัดลอกมาจากทาง dynamicsmaths.com

ผู้ปกครองหลายๆ ท่านอาจมีบุตรหลานที่เคยผ่านหลักสูตรที่คล้ายกันมาแล้ว และอาจพบว่านักเรียนกลับไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น จากประสบการณ์ของเรา ความล้มเหลวต่างๆ อาจเกิดจากสาเหตุดังนี้

1. เรียนแค่ดีดลูกคิดไม่ได้จินตนาการเป็นคำตอบ

ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ประเด็นหลักที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนคือการได้ฝึกฝนใช้สมองทั้งสองด้านผ่านการคำนวณโดยวาดภาพลูกคิดในใจ หากการเรียนใดไม่ได้มีการฝึกดังกล่าว การเรียนนั้นก็เป็นเพียงการสอนใช้ลูกคิดในการคำนวณเท่านั้น ซึ่งการเรียนใช้ลูกคิดในการคำนวณจะไม่ส่งผลต่อพัฒนาการของการใช้สมองทั้งสองด้าน ผู้เรียนจึงไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในแบบที่คาดหวัง

2. ขาดการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

สมองก็เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากก็ยิ่งแกร่งมาก การเรียนจินตนาการคณิตคิดไวจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนจะต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและอดทน ไทเกอร์ วู้ด หรือ อังเดร อากัสซี่ คงไม่ได้เป็นแชมป์จากการฝึกบ้างไม่ฝึกบ้าง

3. ให้ลูกเรียนโดยลำพัง

เด็กๆ ต้องการทั้งกำลังใจและการนำทางจากพ่อแม่เป็นอย่างมาก การชี้นำและการดูแลจากคุณครูซึ่งพบกับน้องเพียงอาทิตย์ละครั้งอาจไม่เพียงพอ จากประสบการณ์ของเรา น้องๆ ที่ประสบความสำเร็จมักมีผู้ปกครองที่เอาใจใส่ การเอาใจใส่ไม่ได้หมายถึงการที่พ่อแม่ต้องสอนลูกด้วยตนเอง แต่หมายความว่าพ่อแม่ต้องให้กำลังใจเมื่อลูกเกิดความท้อถอย คอยสนับสนุนให้ลูกมีวินัยและความอดทนในการฝึกฝน รู้อย่างนี้แล้ว ยังจะปล่อยให้ลูกเรียนโดยลำพังอีกหรือ ?

4. ขาดความมีวินัย

อุปสรรคสำคัญอย่างมากที่ทำให้เด็กเรียนแล้วไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเท่าที่ควร คือการไม่มีวินัยที่ดี ซึ่งเป็นปัญหาของคนไทยส่วนใหญ่ เช่น มาเรียนสาย ขาดเรียนบ่อย การบ้านไม่ยอมทำ เป็นต้น ถ้าเป็นอย่างนี้ เด็กไปเรียนเสริมวิชาอะไรก็คงสำเร็จได้ยาก

5. คุณภาพของหลักสูตร

หลักสูตรที่มีคุณภาพ จะส่งผลให้ผู้เรียนไปถึงจุดหมายปลายทาง หลักสูตรที่ดี ต้องผ่านการวิจัยและทดลองมายาวนาน จนมั่นใจได้ว่า มีคุณภาพและสามารถพัฒนาผู้เรียนได้จริงในเวลาอันสั้น หลักสูตรควรมีเนื้อหาการเรียนจนถึงระดับสูงเพื่อนักเรียนจะได้รับการพัฒนาไปจนถึงขั้นสูง การทำหลักสูตรด้วยการลอกเลียนแบบ โดยไม่มีความรู้อย่างแท้จริง ย่อมจะได้ไม่หลักสูตรที่ดี และไม่ทำให้นักเรียนพัฒนาเท่าที่ควร

6. คุณภาพของผู้สอน

ผู้สอนต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ผ่านการอบรมมาอย่างเข้มข้น มีการวัดผลงานความสามารถทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจน ต้องได้รับการทบทวนความรู้เป็นประจำ ผู้ที่ผ่านการอบรมในช่วงสั้นๆ หรือไม่มีระบบการสนับสนุนที่ดีจากโรงเรียนย่อมไม่สามารถส่งผ่านความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนแต่อย่างใด

7. การเรียนในโรงเรียน

ปัจจุบันมีโรงเรียนหลายโรงเรียนนำหลักสูตรนี้เข้าไปสอนในโรงเรียน และหลายโรงเรียนก็เลิกสอนไปแล้ว หลักสูตรนี้จะได้ผลเต็มที่เมื่อเด็กๆคิดเลขในใจขั้นสูงได้ ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนครูกับนักเรียนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว จำนวนครู 1 คน ต่อเด็กไม่ควรเกิน 12 – 15 คน ซึ่งบางครั้งโรงเรียนให้ครู 1 คน สอนเด็ก 40 – 50 คน เด็กส่วนใหญ่อาจจะทำได้แค่ดีดลูกคิด ซึ่งผลที่ได้อาจจะไม่ต่างจากกดเครื่องคิดเลข โอกาสที่จะเห็นผลเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาการ IQ และ EQ นั่นย่อมไม่เห็นผลอย่างเต็มที่ อีกทั้งหลักสูตรนี้ต้องเรียนต่อเนื่องกัน 2 – 3 ปีจึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน การนำหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปทำการเรียนการสอนในระบบจำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี

Comments (3) »

เกิดอะไรขึ้น ? เมื่อลูกเราฉลาดแต่เรียนไม่เก่ง

โดย www.iqeqdekthai.com

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ฉบับวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542

เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า ในแต่ละปีมีเด็กๆ เป็นจำนวนมาก ประสบปัญหาในเรื่องของผลการเรียน ที่ต่ำกว่าระดับความสามารถที่แท้จริง ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์ดี เก่งในเรื่องของการใช้ถ้อยคำ หรือ มีความเป็นอัจฉริยะ ทางด้านคณิตศาสตร์ แต่ความสามารถ ทั้งหมดนี้ ไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เมื่ออยู่ที่โรงเรียน เด็กๆ เหล่านี้เป็นทุกข์จาก ภาวะสัมฤทธิผล ทางการเรียนที่ต่ำลง (Underachievement Syndrome) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขา สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ดูเหมือนพวกเขาจะคิดว่าตนเอง ไม่สามารถเรียนรู้กระบวนการสร้างความสำเร็จในชีวิตได้  นั่นหมายความว่า สัญญาณอันตรายได้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่พ่อ แม่ทุกคนควรจะต้องตระหนักถึงปัญหาพื้นฐานนี้ให้มาก และเร่งหาหนทางแก้ไขให้ได้ตรงจุดที่สุด

สาเหตุอยู่ที่ไหน?
ภาวะสัมฤทธิผลทางการเรียนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นภาวะที่เด็กสอบได้คะแนนต่ำ เมื่อเทียบกับระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญาของเด็กที่ได้จากการทำแบบทดสอบทางสติปัญญา หรือไอคิวเทสต์ เช่น เด็กที่มีไอคิวอยู่ในระดับเกณฑ์ฉลาด แต่กลับมีผลการเรียนปานกลางหรือค่อนข้างอ่อน “ทั้งนี้การวัดไอคิวต้องวัดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าคะแนนที่ได้ต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริงนี้ อาจเนื่องมาจากปัญหาในเรื่อง
ของภูมิหลังการศึกษา ความล้มเหลวของครอบครัว สถานภาพทางด้านเศรษฐกิจ หรือขณะทำการทดสอบเด็กไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ถูกสิ่งอื่นดึงดูดความสนใจก็อาจเป็นได้” อาจารย์สุมนา พิศลอยบุตร นักจิตวิทยาคลินิก โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ได้กล่าวถึงหลักการวัดระดับสติปัญญาของเด็กอ่อนที่จะอธิบายต่อไปว่า สาเหตุของภาวะสัมฤทธิผลทางการเรียนที่ต่ำนี้จะแบ่งออกเป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน สำหรับปัจจัยภายในนั้น ก็คือเรื่องของร่างกาย อารมณ์ บุคลิกภาพ
ส่วนปัจจัยภายนอกก็ได้แก่ สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป

ปัจจัยภายในนั้นก็เช่นร่างกายยังไม่มีความพร้อมที่จะเรียน ด้วยความที่อ่อนกว่าวัยก็ดี หรือสมองดีเฉพาะด้าน ทำให้ทำแบบทดสอบทางสติปัญญาได้คะแนนสูง ทั้งที่จริงแล้วพอถึงเวลาเรียนทั่วๆ ไป ก็ไม่ได้ทำให้คะแนนสอบสูงขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนั้นการถูกบังคับ รับรู้มากมาย หลายทางเกินไป ก็อาจจะทำให้เด็กไม่สามารถเรียนได้อีกเหมือนกัน ด้านอารมณ์ ก็จะเป็นลักษณะขาดแรงจูงใจทางการเรียน เด็กพวกนี้จะมีแรงจูงใจใส่สัมฤทธิ์ตั้งใจเรียนน้อย ปัจจัยที่สำคัญก็คือ
เรื่องของครอบครัว เด็กอาจจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดมาก ทำให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ หรือในเรื่องของสังคม มีปัญหากับเพื่อน มีปัญหากับครู ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของบุคลิกภาพ เด็กจะไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องของการเรียน แต่อยากจะทำงานที่ต้องใช้การเคลื่อนไหว แทนที่จะทำงานด้วยสมอง เป็นต้น

ส่วนปัจจัยภายนอก ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม สถานที่เรียน ไม่ชอบที่เรียนอย่างนี้ ห้องเรียนแบบนี้ไม่สนุก เดินทางมาไกล เหนื่อย เบื่อ วิธีสอนไม่ถูกกับวิธีการเรียนของเด็ก พ่อแม่ไม่เคยพาเด็กไป ไหนเลย ข้อมูลข่าวสารของโลกก็จำกัดแคบไปหมด และเมื่อเด็กทำดีก็ไม่เคยให้กำลังใจหรือสนับสนุนอะไร ซึ่งถ้าหากพ่อแม่สอนลูกเป็นแล้วละก็ จะทำให้เด็กรู้จัก
คิดต่อเรียนต่อเองได้

เด็กเหล่านี้พูดถึงโรงเรียนของเขาอย่างไร?

เด็กที่อยู่ในภาวะความสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำนั้นจะรู้สึกสับสนในตัวเอง พวกเขาจะไม่ค่อยฟังเวลาเรียน แต่จะคอยมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่เสมอ หรือขาดทักษะทางด้านการเรียน และเมื่อเอ่ยถึงโรงเรียนเขาจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า”เบื่อ” เด็กเหล่านี้จะมีการต่อต้าน ค่อนข้างมาก โรงเรียนสำหรับพวกเขานั้น คือ สิ่งที่น่าเบื่อ ผลการเรียนที่ตกต่ำลง พวกเขาก็บอกว่า “ไม่เป็นไรไว้ ค่อยแก้ตัวใหม่คราวหน้า” ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ หมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำราเรียนกันยกใหญ่ เด็กที่มีภาวะสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำ จะไม่เคยอ่านหนังสือเลย พวกเขาจะอ่านก็ต่อเมื่อใกล้ถึงวันสอบหรือทำการบ้านที่จำใจต้องทำเท่านั้น บางครั้งเด็กอาจจะอ้างว่า “ความสำเร็จทางการเรียน” เป็นเป้าหมายสูงสุดของพ่อแม่มากกว่า หากแต่ไม่ใช่สำหรับพวกเขา และก็ตำหนิปัญหา ที่เกิดขึ้นนี้ว่าไม่ยุติธรรมเลยที่จะนำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง หรือไม่ยุติธรรมเลยที่พวกเขาจะต้องได้รับแรงกดดันจากพ่อแม่ที่มีความคาดหวังในตัวพวกเขาสูงนัก

น.พ.ยงยุทธ์ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายถึงภาวะทางด้านจิตใจของเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำว่า “บางทีเด็กมีความเครียดจากระบบการเรียนมายาวนาน แล้วก็เข้าสู่ระยะจัดการความเครียดของตัวเองไม่ได้ ก็จะเป็นระยะที่เริ่มเบื่อหน่าย ท้อแท้ ภาวะนี้จะทำให้เด็กมีลักษณะของการเรียนไม่ดี สมาธิต่ำ ความเข้าใจทางการเรียนมีน้อย หรือว่าเด็กที่มีความวิตกกังวลอยู่บ่อยๆ ก็จะทำ ข้อสอบพลาด เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำได้ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัจจัยที่ตัวเด็กเอง
ทางออกของปัญหา

เริ่มต้นจากที่พ่อแม่จะต้องดูว่าลูกตัวเองมีปัญหานี้จริงหรือเปล่า เพราะว่าภาวะนี้บางครั้ง พ่อแม่อาจจะคิดว่าลูกสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำ แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะฉะนั้น อันดับแรกก็คือ พ่อแม่จะต้องทำการศึกษาเพื่อหาคำวินิจฉัยก่อนกว่าเป็นหรือไม่ ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นปัญหานี้แล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็ต้องดูว่าสาเหตุจากอะไร แล้วก็มาทบทวนถึงวิธีการแก้ไขปัญหานั้น น.พ.ยงยุทธ ให้คำแนะนำก่อนจะเสริมต่อไปว่า “การแก้ไขก็เป็นสาเหตุ ส่วนใหญ่สาเหตุมักจะมาจากครอบครัว ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ด้วยว่า ถ้าเราเลี้ยงลูกแล้ว ทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็น คนไม่ดี ไม่สามารถทำให้ได้อย่างใจพ่อแม่ พูดง่ายๆ ก็คือรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า หรือพ่อ แม่ที่เลี้ยงดูแบบตำหนิ เข้มงวดมากๆ ก็จะทำให้ลูกดื้อเงียบ หมายความว่า เด็กก็จะมีปัญหากับพ่อ แม่โดยเขาอาจจะรู้สึกต่อต้าน แต่ออกมาในรูปแบบของการต่อต้าน ลักษณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ เฉื่อยชา ไม่ตั้งใจเรียน พ่อแม่ก็จะต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูเสียใหม่ โดยอาจจะไปหาจิตแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เราสามารถแก้ปัญหาลูกได้ดีขึ้น ส่วนวิธีการกระตุ้นแรงจูงใจของเด็ก ก็คือ พ่อ แม่ควรพยายามที่จะให้คุณค่ากับเด็กตามที่เด็กมีความสามรถจริง อย่าเคี่ยวเข็ญเด็กมาก เด็กบางคนเขาอาจจะไม่เก่งบางวิชาแต่เขาอาจจะเด่นบางวิชา เราก็ควรจะชื่นชม แล้วให้เด็กทำกิจกรรมในโรงเรียนตามวิชาที่เขาสนใจ หรือเพียงแค่เด็กเขาช่วยงานบ้าน เขารักน้อง พ่อแม่ก็อาจจะใช้สิ่งเหล่านี้ ทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น แล้วก็ลดการดื้อเงียบลง ก็จะเป็นกระบวนการแก้ไขสำคัญ” น.พ.ยงยุทธ์กล่าวสรุป

นอกจากพ่อแม่ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กพัฒนาการยอมรับในตัวเอง ให้เกิดความสำเร็จได้อย่างแท้จริงแล้วครูก็มีส่วนสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าใดนักเพราะวันหนึ่งๆ เด็กจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

ทั้งนี้ อาจารย์สุมนา พิศลอยบุตร นักจิตวิทยาคลินิก ได้ให้ข้อคิดในการแก้ไขปัญหาเด็กที่มีภาวะสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนต่ำเอาไว้ว่า ควรจะยึดรูปของสามเหลี่ยม 2 รูป นั่นคือ สามเหลี่ยมแรกจะเป็น บทบาทของพ่อแม่ครู เด็ก และอีกสามเหลี่ยม ก็คือ นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง จะต้องเชื่อมต่อซึ่งกันและกันเด็กจะได้อยู่ในสายตาของทุกๆ ฝ่าย เพราะฉะนั้น ต้องร่วมมือกัน ประสานกัน การที่เด็กเรียนเก่งหรือไม่เก่งนั้น พ่อแม่ต้องฉับไวสังเกต แล้วส่งข่าวให้ครู เมื่อครูสังเกตเด็กแล้ว ก็ต้องมาปรึกษาหารือกันแล้ว ก็ไปพิจารณาตัวเด็กเอง ให้เด็กได้พูดแสดง ความรู้สึกออกมาด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้รับรองว่าเด็กจะประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนแน่ๆ ส่วนเหตุผลที่ต้องมีนักวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เพราะครูอาจจะไม่มีความรอบรู้ในเรื่องของจิตวิทยาคลินิก หรือวิธีการสอนอย่างนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฉะนั้นไม่ว่า นักวิชาการก็ดี ครูก็ดี พ่อแม่ก็ดี จะสามารถทำความรู้จักวงจรชีวิตของเด็กที่เปรียบเหมือนแก้วคริสตัล ที่มีหลายเหลี่ยม หลายมุม ได้ครบถ้วน ก็ต่อเมื่อ ทุกคนที่ใกล้ชิดกับเด็กจะต้องร่วมมือกัน

เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหาเรื่องการเรียนของเด็กเรื้อรังและยากแก่การแก้ไขแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะหลอมตัวเป็นนิสัยที่แท้จริงของเด็ก ซึ่งจะทำให้เขาประสบปัญหากับภาวะลำบากเป็น อย่างยิ่ง เมื่อเขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต” อาจารย์สุมนา กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการสอบจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ใช้วัดประสิทธิภาพของเด็กให้ก้าวไปสู่ระดับชั้นเรียนที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก เพราะคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นเลิศของผลการเรียนเท่านั้น ทว่าอยู่ตรงที่ เด็กคนนั้นสามารถเรียนรู้ ตลอดจนเข้าใจวิถีชีวิตของตนเองและผู้อื่นได้อย่างถ่องแท้มากน้อยเพียงใด

Leave a comment »

เกมส์ค้นหาตัวเลข

อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เด็ก ๆ เพลิดเพลินกับตัวเลขก็คือ การเขียนตัวเลขตั้งแต่ 1-20 หรือ 1-30 ตามจุดต่าง ๆ ของหน้ากระดาษ แล้วให้เด็ก ๆ หาตามลำดับ เด็ก ๆ จะรู้สึกสนุกกับการจำว่าตัวเลขต่อไปที่เขาจะวงกลมนั้นจะต้องเป็นตัวไหน ลองดูสิคะ ทั้งสนุกและ ทำให้เขาอยากจะจำตัวเลขมากขึ้นกว่าการสอนแบบธรรมดา

Leave a comment »

ปฏิรูปการศึกษากับ๘ คุณธรรมพื้นฐานที่ควรปลูกฝัง

ผู้เขียน: ชิตณรงค์ ขดภูเขียว

ข้อเขียนคัดลอกจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/32103

ด้วยภาวะวิกฤติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญอยู่ขณะนี้ เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน หนทางที่จะผ่อนคลายคนไทยทุกคนก็ควรหันหน้าเข้าหากัน ร่วมคิด ร่วมแรง ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ทุกฝ่ายยอมลดเป้าหมายเพื่อพบกันครึ่งทาง เพื่อความอยู่รอด ปลอดภัย ความเจริญของประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จะด้วยวิธีใดก็ตามสิ่งสำคัญต้องอยู่บนรากฐานของคุณธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามควรแก่การประพฤติปฏิบัติ การพัฒนาบุคคลโดยใช้คุณธรรมนั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาคนในชาติให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยกาย วาจา ใจ การศึกษาก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ก็ขึ้นอยู่กับการศึกษา การพัฒนาการเมืองก็ขึ้นอยู่กับการศึกษา สังคมกำลังเสื่อมโทรม ก็ต้องหันไปพึ่งการศึกษา การพัฒนาการศึกษาจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ในการนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้สร้างความตระหนักสำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตยพัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุขโดย ๘ คุณธรรมพื้นฐานประกอบด้วย

๑. ขยัน คือ ผู้ที่มีความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควร สู้งานมีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง

๒. ประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ รู้จักทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ของตนเองอยู่เสมอ

๓. ซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ มีความจริงใจปลอดจากความรู้สึกสำเอียง หรืออคติ ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองปฏิบัติอย่างเต็มที่และถูกต้อง

๔. มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร และประเทศ โดยที่ตนยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจยึดมั่นในระเบียบแบบแผนข้อบังคับและข้อปฏิบัติ รวมถึงการมีวินัยทั้งต่อตนเองและสังคม

๕. สุภาพ คือ ผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มีสัมมาคารวะ เรียบร้อยไม่ก้าวร้าว รุนแรง หรือวางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทางเป็นผู้มีมารยาทดีงามวางตนเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย

๖. สะอาด คือ ผู้ที่รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตไม่ให้ขุ่นมัว มีความแจ่มใสอยู่เสมอ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจและสภาพแวดล้อมมีความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น

๗. สามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง สามารถแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุมีผล ยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดและความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติและสมานฉันท์

๘. มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เห็นอก เห็นใจ และเห็นคุณค่าในเพื่อมนุษย์และผู้ที่มีความเดียดร้อน มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกายและสติปัญญาลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน

จากนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา ๘ คุณธรรมพื้นฐานข้างต้น สถาบันการศึกษาจึงควรเร่งรัดนำไปปลูกฝังคุณธรรมพัฒนา ให้กับเยาวชนของชาติ เพื่อให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข ก้าวสู่สังคมคุณธรรมนำความรู้ โดยขอความร่วมมือจากสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินการประสบความสำเร็จสามารถนำไปสู่การปฏิบัติยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จนั้นทุกฝ่ายจะต้องมีความตั้งใจ และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้ใหญ่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน พ่อแม่ต้องดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิด ครูต้องมีจิตสำนึกและวิญญาณของความเป็นครูเพิ่มขึ้น ภาครัฐและเอกชน องค์การศาสนา และสื่อมวลชน ต้องตื่นตัว กระตือรือร้น และผนึกกำลังเพื่อการพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมั่นคงอย่างน้อยที่สุดทุกคนควรทำงานให้เต็มกำลัง เต็มความสามารถ และเต็มเวลาด้วย ๘ คุณธรรมพื้นฐานคือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจหากเกิดขึ้นกับครอบครัว ชุมชน หน่วยงาน สถาบัน ตลอดจนประเทศใดแล้ว โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นก็จะพ้นวิกฤติทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม พัฒนาชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นสังคมคุณธรรมนำความรู้ ชีวิตของคนในชาติ คงจะดีกว่าเดิมสังคมไทยจะสงบสุขกว่านี้ ประเทศไทยก็คงเป็นไทยอยู่ตลอดไป มีการพัฒนาอย่างรุดหน้าไม่ด้อยกว่าประเทศใดในโลกนี้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างแน่นอน

อ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ. (2543). การปฏิรูปการเรียนรู้ของกระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). ๘ คุณธรรมพื้นฐาน. (โปสเตอร์).

วิชัย ตันศิริ. (2549). อุดมการณ์ทางการศึกษา ทฤษฎีและภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุพล ทิมอ่ำ. (ม.ป.ป.). การประชุมเชิงปฏิบัติการการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : บริษัทอักษรเจริญทัศน์.

Leave a comment »